[Japan] Special: นิทรรศการ ONE PIECE!!!!

posted on 24 Mar 2012 14:19 by simpskwan in MangaMania directory Cartoon

ตอนแรกกะไว้ว่าครั้งต่อไปจะอัพเกี่ยวกับเรื่องท่องเที่ยวอีก แต่วันนี้ต้องขอเอาเอนทรี่เฉพาะกิจมาลงแทรกก่อนครับ เนื่องจากเมื่อวานได้มีโอกาสไปชมงานนิทรรศการ One Piece -Ten ที่รปปงงิมา (ใครที่อ่านบล็อกผมมาตั้งแต่สมัยแรกๆ น่าจะพอรู้ว่าจขบ. บ้าการ์ตูนเรื่องนี้มากกกกกกก) ตอนนี้ความประทับใจยังสดๆ ร้อนๆ ในหัวอยู่ เลยอยากจะรีบบันทึกลงบล็อกไว้ก่อนจะลืม Cry

 

หมายเหตุ: เอนทรี่นี้เต็มไปด้วยการบ่นเวิ่นเว้อและเพ้อบ้าๆ บอๆ ตามประสาแฟนบอย One Piece ของจขบ. ใครที่ไม่รู้จักการ์ตูนเรื่องนี้ หรือไม่เข้าใจความสนุกของมัน อาจจะอ่านไม่รู้เรื่องไปบ้าง ก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ไว้เอนทรี่ต่อไปจะกลับมาอัพแบบที่คนปกติอ่านรู้เรื่องครับ Kiss

 

 

 

งานนิทรรศการที่ว่า มีชื่อว่า One Piece - Ten (เท็น ตัวนี้เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่างาน exhibition) จัดขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 15 ปีของการ์ตูนเรื่องนี้ (ซึ่งตีพิมพ์รายสัปดาห์มากว่าทศวรรษ และยังไม่มีทีท่าว่าจะจบง่ายๆ) โดยจัดที่ Mori Art Museum ในตึก Roppongi Hills ที่ใจกลางย่านรปปงงิ หลักๆ ก็เพื่อชาบูๆ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของการ์ตูนเรื่องนี้ และให้แฟนๆ ได้เห็นเบื้องหลังการทำงานของ อ.เออิจิโระ โอดะ คนเขียนที่ทุ่มชีวิตกับการ์ตูนเรื่องเดียวมาสิบกว่าปีด้วย

 

พูดถึงความดังของการ์ตูนเรื่องนี้ในญี่ปุ่นแล้ว ต้องบอกว่า One Piece เกินระดับ "ความดัง" แบบปกติไปเยอะแล้วครับ ยอดตีพิมพ์รวมปาเข้าไปกว่าสองร้อยล้านเล่ม (และเล่มใหม่ที่ออกมาทุกสองสามเดือน ก็ยังขายดีทุบสถิติเล่มก่อนหน้าไปได้เรื่อยๆ) ตั้งแต่ผมอยู่ที่นี่มา ก็เห็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการ์ตูนเรื่องนี้มีขายทุกที่ ตั้งแต่เซเว่น ร้านเครื่องไฟฟ้า ยันร้านขายเครื่องกีฬา เรียกได้ว่าจะไปซื้ออะไรที่ไหนก็มีโอกาสเห็นหน้าลูฟี่หรือช็อปเปอร์อยู่บนสินค้าแน่ๆ

พวกตุ๊กตา ฟิกเกอร์ ขนม พวงกุญแจ เสื้อผ้า นี่เบสิคอยู่แล้ว ตอนนี้มีกระทั่ง เครื่องคิดเลขวันพีซ แกงกะหรี่วันพีซ ไล่ไปจนถึงกระดาษทิชชู่ Foot in mouth เผลอๆ วันพีซ อาจจะเป็นชื่อการ์ตูนที่เด็กทั้งประเทศรู้จัก ระดับเดียวกับดราก้อนบอล & โดราเอมอนไปแล้วก็ได้

 

ในเมื่อการ์ตูนมันดังซะขนาดนี้ แน่นอนว่านิทรรศการจะจัดแบบธรรมดาๆ ไม่ได้ สถานที่ก็เช่าที่กลางรปปงงิ (ย่านคนรวยที่ค่าสถานที่น่าจะแพงสุดๆ ของโตเกียว) แล้วก็ไม่ใช่ว่าไปซื้อตั๋วหน้างานได้นะครับ แต่ต้องจองทางอินเตอร์เน็ท ไม่ก็ซื้อตั๋วจากเครื่องขายที่เซเว่นล่วงหน้าไว้ก่อน (ค่าเข้า 1800 เยน ก็ไม่ใช่ถูกๆ ด้วย แต่เอาวะ เพื่อวันพีซ) Cry

ตั๋วเข้างานที่ซื้อจากเซเว่น & ที่ห้อยมือถือผมเอง

นิทรรศการนี้จัดตั้งแต่ 20 มีนาคมถึง 6 มิถุนายน กำหนดรอบเข้าชมไว้วันละหกรอบ (ตอนจองตั๋วต้องเลือกเลยว่าจะเอารอบกี่โมง เปลี่ยนไม่ได้ด้วย) และจำกัดจำนวนผู้เข้าชมแต่ละรอบไว้ด้วย โชคดีที่ผมได้ยินข่าวตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เลยดิ่งไปจองไว้ก่อน (แต่ก็ยังแอบระแวง เอาตั๋วมาดูแล้วดูอีกบ่อยๆ กลัวอ่านวันผิดครับ 55)

 

สถานี Roppongi

ผมจองตั๋วไว้รอบหกโมง เพื่อความปลอดภัยและเผื่อเวลากินข้าว เลยมาถึงสถานที่ล่วงหน้าก่อนประมาณเกือบๆ ชั่วโมง ในสถานีรปปงงิก็จะเห็นพวกโปสเตอร์วันพีซแปะเต็มไปหมด ส่วนใหญ่เป็นโฆษณาเกม Kaizoku Musou ที่เพิ่งวางตลาดไป

 

"เพราะว่าเรางดงามยังไงล่ะ!!"

สองสาว

 

โปสเตอร์หลักของงานนี่ อ.โอดะเจียดเวลาวาดรายสัปดาห์มาวาดใหม่ให้เป็นพิเศษครับ แถมในงานยังมีภาพวาดเฉพาะกิจแบบนี้อีกสองสามรูปด้วย

ออกจากสถานีมาก็ถึงหน้าตึก Roppongi Hills ที่จัดงานของเราเลย ไอ้ฝนนี่ก็ตกได้ตกดีทั้งวัน สมกับเป็นประเทศเกาะกลางทะเลดีแท้ (ตอนแรกกะไว้ว่า ถ้าอากาศดีอาจจะหาทางขึ้นไปถ่ายรูปหอชมวิวก่อนเข้างานซะหน่อย แต่เพราะอากาศไม่เป็นใจเลยต้องเป็นอันล้มเลิกไป

 

หน้าตึกรปปงงิฮิลส์มีรูปปั้นแมงมุมยักษ์อยู่ด้วย ตัวนี้ชื่อว่า Maman ครับ เป็นผลงานของศิลปินลูกครึ่งฝรั่งเศส-อเมริกา ชื่อว่า Louise Bourgeois ที่สร้างรูปปั้นหน้าตาแบบนี้เพื่ออุทิศให้แม่ตัวเอง (เพราะแม่ทำงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เหมือนแมงมุมที่ถักใย) พอเข้าไปดูใกล้ๆ จะเห็นว่าในท้องมันมีไข่ตัวเล็กๆ ใส่ไว้ด้วย สยองงงงงงง

 

เดินเข้าไปชมในตึกซะหน่อย สมกับที่เป็นย่านสุดหรูของโตเกียวครับ ทั้งโครงสร้างหน้าตาข้างในตึกนี่ล้ำมาก มีร้านขายของกับร้านอาหารอยู่ประมาณนึง แน่นอนว่าราคาแพงหูฉี่

ออกมาเดินดูรอบๆ ก็ไปเจอร้านอาหารจีน/ฮ่องกงตรงหน้าตึกพอดี ราคาจัดว่าโอเคไม่ต่างจากร้านแถวหอเท่าไหร่ เลยจัดหมี่กรอบราดหน้าเป็นมื้อเย็นไปจานนึง

 

ของหวานอันนี้แปลกดีครับ นึกว่าเป็นเค้กแต่พอกัดไปปุ๊บ มันคือซาลาเปาไส้ครีมโฉมใหม่ดีๆ นี่เอง แป้งก็ซาลาเปา ครีมเหลืองๆ นั่นก็ไส้ซาลาเปาชัดๆ 

และแล้วถึงเวลาหกโมง ได้ฤกษ์เข้างานกันแล้วครับ ตื่นเต้นๆ

 

ตัวงานจัดใน Mori Arts Center Gallery ซึ่งอยู่ที่ชั้น 52 ของตึก วิธีเข้าพิพิธภัณฑ์ก็ไม่ต้องเข้าไปในตัวตึกครับ เพราะเขามีทางเข้าแยก เป็นโดมกระจกอยู่ข้างๆ ตึก

 

พอเข้าไปในโดมแล้ว จะมีบันไดวนขึ้นไป พอขึ้นไปสุดก็มีสะพานเชื่อมกับตัวตึก ระหว่างทางมีป้าย One Piece บอกทางตลอด

 

เข้ามาก็จะพบกับเคาน์เตอร์ขายตั๋ว เอาตั๋วที่ซื้อมาจากเซเว่นไปให้พนักงานฉีกก็เรียบร้อย จากนั้นจะได้รับตั๋วมาอีกใบสำหรับใช้เข้างานจริง

 

ภาพแผนที่งาน

 

มาถึงลิฟท์ที่จะใช้ขึ้นไปชั้น 52 กันแล้วครับ ตื่นเต้นนนนนนนน ฮว้ากกกกกกกกกก Undecided

 

พอขึ้นมาถึงข้างบน อย่างแรกที่เห็นเลยก็คือเสากระโดงและใบเรือ Thousand Sunny ใหญ่โตอลังการมากมาย ด้านหลังเป็นหน้าต่างใหญ๋ๆ ให้ชมวิวได้ด้วย เสียดายที่อีตาพนักงานมาไล่ต้อนให้เดินเรียงแถวเข้างานไปก่อน ไม่งั้นกะจะเดินวนแถวนี้นานๆ ซะหน่อย

 

ตรงนี้เรียกว่า ห้อง "Romance Dawn"

ภาพนี้ผมก็อปมาจากเว็บข่าวครับ เพราะตรงนี้เค้าไม่ให้ถ่าย เสียดายมากมาย (ต่อจากนี้ ภาพไหนไม่มีเครดิตในภาพ คือภาพที่ผมเอามาจากพวกเว็บรายงานข่าวนะ)

จากนี้ไป จะเข้าสู่ห้องโชว์ของจริงกันละ ในแกลเลอรี่เขาห้ามถ่ายรูปครับ ตอนผมจะถ่ายเลยต้องถ่ายเวลาเรียงแถวอยู่นอกห้อง แล้วซูมๆ เข้าไปแทน (พนักงานก็จ้องๆ อยู่เหมือนกัน เลยต้องรีบๆ ถ่ายแล้วเก็บกล้องก่อนจะโดนเตือน) Foot in mouth 

ดังนั้นจากนี้ไปภาพที่ได้มาจะเบลอๆ เอียงๆ หน่อยนะครับ เพราะส่วนใหญ่จะหยิบกล้องมาถ่ายระหว่างที่โดนพนักงานต้อนออกจากโซนนั้นๆ ไปแล้ว ส่วนภาพที่ชัดๆ นี่คือภาพที่ก็อปเขามา

 

ห้องแรกคือห้องรวมค่าหัวครับ ในห้องจะแต่งเป็นกำแพงอิฐแล้วก็มีโปสเตอร์ค่าหัวของบรรดาโจรสลัดในเรื่องติดอยู่ทั่วห้อง ให้สำรวจดูกันได้ตามใจชอบ ส่วนใหญ่ก็เป็นค่าหัวที่รู้กันหมดแล้วนั่นแหละ ส่วนพวกตัวละครที่ทุกคนอยากรู้ อย่างแชงคูส บิ๊กมัม หนวดขาว ก็จะมีเหตุให้โปสเตอร์ขาด ไม่ก็โดนโปสเตอร์คนอื่นบังตรงค่าหัวไว้พอดี แฟนๆ ก็เลยต้องเดากันต่อไป (หรืออ. โอดะแกยังไม่ได้คิดก็ไม่รู้)

หนึ่งในข้อมูล exclusive ที่เปิดเผยในงานนี้ คือค่าหัวของเอส 550 ล้านเบรีครับ เป็นค่าหัวที่สูงที่สุดเท่าที่เปิดเผยในเรื่องตอนนี้ ทีนี้เหล่าแฟนด้อมจะได้เลิกเถียงกันซะที Cry

ตัวละครมีแทบทุกตัวในเรื่องที่มีค่าหัวครับ พวกตัวที่ออกมาล่าสุดอย่างเพคอมส์ก็ยังมี (แน่นอนว่าค่าหัวลอว์ฉบับอัพเดทล่าสุดก็มีเหมือนกัน)

 

ที่น่าสนใจคือโปสเตอร์บางใบจะมีตรงสีแดงๆ ประทับไว้ครับ ตัวละครที่ตายแล้วจะปั๊มว่า Deceased (เสียชีวิต) ตัวที่กลายเป็น 7 เทพ ย้ายข้างมาทำงานให้รัฐบาล จะปั๊มว่า Case Closed (ปิดคดี) ตัวไหนที่ถูกจับใช้คำว่า Captured และของจินเบ เป็นคนเดียวที่ถูกปั๊มว่า Under review (กำลังพิจารณา) แปลว่าค่าหัว 2 ปีให้หลังของจินเบ คงมีเปิดเผยในเนื้อเรื่องหลักในอนาคตเป็นแน่

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือโปสเตอร์ประกาศจับของ Mr.2 ซึ่งในการ์ตูนชะตากรรมยังคลุมเครืออยู่ (แต่ในเรื่องเหมือนจะแอบสื่อว่าตายแล้ว) แต่บนโปสเตอร์มีตราประทับว่า Captured ไม่ใช่ Deceased ครับ ก็พอจะเดาได้แหละว่าเราจะได้เห็นเขาคนนี้กลับมาแน่

  

โซนต่อมาเป็นไฮไลท์นึงของงานเลยครับ เขาเรียกว่าเป็น 冒険パノラマシアター (Adventure Panorama Theatre)  ซึ่งก็คือโรงหนังที่มีหนังสั้นให้ดูกันนั่นแหละ

ตอนแรกนึกว่าจะมีแว่นสามมิติให้ แต่จริงๆ ไม่มีครับ ข้างในโรงจะมีจอหนังแบบโค้งๆ เป็นครึ่งวงกลมอยู่ ดังนั้นตอนฉายก็จะได้อารมณ์แบบสามมิตินิดๆ

หนังเปิดฉากมาเป็นภาพจากหนังสือการ์ตูน แบบขาวดำอย่างที่เราๆ คุ้นเคยกัน จากนั้นภาพจะเริ่มขยับทีละช่องๆ ทั้งตัวละคร คลื่น เมฆ นก จะดูมีชีวิตขึ้นมาหมด ไม่ได้เป็นสไตล์อนิเมะแบบที่ฉายทีวีนะ แต่เป็นลายเส้นขาวดำของ อ.โอดะนี่แหละ พร้อมด้วยซาวด์เอฟเฟกต์และดนตรีประกอบสุดอลัง

เนื้อเรื่องจะเป็นสรุปการเดินทางของกลุ่มลูฟี่ทั้งหมดที่ผ่านมา รวมพวกฉากเด็ดๆ ตัวละครเทพๆ เกาะแปลกๆ ทั้งหลาย ให้ฟีลเหมือนเราอยู่บนเรือ แล้วกำลังแล่นผ่านฉากต่างๆ เข้าไปเรื่อยๆ

เป็นอะไรที่สนุกดีเหมือนกันครับ (แค่เห็นภาพลายเส้นของโอดะขยับได้ก็คุ้มแล้วล่ะ) แต่ที่ชอบมากคือคนญี่ปุ่นที่ดูอยู่ด้วยกันเต็มห้อง พอถึงฉากโชว์เอฟเฟ็กต์ก็ร้องอู้วอ้า พอฉากฮาๆ ก็ขำกันพร้อมเพรียงมาก รู้เลยว่าแทบทุกคนในห้องก็เป็นแฟนการ์ตูนเหมือนกัน ตรงนี้ปลื้มใจมากมาย Tongue out

 ดูบางส่วนของหนังได้ในคลิปนี้

 

 

ห้องต่อไปได้แก่ ฉากจำลองห้องอาหารที่ทริลเลอร์บาร์ค ระหว่างเดินจะเห็นผีเนกาทีฟฮอลโล่ (เป็นภาพฉาย) บินไปบินมา รูปภาพในห้องก็เหมือนจะกลอกตาได้ด้วย

โซนถัดมาจะเข้าสู่ธีมอเมซอนลิลี่ เริ่มด้วยรูปท่านจักรพรรดินีปล่อยพลังแบบสามมิติ เมลโล่ๆๆ ทำเอาผู้ชมตะลึงกับความงดงามไปตามๆ กัน Wink

 

อันนี้หุ่นยายเนียว ถ้าดูในลูกแก้วจะเห็นตัวหนังสือที่ยายแกเอาหมึกเขียนไว้ด้วย (เหมือนมุขในการ์ตูนต้นฉบับ)

ถัดมาก็เป็นห้องผู้คุมที่อิมเพลดาวน์ มีฉากจากในการ์ตูนมาแปะ ให้เหมือนภาพจากกล้องวงจรปิด

 

 

เดินไปอีกนิดนึง จะเจอเอสขนาดเท่าตัวจริงครับ ทำออกมาเนี้ยบสุดๆ ผมที่ห้อยๆ ลงมาปรกหน้านี่เก็บรายละเอียดเป๊ะมากกกกก

 

พอส่องดูตามรูกำแพงคุก ก็จะพบกับพลพรรคกระเทยที่กำลังเปิดผับลับๆ ในคุกกันอยู่ และถ้าจ้องไปนานๆ เจ๊อีวา ตัวแม่แห่งดินแดนกระเทยก็จะโผล่หน้ามาแวบๆ ให้ตกใจเล่นด้วย Foot in mouth

 

พอส่องเข้าไปก็จะเห็นแบบนี้ พร้อมเสียงประกอบ

ส่องๆ ไปซักพัก เจ๊อีวาก็โผล่มาพร้อมกับเสียง ฮี้ฮ่าาาาาาาาาาาา

ออกจากโซนคุกแล้วเดินต่ออีกหน่อย ถัดไปเป็นห้องแสดงฉากเด็ดๆ จากช่วงศึกมารีนฟอร์ดในการ์ตูน อันนี้ไม่มีอะไรมาก เหมือนเป็นของตกแต่งระหว่างทาง & เตือนความจำให้คนดูรู้ว่าธีมของโซนต่อไป กำลังจะเข้าเนื้อเรื่องช่วงนี้มากกว่า

 

พอมาถึงตรงท้ายห้อง มีรูปฉากวาระสุดท้ายของเอสแปะไว้ ไฟตรงนี้จะเปลี่ยนเป็นสีแดง เข้ากับลาวาในภาพด้วย Tongue out

 

 

(พอถึงตรงนี้ เพิ่งสังเกตว่านิทรรศการมันจัดธีมเรียงตามลำดับเนื้อเรื่องเป๊ะเลย ตั้งแต่ทริลเลอร์บาร์ค อเมซอนลิลี่ อิมเพลดาวน์ มาจนถึงมารีนฟอร์ด)

 

และพอออกมาจากห้องปุ๊บ ก็จะมีภาพวาระสุดท้ายของเอสแบบต้นฉบับ ที่อ.โอดะวาดเองกับมือใส่กรอบไว้ให้ดูด้วย (ภาพที่เป็นหน้าเอสร้องไห้แบบใหญ่ๆ สองหน้าเต็ม และฉากตายเรียกน้ำตาแฟนๆ อีกหนึ่งหน้าถัดมา)

ตรงนี้บอกเลยว่าประทับใจมากกกกกกกกกกกกครับ  เพราะถ้าดูกระดาษที่อยู่ในกรอบแล้ว จะเห็นร่องรอยของต้นฉบับเพียบ ทั้งรอยลิขวิด รอยร่างดินสอ รอยหมึกเปื้อนอะไรมีหมด แล้วเวลาดูลายเส้นต้นฉบับใกล้ๆ จะเห็นว่า อ. แกเป็นคนวาดภาพได้ละเอียดทุกเส้นจริงๆ  อย่างหน้าเอสในฉากที่ร้องไห้เนี่ย ผมเพิ่งมาเห็นนะว่า อ. ไล่แรเงาแม้กระทั่งรอยย่นเล็กๆ บนหน้าผากไว้ด้วย Wink

จบจากการตายของเอส ก็เข้าโรงหนังสามมิติกันอีกโรงครับ โรงนี้เรียกว่า 仲間シアター (Nakama Theatre) หนังที่ฉาย จะเป็นดราม่าสรุปความสัมพันธุ์ระหว่างลูฟี่กับเอส ฉากที่เอสตาย มาจนถึงฉากที่ลูฟี่รู้ตัวว่า ถึงจะเสียพี่ชายไป แต่ก็ยังเหลือคนอื่นอีกมากมายที่เขารักอยู่ และจบลงด้วยตอนที่ลูฟี่และพรรคพวกตั้งใจว่าจะมาพบกันอีกในอีก 2 ปีให้หลัง

หนังสั้นช่วงนี้ดราม่ามากกก ดนตรีประกอบก็บิ๊วสุดชีวิต ตอนใกล้จบได้ยินเสียงคนดูสูดน้ำมูกฟืดๆ ดังอยู่หลายคนเหมือนกัน ถ้าเป็นแฟนๆ วันพีซน่าจะเข้าใจ ว่าบทดราม่าเรื่องนี้อ่านแล้วมันประทับใจยาวเลยจริงๆ Tongue out

 

พอจบหนังสั้นโรงที่สอง ธีมของงานก็จะเข้าสู่ภาค "โลกใหม่" กันละครับ พอออกมาจากโรง ตรงทางเดินก็จะมีต้นฉบับของฉากเปิดตัวกลุ่มหมวกฟาง เวอร์ชั่น 2 ปีให้หลัง ติดเรียงกันไว้ให้ชม

ผมเพิ่งรู้ตอนเห็นของจริงนี่แหละว่า เวลาวาดต้นฉบับ นักเขียนการ์ตูนเขาใช้กระดาษใหญ่มาก (เหมือนจะใหญ่กว่า A4 นิดหน่อยอีกมั้ง) แล้วพอได้เห็นความสวยของต้นฉบับ ที่ยังมีคราบลายเส้นดินสอ มีรอยยับบนกระดาษนิดหน่อยเพราะผ่านมือคนวาดมาแล้วนี่ รู้สึกได้เลยว่าความสวยงาม ความขลัง พลังในลายเส้น มันมากกว่าฉบับตีพิมพ์ที่เราๆ อ่านกันจริงๆ

 

ต่อไปก็เริ่มเข้าธีมเกาะเงือกกันแล้ว ตรงนี้เป็นจุดที่เรียกว่า Graphic&Interactive Art ครับ ตอนแรกจะเป็นฉากเกาะเงือกฉายอยู่บนจอเฉยๆ พอรอซักพักจะมีบรรรดาตัวละครในฟองสบู่ลอยออกมา ซึ่งความเจ๋งมันอยู่ตรงที่เวลาเรายื่นมือเข้าไปใกล้ๆ จะมีเซ็นเซอร์สัมผัสให้ตัวละครตอบสนองกับมือเราได้

พูดง่ายๆ ก็คือเวลาตัวละครขี่ฟองสบู่ลอยออกมา เราก็ยื่นมือเข้าไปใกล้ๆ ภาพ กะให้เงาของมือเราชนกับตัวละคร และพวกเขาเหล่านั้นก็จะตอบสนองเหมือนกับเราไปจับตัวเขาจริงๆ ถ้าเราใช้มือทำท่าตีฟองสบู่ ฟองสบู่ก็จะเด้งไปตามทิศที่เราจิ้มด้วย ถ้าเอามือไปจิ้มลูฟี่ ก็จะได้ยินเสียงลูฟี่หัวเราะเฮฮาดังออกมา แต่ถ้าไปจิ้มซันจิสุ่มสี่สุ่มห้า ก็อาจจะโดนด่ากลับมาเหมือนกัน Foot in mouth

(ตลอดเวลาที่เล่น ไม่ต้องเอามือไปแตะจอเลยครับ แค่ยืนใกล้ๆ แล้วโบกมือในอากาศ เซ็นเซอร์ก็จะจับความเคลื่อนไหวเราเอง)

ถัดไป เป็นห้องหุ่นโมเดลขนาดเท่าตัวจริงของกลุ่มหมวกฟาง โพสท่าเหมือนหน้าปกเล่ม 61 ครับ มีบรรยายไว้ประมาณว่า ทีมงานที่ทำโมเดลทำแบบประณีตสุดๆ ถ่ายรูปทุกมุมทุกขั้นตอน ส่งไปให้โอดะอนุมัติตลอด เพื่อให้แน่ใจจริงๆ ว่าโมเดลที่ออกมาจะเหมือนในจินตนาการของคนเขียนเป๊ะๆ

 

 รูปนี้รีบหยิบกล้องออกมาถ่ายก่อนจะเข้าไปในห้องครับ เลยได้มุมแบบนี้เลย Foot in mouth

และแล้วก็มาถึงห้องสุดท้ายกันแล้วครับ ห้องนี้มีชื่อว่า 「ONE PIECE」が生まれた場所 (จุดกำเนิดวันพีซ) ตรงกลางห้องคือโต๊ะทำงานของ อ.โอดะ ซึ่งลอกแบบมาจากของจริงเป๊ะๆ ตั้งแต่โต๊ะเก้าอี้ ไล่ไปจนหนังสือกับสมุดโน้ต เศษยางลบ ชนิดปากกา ฯลฯ เลยทีเดียว

 

ตรงเหนือโต๊ะจะมีกระดาษผลงานของ อ. แกแขวนห้อยอยู่ ผมชอบการออกแบบตรงนี้มากๆ ให้อารมณ์เหมือนกับผลงานหลายๆ ใบ กำลังปลิวออกมาจากโต๊ะทำงานตัวนี้เลย

 

บนโต๊ะมีภาพเสก็ตช์ของ "Z" ตัวร้ายประจำวันพีซฉบับหนังโรงภาคต่อไป ที่โอดะเป็นคนออกแบบด้วย (เป็นหนึ่งในข้อมูล exclusive ของงานนี้เหมือนกัน) ดูจากหน้าตาแล้วน่าจะเป็นไซบอร์กแบบแฟรงกี้

พวกสมุดโน้ตบนโต๊ะ ตรงหน้าปกจะมีเขียนบอกไว้ครับว่าเอาไว้ใช้วาดอะไร มีทั้งสมุดรวมรูปสัตว์ประหลาด สมุดรวมท่าโจมตี และที่น่าสนใจสุดก็เป็นสมุดที่เขียนไว้ตรงหน้าปกว่า "วะโนะคุนิ" ประเทศแห่งซามูไรที่เพิ่งมีพูดถึงไปในการ์ตูนช่วงล่าสุด และมีภูเขาคล้ายๆ ภูเขาไฟฟูจิวาดอยู่ด้วย ไม่แน่ว่าภาคต่อไปอาจจะไปผจญภัยกันที่นี่ก็ได้นะ Cry

 

อีกฟากนึงของห้อง มีภาพสี (แน่นอนว่าเป็นแผ่น original ที่โอดะเขียนและลงสีเองกับมือก่อนจะส่งสำนักพิมพ์) น่าจะแทบทุกภาพที่อ. เคยวาดมา ตรงนี้ผมว่าเดินดูได้ทั้งวันเลยครับ ถ้ามองใกล้ๆ จะเห็นพวกรายละเอียด การไล่สี ลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ เยอะมวากกกกกก

 

และที่ประทับใจมากสุดคือ อ.โอดะลงสีด้วยมือทุกภาพครับ (ทั้งที่เดี๋ยวนี้นักเขียนการ์ตูนจำนวนมากเปลี่ยนไปใช้คอมลงสีแทนแล้ว) และคิดว่าน่าจะลงสีเองหมดเป็นส่วนใหญ่ด้วย เพราะสไตล์การใช้สีทั้งภาพดูสม่ำเสมอกันมาก ไม่งั้นก็ต้องเทรนผู้ช่วยมาดีจริงๆ ล่ะนะ

ไฮไลท์อย่างสุดท้ายก่อนออกจากห้อง เป็นหนังสั้นๆ เกี่ยวกับวิธีการวาดภาพสีของ อ. โอดะครับ โดยทีมงานเขาไปตั้งกล้องจับภาพตอน อ. วาดตั้งแต่ต้นจนจบเลย ได้เห็นหมดว่าร่างดินสอยังไง ตัดเส้นแบบไหน ผสมสียังไง แล้วก็มีเสียงของ อ.เองคอยบรรยายประกอบไปด้วย

ยืนฟังๆ ไปก็ได้เกร็ดที่น่าสนใจเหมือนกันครับ เช่นว่า ช่วงแรกๆ อ.โอดะจะไม่ชอบลงสีท้องฟ้าเลย เพราะตอนนั้นสกิลของเขายังมีไม่พอที่จะระบายสีพื้นที่ใหญ่ๆให้ออกมาดูเสมอกันได้หมด (สังเกตว่าพวกรูปสีตอนสมัยแรกๆ ท้องฟ้าจะเป็นสีขาวหมด) และปกติ อ. จะชอบใช้สีน้ำมากว่า (เพราะมัน "ให้ชีวิตกับรูปภาพ" ได้) แต่ตอนทำงานรายสัปดาห์มีเวลาไม่พอ ส่วนใหญ่เลยต้องวาดด้วย copic แทน (ซึ่งเขามีเยอะมากกกก แถมตอนลงสียังเอามาผสมกันทำสีใหม่ๆ อีก)

ตอนดูคลิปนี้แล้ว บอกได้เลยว่าผมกับเพื่อนอีกคนที่ไปทั้งขนลุกทั้งตื้นตันนิดๆ กันทั้งคู่ เพราะรู้สึกได้เลยว่าความรัก ความเอาใจใส่ที่ อ.แกใส่ลงไปในผลงานนี่มันมากมายจริงๆ โอดะทิ้งประโยคเด็ดไว้ในคลิปด้วยว่า "ถึงคนจะมองว่าการ์ตูนเป็นแค่ของฆ่าเวลา แต่ผมก็อยากจะวาดให้ได้ดีในระดับ 'ราชาแห่งการฆ่าเวลา' ให้ได้" Cry

 

 

ส่วนหลักของนิทรรศการจบแค่นี้ครับ แต่ก็แน่นอนว่าต้องปิดท้ายด้วยร้านขายของฝาก เพื่อสูบเงินแฟนๆ และส่งเสริมให้โอดะรวยยิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งราคาก็แพงอยู่หรอก แต่หลายอย่างก็เหมือนจะซื้อได้ในงานนี้เท่านั้นด้วย ตอนแรกคิดว่าจะไม่ซื้อแล้วนะแต่ไปๆ มาๆ จัดไปแล้วสามอย่างโดยไม่รู้ตัว 555

ระบบการซื้อของที่นี่เขาจัดไว้ดีมากเลยครับ คือแทนที่จะเอาของมาวางโชว์ให้คนแย่งกันหยิบ เขาจะใช้วิธีให้ลูกค้าดูแค็ตตาล็อกสินค้ากับตัวอย่างในตู้ แล้วเขียนลงในแผ่นแค็ตตาล็อกว่าจะเอาสินค้าหมายเลขไหนบ้าง จากนั้นก็เอาไปยื่นที่เคาน์เตอร์ได้เลย เพราะงั้นแถวเลยไม่ยาว ซื้อของได้เร็ว ไม่ปัญหาคนแน่นด้วย ร้านค้าเมืองไทยน่าจะลองเอาระบบนี้ไปใช้กันเยอะๆ นะ

 

พอออกมาจากเขตงาน ก็เจอร้านขายของประจำพิพิธภัณฑ์ครับ ที่นี่ก็มีสินค้าวันพีซขายบ้างเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่เป็นของที่หาซื้อที่ไหนก็มี ไม่ได้พิเศษอะไรขนาดนั้น

 

 

จบการรีวิวงานนิทรรศการ One Piece ด้วยประการฉะนี้ครับ สำหรับคนทั่วๆ ไปอาจจะไม่ได้มองว่ามันพิเศษอะไรขนาดนั้น แต่ในฐานะแฟนการ์ตูนเรื่องนี้แล้ว นี่เป็นความประทับใจสุดๆ ครั้งหนึ่งตั้งแต่มาอยู่ญี่ปุ่นเลยล่ะ อย่างนึงที่สัมผัสได้เลยจากการเที่ยวงานนี้ คือ อ.โอดะ เขาเป็นคนที่รัก และทุ่มเทกับผลงานของตัวเองจริงๆ ไม่แปลกเลยที่การ์ตูนจะเต็มไปด้วยความสนุก ความมีชีวิตชีวามากมายขนาดนี้

 

ถุงของที่ระลึกจากในงาน 

 

แผ่นรองโต๊ะจากภาค Strong World สวยสดใสมากมาย Wink

และแล้วก็ทนกิเลสไม่ไหว จัดเสื้อลูฟี่ไปอีกตัว

จริงๆ ของที่ระลึกที่อยากได้สุด เป็นหนังสือปกแข็งอย่างหรู ที่รวมภาพในงานนิทรรศการ (ก็คงพวกของที่ห้ามถ่ายรูป หรือภาพสีพิเศษที่โอดะวาดให้งานโดยเฉพาะล่ะมั้ง) แต่ค่าเสียหาย 3,500 เยน โหดมาก เลยจำใจข่มกิเลสไปในที่สุด (แต่ถ้าตอนหลังมีคนเอามาปล่อยขายในเว็บแบบถูกๆ ก็น่าสนอยู่นะ หุหุ)
 
 
 
อันนี้ตัวอย่างภาพจากในหนังสือที่ว่าครับ เป็นภาพขนาดเบิ้มที่โอดะลงทุนวาดมือเพื่องานนี้โดยเฉพาะ (ไม่มีโชว์และตีพิมพ์ที่ไหนด้วย ดูของจริงได้ในงานกับในหนังสือนี้เท่านั้น!!) งามมากกกกกก เสียดายไม่ได้ซื้อ Tongue out
  

อันนี้เป็นภาพห้องทำงานของ อ. โอดะ (ของจริง) จากหนังสือพิมพ์ฟรีที่แถมมาในงาน

 

 ของที่ระลึกแจกแขกทุกคนในงาน เป็นบีเบิ้ลการ์ดของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางแต่ละคน ผมได้ของนามิ (เชื่อว่าคงมีแฟนคลับที่ยอมลงทุนไปหลายๆ รอบจนได้ครบทุกตัวแน่) Foot in mouth

 

ถามว่างานนี้ดีไหม ถ้าคุณชื่นชอบวันพีซอยู่แล้ว ยังไงก็ไม่มีทางไม่ชอบงานครับ ความสนุกมันไม่ได้อยู่ที่ตัวนิทรรศการอย่างเดียว แต่เพราะมันรู้สึกได้จริงๆ ว่าคนที่มาเที่ยวงานแทบทุกคนต่างก็ชอบ และผูกพันการ์ตูนเรื่องนี้กันไม่มากก็น้อย

และถ้าถามว่าทำไมการ์ตูนเรื่องเดียวถึงมีอิทธิพลกับคนกลุ่มใหญ่ๆ ในประเทศเขาได้ขนาดนี้ สำหรับผม ก็คงเป็นเพราะวันพีซแทบไม่เคยบกพร่องในการ entertain คนอ่านเลย ทั้งความสนุกของการล่องเรือผจญภัยอย่างเสรี ตื่นเต้นไปกับการขึ้นเกาะใหม่ พบเพื่อนใหม่ ศัตรูใหม่ ในโลกจินตนาการที่มีความเป็นไปได้มากมายมหาศาล มันดูเป็นแฟนตาซีสไตล์ที่เหมาะกับสังคมเครียดๆ อย่างญี่ปุ่นมาก

และตลอด 15 ปี กับการ์ตูนเกือบๆ เจ็ดร้อยตอนที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าผู้เขียนสามารถรักษาความสนุกแบบดั้งเดิมได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ลืมว่าสิ่งใดที่ทำให้การ์ตูนของตนสนุก และไม่ลืมว่าคนอ่านคาดหวังอะไรจากการ์ตูนเรื่องนี้

 

งานระดับนี้ ก็ถือว่าสมศักดิ์ศรี การ์ตูนญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องนึงล่ะนะครับ

 

 

Credit: ขอขอบคุณภาพบางส่วนจาก http://nlab.itmedia.co.jp/nl/articles/1203/19/news053.html

ของแถม: ไปชมเว็บ official ของงานนิทรรศการได้ที่ http://www.onepiece-ten.com ครับ ในเว็บมีโปรแกรมให้ทำใบประกาศจับรูปตัวเองด้วย ว่าแต่ทำไมค่าหัวต่ำจังหว่า Foot in mouth

 

1- ว่าด้วยบทส่งท้าย

ผมเคยบอกไว้ในตอนที่แล้วว่า สิ่งที่อยากจะเล่ายังเหลืออีกหนึ่งตอน จริงๆ ก็คือ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยวน่ะจบไปตั้งแต่ตอนก่อนแล้วครับ จบจริงจังไม่มีภาคต่อ รีเมค ภาคก่อนหน้าอะไรแน่นอน เพราะแค่นี้ก็กลายเป็นมหากาพย์ที่ยาวยืดมาถึง 13 ตอนไปซะแล้ว (เพิ่งสังเกตว่าได้เลข 13 พอดีเลยแฮะ ฮ่าๆ) Foot in mouth

แต่ที่ต้องยืดมาอีกหนึ่งตอน (ใช่ชื่อตอนว่าบทส่งท้าย ไม่ใช่บทที่ 14 เพราะให้ตัวทริปจริงๆ มีแค่ 13 บทมันดูสวยกว่า) Cry ก็เพราะไหนๆ ก็เขียนมานานขนาดนี้แล้ว ก่อนจะจบก็อยากจะฝากข้อความคุยกับคนอ่านที่ตามๆ กันมาทุกท่านซะหน่อยน่ะครับ แต่จะใส่ไปในบทที่แล้วมันก็ยาวเกิน เลยแยกออกมาเป็น Epilogue ซะเลย

 

 

ครั้งแรกที่ผมเริ่มเขียนบันทึกแอฟริกาเป็นเรื่องเป็นราว (จากที่ตอนแรกบล็อกมีแต่อะไรเรื่อยเปื่อยมาตลอด) ก็เคยวางแผนไว้นะว่า อัพซักอาทิตย์ละตอนสองตอน ไม่กี่เดือนน่าจะจบทริปได้เรียบร้อย

แต่ปรากฏว่าตอนวางแผน ผมดันลืมใส่ตัวแปรสำคัญ นั่นคือ "ความขี้เกียจ"ของตัวเองเข้าไปครับ Foot in mouth (ช่วงสามสี่เดือนล่าสุด ต้องบวกเรื่องการเรียนที่ญี่ปุ่นที่หนักมากกกก กับเน็ทหอกากๆ เป็นอุปสรรคเพิ่มไปด้วย) จากที่วางแผนไว้ไม่กี่เดือน ก็ยืดมาจนเกือบๆ จะหนึ่งปี แถมเปิดมาดูอีกที หน้าตา exteen ยังเปลี่ยนจนไม่เหลือเค้าเดิมเลยด้วยซ้ำ Foot in mouth

 

 

เอารูปตอนหาวมาประกอบเพื่อแสดงความขี้เกียจ Cry

 

เมื่อคราวที่ผมเริ่มเขียนบทแรกนี่ บอกตามตรงนะว่า ในใจลึกๆ ก็แอบสงสัยตัวเองอยู่เหมือนกัน ว่าจะเขียนให้ถึงตอนจบได้ยังไง เพราะทุกครั้งที่มีโปรเจ็คเขียนไดอารี่อะไรซักอย่าง ผมก็มักจะพ่ายแพ้ต่อความขี้เกียจ จนเขียนได้แค่ครึ่งทางซะทุกทีไป (อารมณ์มันจะประมาณ เขียนไปเรื่อยๆ => เริ่มเบื่อ => เริ่มกดดัน => ค้นพบว่า เออ เราไม่ต้องมานั่งเขียนก็ได้นิหว่า ไม่ได้มีใครบังคับซะหน่อย => ประกาศอิสรภาพด้วยการเลิกเขียน!! เย้ สบายใจจัง) CryCry

 

แต่คราวนี้ เป็นครั้งแรกที่ผมเขียนไดอารี่ลงในบล็อก (หรือก็คือ เขียนแบบมีคนมาอ่านจริงๆ จังๆ) เป็นครั้งแรกที่มีคนมาตามอ่าน มาคอมเม้นท์ ไปพร้อมๆ กับที่เราเขียนไปด้วย

ก็นับว่าเป็นความสนุกแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยนะครับ การที่เรารู้ว่ามีคนอ่านตัวอักษรที่เราพิมพ์ ดูภาพที่เราถ่าย การที่มีคนสนุกไปกับอะไรที่เราเล่า หรือแค่มาเม้นเพราะอยากให้เรากลับไปเม้นตอบ (ซึ่งผมก็เข้าใจนะว่ามันยาวเกินจะอ่านได้ เพราะคนเขียนเองยังขี้เกียจอ่านทวนของที่ตัวเองพิมพ์เลย 555) Foot in mouth

คงเป็นเพราะความสนุกจากการมีคนอ่านนี่แหละ ที่เป็นกำลังใจ (และแรงกดดัน) Foot in mouth จนผมเขียนมาถึงตอนจบได้ ทั้งที่สองสามเดือนที่ผ่านมายุ่งเรื่องโน้นเรื่องนี้จนเกือบจะอยู่ในสภาพทิ้งบล็อกโดยสมบูรณ์แล้วด้วยซ้ำ แต่พอแวะเข้ามาดูเป็นครั้งคราว มันก็ยังมีความคิดอยู่ในหัวตลอดนะว่า ต้องกลับมาทำต่อให้เสร็จสักวันหนึ่ง

ว่าแต่ทำไมต้องกลับมาทำให้เสร็จล่ะ? มีคนบังคับหรือก็ไม่ใช่? คนอ่านส่วนใหญ่ก็อาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีทริปนี้อยู่

คิดๆ ดูแล้ว เหตุผลที่ต้องกลับมาเขียน ก็คงเป็น"ความสนุก" เล็กๆ จากการที่เราเขียนอะไรแล้วมีคนอ่านนี่ล่ะกระมัง

 

 

สุดท้ายก็คงสรุปได้ว่า การที่โปรเจ็คนี้ไม่ต้องลอยแพหรือตัดจบ (แต่มีดองนิดหน่อย นิดหน่อยจริงๆ นะ แค่เขียนเสร็จหลังจบทริปห้าหกเดือนเอ้งงงงง) Cry ก็เป็นเพราะกำลังใจ จากเพื่อนๆ ชาวบล็อกทุกท่านนี่เองครับ  ยิ่งในเอ็นทรี่ก่อนๆ ที่บางคนเม้นว่า อ่านมาตั้งแต่ต้น หรือตามอ่านมาทุกตอนนี่ ผมปลื้มใจจริงๆ นะ เพราะบางทีผมก็พิมพ์แบบมันมือ พล่ามซะยาวจนแอบกลัวๆ เหมือนกันว่าคงไม่มีใครอ่านไหว 555

 

เอาเป็นว่า สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณความมีวินัยที่ยังพอมีเหลือในตัวเอง ที่ทำให้พิมพ์อะไรมาได้ยาวขนาดนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต และที่สำคัญ ขอขอบคุณทุกท่านที่มาอ่าน มาเม้น มาปาดาว ไม่ว่าท่านจะมาอ่านละเอียด อ่านผ่านๆ มาดูรูป หรือไม่อ่านแต่มาเม้นเฉยๆ ก็ตาม ขอบคุณมากๆ ครับ Embarassed

 

และก่อนจบ ขอเอาเนื้อหาทั้งสิบสามตอนที่เขียนไปมาเรียงตรงนี้อีกรอบดีกว่า เผื่อวันหลังจะแนะนำให้ใครอ่าน จะได้เอาลิงค์หน้านี้ให้เค้าหน้าเดียวไปเลย 555 เอาเป็นว่าใครอยากอ่านตอนไหนก็คลิกชื่อตอนข้างล่างนี้ได้เลยนะครับ

 

Ch.1: เมื่อข้าพเจ้าไปเที่ยวแอฟริกากากา~

Ch.2: วันม่วนที่เมืองมวน!!

Ch.3: หรรษาซาฟารี (1)

Ch.4: หรรษาซาฟารี (2)

Ch.5: วิบากซาฟารี จรลีย้ายแคมป์!!

Ch.6: ช้างบุก!!!

Ch.7: แม่น้ำใหญ่ ณ ชายแดน

Ch.8: ตะวันสามดวงที่โชเบ

Ch.9: สัตว์น้อยใหญ่ในโชเบ

Ch.10: สวัสดีแซมเบีย!!

Ch.11: วิกฤติการณ์ฝ่าด่านแซมเบีย

Ch.12: เลิศล้ำน้ำตกวิคตอเรีย

Ch.13: เหมือนจะจบแต่ยังไม่จบ

 

 และแล้ว ทริปแอฟริกายาวข้ามปีของเรา (แต่ทริปจริงๆ แค่สิบวัน) ก็จบลงด้วยประการฉะนี้ ขอบคุณทุกๆ ท่านที่ติดตามอีกรอบครับบบบบบ 

 
 

 

 

2- ว่าด้วยอนาคต 

จากนี้ไป ผมก็คงอยู่ในสภาพที่อัพสม่ำเสมอไม่ได้เช่นเดิมครับ (จริงๆ ก็คิดโปรเจ็คไว้แล้วล่ะว่าจะเขียนอะไรต่อ เพราะตอนนี้ก็ใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกด้วย มีอะไรน่าเล่าเยอะมากกกก แต่ก็กลัวเหมือนกันครับ ว่าถ้าประกาศว่าจะเขียนอะไรไปแล้วทำไม่ได้จริงก็แย่เหมือนกัน) Foot in mouth

แต่บล็อกนี้ยังไงก็ไม่จบแค่นี้แน่นอนครับ อาจจะมีหยุดยาวๆ บ้าง จขบ.อาจจะไปเม้นบล็อกทุกท่านได้น้อยลงบ้าง แต่ยังไงก็จะพยายามโผล่มาเป็นครั้งคราวล่ะนะ  และถ้าเป็นไปได้ จะเอาเรื่องหนุกๆ ฮาๆ ดราม่าๆ (อันนี้เยอะมาก) เกี่ยวกับโรงเรียนและชีวิตในญี่ปุ่นมาเล่าให้ฟังครับผม

ดังนั้นจากนี้ไปก็ よろしくお願いします! (ฝากตัวด้วยนะครับ!!) Embarassed

 

 

 

 

 
3- ว่าด้วยเรื่องบล็อก

อันนี้สำคัญมากมาย เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อเดือนก่อนผมลองขยายความกว้างบล็อกดู เผื่อว่าในโอกาสหน้าจะลงภาพถ่ายใหญ่ๆ ได้ (ตอนนี้ถ่ายรูปสวยขึ้นเยอะแล้วครับ เพราะได้กล้องใหม่มาฝึกใช้ 55) แล้วไปๆ มาๆ มันทำเอาโค้ดเก่าของบล็อกหายหมดเลย (ไปจนถึงขั้นนั้นได้ยังไงผมก็ยังงงอยู่เนี่ย) Foot in mouth

สุดท้ายก็เลยต้องนั่งทำใหม่แต่ต้นจนเหมือนจะกลับมาปกติดีแล้ว เหลือแค่ไอ้ลิงค์ Favorite ทางด้านขวานี่แหละครับที่ทำให้กลับเป็นเป็นภาพ icon เรียงๆ กันแบบเก่าไม่ได้ แถบด้านขวามันเลยยาวยืดซะขนาดนี้ Tongue out

ผมจำได้ว่าตอนทำบล็อกใหม่ๆ มีบล็อกอื่นใน exteen ที่บอกวิธีเปลี่ยน favorite ให้เป็นภาพไว้ แล้วมีลิงค์สำหรับเอาโค้ดอะไรเพียบพร้อม แต่ตอนนี้ปัญหาคือพอผมกลับไปหาข้อมูลที่บล็อกเดิมอีกรอบ มันดันใช้การไม่ได้แล้วนี่สิ (ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ exteen เปลี่ยนระบบใหม่อะไรรึเปล่า หรือว่าเน็ทหอที่นี่กากเอง) Laughing

 

เวิ่นมายาว สรุปง่ายๆ คืออยากเปลี่ยน favorite ทางขวาให้กลับเป็นรูปอะครับ ใครมีวิธี ใครมีลิงค์ รบกวนชี้แนะด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับบบ (แบบว่าจขบ.ไร้ปัญญาเรื่องโค้ดกับการแต่งบล็อกจริงๆ แถมตอนนี้หน้าตา exteen ยังเปลี่ยนไปคนละเรื่องอีก ของเล่นใหม่ๆ ก็ยังใช้ไม่ค่อยเป็นเลย) Tongue out

 

 

 
ปล. หลายคนอาจจะสังเกตว่าทำไมรูปถ่ายเอ็นทรี่นี้มันสวยกว่ารูปจากตอนก่อนๆ จัง อันนี้ผมไม่ได้ถ่ายครับ ไปเอารูปจากกล้องของเพื่อนร่วมคณะที่ใช้กล้องระดับเทพถ่ายมาเฉยๆ Kiss

ความเดิมตอนที่แล้ว: คลิก Ch.1, Ch.2, Ch.3, Ch.4, Ch.5, Ch.6, Ch.7, Ch.8, Ch.9, Ch.10, Ch.11, Ch.12

 

สวัสดีทุกท่านครับ Embarassed

 

เจอกันอีกครั้ง หลังจากไม่ได้อัพมาหลายเดือนเลย Tongue out  เป็นช่วงที่ยอด view ลดลงฮวบๆ จนแทบจะไม่เหลือซะแล้ว (แต่ก็ยังมีบางคนอุตส่าห์แวะเวียนเข้ามาดูนะเนี่ย ไม่รู้ไปเจอ link บล็อกผมที่ไหนเข้าเหมือนกัน แต่ยังไงก็ขอบคุณมากๆ ครับที่เข้ามาชมกัน)

จริงๆ อย่าว่าแต่คนอ่านเลยครับที่ไม่มี คนเขียนเองก็ไม่ค่อยกล้าเปิดเข้ามาดูบล็อกตัวเองเหมือนกัน 5555 เพราะเปิดมาทีไร เจอแต่ฝุ่นกับกลิ่นเปรี้ยวๆ ของบล็อกโดนดองที่ดูจะแรงขึ้นทุกวี่วัน เลยพาลไม่อยากเปิดซะงั้น Foot in mouth

ที่ว่างเว้นไปนานนี่ ไม่ใช่ว่าคนเขียนขี้เกียจหรือคิดจะลอยแพบล็อก เหมือนที่สำนักพิมพ์การ์ตูนบ้านเราชอบทำนะครับ แต่เรื่องของเรื่องครือว่า ตอนนี้ผมกำลังเรียนต่อที่ญี่ปุ่นอยู่ ทั้งตารางชีวิตทั้งหน้าที่อะไรต่างๆ ก็เปลี่ยนไปจากตอนที่อยู่เมืองไทยแบบคนละเรื่องเลยทีเดียว ทั้งการเรียนภาษาที่หนักหนาสาหัส และการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นมหาโหด (ที่อาจจะได้มีโอกาสมาระบายให้ฟังในอนาคต) แถมยังต้องแบ่งเวลาอ่านสอบกับเวลาเที่ยว + เล่นเฟสบุ้คด้วย (อ่าาา ยอมรับก็ได้ว่า จริงๆ ความขี้เกียจก็เป็นสาเหตุนึงเหมือนกัน 555)

ด้วยเหตุนี้เอง ผมเลยจำใจต้องดองบล็อกมาเป็นเวลาร่วมสามสี่เดือนแล้ว (มั้ง) ก็ต้องขออภัยผู้อ่านทุกท่านที่รอตามอ่านอย่างใจจดจ่อด้วยนะครับ (มีด้วยรึ??) แต่ก็อย่างที่บอกไปว่าผมไม่มีทางทิ้งบล็อกนี้แน่ๆ (ก็เขียนมาตั้งขนาดนี้แล้วนี่นา) ทุกๆ วันที่เรียนที่นี่ พอมีเวลาว่างและมีอารมณ์อยากเขียน ก็กลับมานั่งร่างตอนต่อไปอยู่บ่อยๆ เหมือนกันครับ แต่ไปๆ มาๆ กว่าจะร่างตอนสุดท้าย ให้ยาวสมน้ำสมเนื้อทัดเทียมตอนก่อนๆ ได้ เผลอแป๊บเดียวก็กินเวลาไปเป็นเดือนซะแล้ว แต่ก็ช่วยไม่ได้อะเนอะ เพราะส่วนตัวแล้วผมว่า ออกตอนใหม่ช้าๆ ยังดีกว่ารีบทำให้เสร็จแล้วได้งานคุณภาพขึ้นๆ ลงๆ จริงมะครับ Cry

 

สำหรับอนาคตของบล็อกนี้ หลังจากซีรี่ส์แอฟริกาจบไปแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ ไว้คุยกันอย่างละเอียดในเอ็นทรี่หน้าครับ ตอนนี้ไปพบกับบทสุดท้ายของการเดินทางกันเลยยยยยย:

 -------------------------------------------------------------------------------------

 

เวลาผ่านไปไวเหมือนเสือชีตาห์ บัดนี้เราก็มาถึงบทสิ้นสุดการเดินทางกันแล้วล่ะครับ ถึงไคลแม็กซ์ของทริปจะผ่านไปในบทที่แล้ว แต่แอฟริกาก็ยังเหลืออะไรน่าสนใจและน่าพรั่นพรึง (?) ให้ได้ชมอีกมากมาย สุดท้ายแล้วทริปนี้จะนำเราไปถึงที่ใด?? การกลับบ้านจะยังมีอะไรให้ระทึกอีกหรือไม่?? คำตอบทั้งหมดอยู่ในบทนี้ครับCry

 

คืนสุดท้ายของเราในโรงแรม ก็ยังเต็มไปด้วยเสียงฮิปโปดังตลอดคืนเหมือนเดิม แต่พอตื่นมาก็ไม่เจออะไรซักที (จนเริ่มแอบคิดว่า สงสัยโรงแรมมันต้องแอบเอาลำโพงอัดเสียงฮิปโปมาติดไว้ตามต้นไม้แหงๆ) Foot in mouth ส่วนอาหารเช้าวันสุดท้ายก็เดิมๆ ครับ เหมือนเมื่อวาน ให้เยอะดีแต่ไม่มีอะไรน่าจดจำมาก

 

หลังอำลาโรงแรมเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว พวกเราก็มุ่งหน้าสู่ซูเปอร์มาร์เก็ตประจำเมือง (ที่เดียวกับที่กินแฮมเบอร์เกอร์เมื่อวานนั่นแหละ) เพื่อใช้เงินแซมเบียที่แลกมาเกินให้หมดๆ ด้วยการซื้ออาหารแปลกๆ กลับเมืองไทย ของที่ซื้อก็ประกอบด้วย พวกขนมอะไรก็ตามที่กินระหว่างทาง แล้วเห็นว่าอร่อย อาหารแห้งและเครื่องปรุงทั้งหลาย อะไรประมาณนี้แหละครับ

 

เงินที่ต้องรีบใช้ให้หมด เพราะถ้าไปแลกคืนจะไม่คุ้ม

 

ไปกันตอนเช้าเลยโล่งมากกกกกกกกกกกกกกกกกก

 

และแล้ว คณะทัวร์ร่วมสิบชีวิตก็วิ่งวุ่นซื้อของกันไปทั่วซูเปอร์ (ตอนเช้าๆ แทบไม่มีคนอื่นอยู่เลยนอกจากพวกเรา) ผมชอบช่วงซื้อของก่อนกลับแบบนี้นะ มันให้ความรู้สึกว่า เออจะไปแล้ว ต้องรีบคว้าอะไรติดตัวไปให้ได้มากที่สุด เพราะชีวิตนี้อาจจะไม่ได้มาอีกก็ได้

 

เดินๆ ดูของในซูเปอร์ไป ผมก็เพิ่งมาสังเกตเห็นว่า มะละกอ ที่นี่เขาไม่เรียน Papaya แต่ใช้คำว่า Paw Paw แฮะ คิดแล้วก็นึกได้ว่า เมื่อคืนก่อนผมเกือบสั่งเมนูที่เรียกว่า Paw Paw Salad ไปซะแล้ว (เพราะชื่อมันแปลกดีนี่แหละ) โชคดีที่เปลี่ยนใจไม่สั่ง ไม่งั้นคงได้ซาบซึ้งกลางโต๊ะอาหาร ว่าพอว์พอว์นั้นไซร้คือมะละกอธรรมดาๆ Foot in mouth

 

กลับมาที่รถอีกครั้ง เพื่อเตรียมเดินทางไปสนามบินลิฟวิงสโตน ก่อนจะออกรถพวกเราก็ได้โอกาสถ่ายรูปกับเอ็ดดี้เป็นครั้งสุดท้าย เลยแอ็คท่ากันเต็มที่

พอถ่ายๆ ไปสองสามภาพ เอ็ดดี้แกก็ถามขึ้นมาด้วยความงงว่า ทำไมคนไทยเวลาถ่ายรูปชอบชูสองนิ้วกันจัง?? เออนั่นสินะ จะว่าไปการชูสองนิ้วนี่ถ้าจำไม่ผิดเราจะเอามาจากญี่ปุ่นใช่มั้ยครับ? ของประเทศเขาเมื่อก่อนชูนิ้วแบบนี้เพราะเป็นสัญลักษณ์สันติภาพ (พีซ) แต่เราเห็นมันน่ารักก็ทำตามมาเรื่อยๆ

แต่ถ้าจะให้อธิบายหมดก็จะยาวไปหน่อย ผมเลยตัดบทตอบไปว่าเพราะมันดูน่ารัก คาวาอี้ดีล่ะมั้ง เอ็ดดี้ได้ยินดังนั้นจึงทำมั่งซะเลย

 

ความพยายามที่จะแอ๊บแบ๊วครั้งสุดท้ายของเอ็ดดี้ !!

 

หลังจบการช็อปปิ้งก็นั่งรถไปสนามบินกันครับ ระหว่างทางก็ผ่านสถานที่สำคัญในเขตเมืองของแซมเบียไปพอประมาณ เท่าที่เห็นส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกพิพิธภัณฑ์ ไม่ก็ตึกของหน่วยงานราชการเขา ส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งก่อสร้างแบบยุโรปๆ นะครับ คงได้อิทธิพลมาจากพวกฝรั่งมาเยอะเหมือนกัน

 

จากนั้นเราก็มาถึง Livingstone Airport จุดหมายสุดท้ายของพวกเราในแซมเบีย อีกราวๆ สองชั่วโมงก็จะได้เวลาบินกลับไปแอฟริกาใต้กันแล้ว แต่มีหรือที่มิจฉาชีพของที่นี่จะปล่อยพวกเราให้พ้นมือไปได้ง่ายๆ Foot in mouth พอมาถึงหน้าสนามบิน มันก็มาเลยครับ เป็นเจ้าหน้าที่เฝ้าประตูธรรมดาๆ คนนึง ที่สั่งหยุดไม่ให้รถเราเข้าไป

 

เจ้าหน้าที่คนนั้นเข้ามาประชิดรถแล้วเรียกเอ็ดดี้ไปคุยทันที ถึงจะฟังไม่ออก แต่พอดูท่าทางก็รู้เลยว่าพี่แกมาแบบข่มขู่คุกคามสุดๆ (ถ้าเอานิ้วค่อยๆ ขูดกระโปรงรถตอนเดินมา แบบตัวร้ายในหนังได้นี่คงทำไปแล้ว เสียที่กระโปรงรถเรายาวไปหน่อย 555) เอ็ดดี้ก็ทำท่าหงุดหงิดชี้ไม้ชี้มือเป็นการใหญ่ ส่วนอีตาเจ้าหน้าที่นั่นก็ยืนสบายๆ พูดช้าๆ ทำหน้ายิ้มๆ ด้วยท่าทางกวนตรีนสุดชีวิต (เขาคุยอะไรกันเราไม่รู้หรอกครับ ดูหน้าแล้วเดาเอาเฉยๆ) Kiss

 

พอคุยกันเสร็จ เอ็ดดี้ก็อธิบายให้เราฟังว่า อีตาเจ้าหน้าที่นี่มันไม่ให้รถผ่าน ด้วยข้อหา "เอากระเป๋าเดินทางวางไว้ตรงเบาะหลังรถ"  (คือรถซาฟารีเราไม่มีที่เก็บของท้ายรถครับ มีแต่ที่นั่งเป็นแถวๆ จนสดคันรถเลย เมื่อก่อนก็จะใช้รถพ่วงขนของเอา แต่หลังจากทิ้งรถพ่วงไว้ในบอตสวานาแล้ว ก็ย้ายกระเป๋ามาเก็บไว้ในที่นั่งแถวหลังแทน

อีตาเจ้าหน้าที่คงจะอ้างเรื่องความปลอดภัยอะไรแบบนี้น่ะครับ เช่นว่าเราอาจจะทำกระเป๋าหล่นจากที่นั่งหลังลงมากลิ้งบนถนนได้ บลาๆๆ

แต่ที่จริงรถเราก็มีผนังกั้นข้างๆ เรียบร้อยดีนะ และที่สำคัญ ถ้าไม่เก็บกระเป๋าตรงเบาะหลัง มันก็ไม่มีที่จะให้เก็บแล้วครับ หรือคุณพี่จะให้เอาไปผูกบนหลังคาก็ไม่รู้ Foot in mouth

พอเจรจาๆ กันไป จนท. คนนี้ก็ยอมให้รถเราผ่านเข้าไปได้ครับ แต่แค่ให้เข้าไปส่งพวกเราเฉยๆ นะ พอส่งเสร็จแล้ว เอ็ดดี้ต้องวนรถกลับมาเจอกับมันอีกรอบ และสรุปก็คือ มันจะไม่ให้ไปจนกว่าเอ็ดดี้จะยอมให้เงินนั่นแหละ

 

ดูแล้วก็อายแทนบ้านเมืองเขานะครับ อำนาจตัวเองก็ใช่ว่าจะมีมากมาย แต่ก็ยังอุตส่าห์เอามาใช้กลั่นแกล้งนักท่องเที่ยวตาดำๆ อย่างพวกเราได้  (บ้านเราก็มีเยอะแหละ แต่ไม่โจ่งแจ้งขนาดนี้ เอ๊ะหรือฝรั่งที่มาเมืองไทย จะโดนอะไรแนวๆ นี้เหมือนกันรึเปล่าหนอ อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน)

 

อันนี้รูปปั้น ดร.ลิฟวิงสโตนตรงหน้าสนามบินครับ พูดถึงรูปปั้นนี่ ผมชอบนะที่นอกจาก ดร.ลิฟวิงสโตน ที่เป็นคนสำคัญของชาติเขาแล้ว ก็ยังมีการทำรูปปั้นให้กับคนนำทางท้องถิ่นสองคน ที่เป็นคนนำ ดร. เดินป่าไปจนเจอน้ำตกวิคตอเรียในสมัยนั้นด้วย เห็นแล้วก็น่าดีใจนะครับ ที่เขาให้ความสำคัญกับคนพื้นเมืองไม่แพ้ฝรั่งที่ได้หน้าไปเยอะแล้ว

 

มาถึงหน้าประตูอาคารสนามบิน ก็ได้เวลากล่าวอำลากับคุณเอ็ดดี้ ไกด์ผู้ดูแลพวกเรามาตลอดสิบกว่าวันกันแล้วครับ

จะว่าไปแล้ว การมาแอฟริกานั้น โอกาสที่จะได้ไกด์ไม่ดี อธิบายไม่เก่ง ดูแลแบบส่งๆ พาเที่ยวแบบมั่วๆ ก็มีเยอะเหมือนกันนะครับ เพราะมาตรฐานของบริษัททัวร์แต่ละเจ้ามันก็ไม่เหมือนกันด้วยแหละ

แต่การที่เราได้คนความรู้แน่น อารมณ์ขันเยี่ยม คุมตัวเองได้ทุกสถานการณ์ แถมมีคำถามเชาวน์คมๆ มาถามได้ตลอดทริป แบบเอ็ดดี้นี่ ก็นับว่ากรุ๊ปเราโชคดีมากจริงๆ

หลังจากขอบคุณกันไป 10 กว่ารอบ พร้อมสัญญาว่าจะส่ง mail สรรเสริญเอ็ดดี้ไปให้บริษัทต้นสังกัดอ่านแล้ว พวกเราก็มอบทิปเล็กๆ น้อยๆ ให้ (ซึ่งไม่รู้ว่าเดี๋ยวจะโดนไถไปซักเท่าไหร่) ก็ถึงเวลากล่าวอำลากัน (ดราม่าเล็กน้อย) ก่อนจะส่งเอ็ดดี้ขับรถกลับไปเผชิญหน้าอีตาเจ้าหน้าที่ตรงทางออกโดยลำพังคนเดียว

คิดแล้วก็แอบเจ็บใจเหมือนกันนะ แต่เราอยู่ในบ้านเขา เสียเปรียบเขาทุกอย่าง จะทำอะไรก็ไม่ได้ (ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่คนอื่นในสนามบิน มันร่วมมือกันเป็นองค์กรเลยรึเปล่า) ก็ได้แต่ภาวนาให้วิญญาณ ดร.ลิฟวิงสโตน ช่วยลงทัณฑ์พวกมันด้วยเถิด!!

 

สนามบินที่นี่เล็กมากครับ อาคารผู้โดยสารเป็นห้องโล่งๆ ใหญ่ๆ ห้องเดียว มีห้องกระจกของพวกตัวแทนโรงแรม ธนาคาร บริษัททัวร์ต่างๆ ที่จ้องจะจับนักท่องเที่ยวเป็นเหยื่อ ตั้งเรียงอยู่สองข้าง ให้คนที่เพิ่งเข้าประเทศแวะไปติดต่อได้

คุ้นๆ หน้าเขาคนนี้มั้ยครับ เขาคือท่านลอร์ดบาเด็น พาเวลล์ ผู้ก่อตั้งลูกเสือและผู้นำลูกเสือโลกคนแรกนี่เอง ไม่เกี่ยวอะไรกับทริปหรอก แต่เดินไปเห็นตรงร้านไปรษณีย์ในสนามบินแล้ว ทำให้นึกถึงตอนเรียนลูกเสือสมัยประถมขึ้นมาเลย Cry

พอมาถึงตรงนี้ ก็มีเวลาอีกนิดนึงก่อนจะขึ้นเครื่อง เลยได้โอกาสไปส่งโปสการ์ดกันตรงไปรษณีย์บ้างอะไรบ้าง แต่ก็ต้องทำแบบระวังๆ นะ เพราะสนามบินที่นี่ ไม่รู้กระเป๋าเราจะปลอดภัยได้ซักแค่ไหน (ไปๆ มาๆ อยู่ในเมืองที่นี่ตื่นเต้นกว่าอยู่กลางป่าเยอะเลย) Foot in mouth

 

เมื่อถึงตอนเดินจากอาคารผู้โดยสารไปรอหน้าเกท (มันก็คือห้องติดกันนั่นแหละ) ก็จะได้เห็นป้ายบอกอัตราค่าบริการสนามบินอันสวยงาม (เห็นตรง ยูโร ที่มีป้ายสีขาวแปะแล้ว อดคิดไม่ได้ว่าวันที่เขาประกาศใช้ยูโรใหม่ๆ ที่นี่คงอัพเดทด้วยการเอาป้ายมาแปะทับไว้จนทุกวันนี้เป็นแน่) Foot in mouth

 

ถึงเวลาขึ้นเครื่องกันแล้วครับ เรายังใช้เครื่องบินเล็กอย่างเท่กันเหมือนเดิม ตอนที่ขึ้นเครื่องก็แอบใจหายเหมือนกันนะครับ ว่าคงไม่มีโอกาสกลับมาเหยียบที่นี่อีกแล้ว (แต่ก็โล่งใจด้วยที่ออกประเทศไปได้โดยไม่โดนปล้นหมดตัวซะก่อน) Foot in mouth

 

และอาหารบนเครื่องบินก็จืดชืดไม่ต่างกัน แต่คราวนี้เราเปลี่ยนสายการบินแล้วครับ จาก Botswana Air มาเป็น South African Airlines แทน อาหารเลยดีขึ้นมานิดนึง นิ้ดดดดดดดนึงจริงๆ นะ

เนื่องจากที่แซมเบียไม่มีเที่ยวบินที่จะกลับไทยได้โดยตรง ก่อนกลับเราเลยต้องแวะรอเปลี่ยนเครื่องกันที่เมือง โจฮันเนสเบิร์กกันก่อนครับ ก็ที่เดียวกับที่เราเปลี่ยนเครื่องตอนขามานั่นแหละ

นั่งเครื่องกันราวๆ ชั่วโมงเดียว ก็กลับมาถึงโจเบิร์ก ถึงตอนนี้เหมือนใกล้จะได้กลับไทยแล้ว แต่สำหรับทริปนี้ ความตื่นเต้นมันยังไม่จบง่ายๆ แน่นอน Foot in mouth

คือว่า เนื่องจากไฟลท์การบินไทย สำหรับกลับกรุงเทพที่ใกล้ที่สุด มันเป็นวันถัดไป เราเลยต้องค้างกันในโจเบิร์กคืนนึงครับ ไม่ใช่นอนในสนามบินด้วยนะ แต่ออกไปนอนพักค้างคืนในเมืองกันเลย แล้วปัญหาคือ ผมเคยได้ยินฝรั่ง ที่เป็นเจ้าของเกสต์เฮาส์ในเมืองโจเบิร์กบอกว่า ถ้าคนเอเชียอย่างพวกยูเข้าไปในเมืองนี้นะ ได้กลับมาแบบไม่มีเสื้อผ้าแน่!!

ซึ่งที่เขาพูดก็ใช่ว่าจะไม่จริงนะ เพราะโจเบิร์กเป็นเมืองที่มีอัตราอาชญากรรมสูงมากกกกกกกกกกกก และอันตรายสำหรับชาวต่างชาติที่ไม่รู้ประสีประสาเป็นที่สุด แซมเบียว่าน่ากลัวแล้ว ที่นี่ยิ่งน่ากลัวกว่าหลายเท่าครับ เรียกว่าอันตรายตั้งแต่ยังไม่ทันออกจากสนามบินเลยด้วยซ้ำ Foot in mouth

 

พูดเรื่องที่พักกันก่อนดีกว่า บ้านที่เราจะไปในคืนนี้ เป็นเกสต์เฮาส์ที่ฝรั่งชาติตะวันตกมาเปิดให้นักท่องเที่ยวพักในเมืองครับ (คือดัดแปลงบ้านตัวเองให้คนอื่นมาพักด้วยนั่นแหละ) ซึ่งเขาจะจัดรถมารับพวกเราจากสนามบินกันเลย

พอมาถึงทางออกสนามบิน ปัญหาแรกที่เจอคือ เราต้องหาทางโทรศัพท์ไปบอกที่พักให้ส่งรถมาครับ แต่พวกเราไม่รู้นี่สิว่าโทรศัพท์สาธารณะมันอยู่ตรงไหน และถึงหาเจอก็ใช้ของเขาไม่เป็น พวกเราจึงแก้ปัญหาด้วยการไปถามเจ้าหน้าที่ประจำบูธบริษัททัวร์ตรงแถวนั้น (ขอเรียกว่า พี่ดำขำ) ก็เห็นว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทดูเป็นหลักเป็นฐาน แต่งตัวอะไรก็ดี ไม่น่าจะหลอกเราไปไหนอะนะครับ ที่ไหนได้......

 

พี่ดำขำแกก็พาเราเดินไปจนเจอโทรศัพท์สาธารณะครับ แต่พอถึงตอนจะโทร พี่แกกลับไม่ให้เราโทร แล้วขอเบอร์ไปโทรเองซะงั้น เราก็ยอมแหละ เพราะดูแล้วเขาก็ไม่น่าจะตุกติกอะไรได้ (ยังไม่รู้วิธีใช้โทรศัพท์เค้าด้วย)

ปรากฎว่า เขาก็ทำสิ่งที่เราไม่คาดคิดจนได้ครับ นั่นก็คือ เขาโทรไปหาที่พักของเราจริง แต่ดันบอกให้ทางที่พักเปลี่ยนจุดนัดพบซะงั้น! (จากที่ตอนแรกจะเจอกันตรงหน้า terminal เลย พี่ดำขำก็สั่งให้ทางที่พักมารับข้างในตึกแทน) พวกเราจะเถียงอะไรก็ไม่ทันเสียแล้ว พี่ดำขำบอกว่าที่เขาเปลี่ยนที่นัดพบให้ ก็เพราะให้เรายืนรอข้างในตึกกับเขาจะสะดวกกว่า (??) อะไรของมันไม่รู้ แล้วเขาก็พาเราเดินไปตรงบูธบริษัททัวร์ที่เราเจอกันครั้งแรก

พอมาถึงบูธเท่านั้นแหละ ธาตุแท้ก็เผยโดยพลัน พี่ดำขำแกจัดการเอาโบรชัวร์ทัวร์เมืองโจเบิร์ก ของบริษัทมันออกมาโฆษณาเราเป็นการใหญ่ (เป็นทัวร์ประมาณว่า มีไกด์เดินพาเที่ยววันนึงเต็มๆ อะไรแบบนี้) ความจริงจึงเปิดเผย ว่าที่แท้มันก็หลอกให้เราเปลี่ยนที่ยืนรอมาตรงหน้าบริษัทมัน เพื่อจะได้จัดการยัดโฆษณาทัวร์ให้เรานี่เอง!! Sealed

 

เรื่องเที่ยวเมืองนี่ พวกเราไม่คิดจะเที่ยวอยู่แล้วครับเพราะเวลาไม่มี (พรุ่งนี้เช้าก็กลับไทยละ) และจริงๆ ถึงมีเวลาไปเราก็ไม่คิดจะไปอยู่ดี เพราะไม่รู้จะได้กลับมาในสภาพเปลือยแบบที่เคยโดนขู่รึเปล่า แต่พอโดนมันยืนตื๊อแบบนี้ เราก็ทำอะไรไม่ได้ครับ นอกจากบอกว่าโนๆๆๆ แกล้งทำเป็นพูดไม่รู้เรื่อง (อีกแล้ว) สั่นหัวดุกดิกๆ ไปอีกห้านาที จนในที่สุดคนจากบ้านพักก็มาถึงจนได้ พี่ดำขำเลยยอมถอยหนีไป

 

อย่างที่บอกไปข้างบนว่าโจเบิร์กเป็นเมืองที่น่ากลัวมากกกกกก น่ากลัวขนาดที่ว่า พอออกจากสนามบินปุ๊บ จะมีชายฉกรรจ์หน้าตาไว้ใจไม่ได้เข้ามาประกบข้าง ช่วยยกกระเป๋าเดินทาง (เพื่อจะได้ไถค่ายกกระเป๋า) ในทันที พวกเราก็รีบเข็นกระเป๋าจ้ำไปที่รถกันสุดชีวิต โดยมีพวกพี่มืดเดินล้อมตามมาติดๆ สองสามคน โชคดีที่เราใช้รถเข็นครับมันเลยไม่มีจังหวะเข้ามาช่วยยก แต่พอถึงตอนยกกระเป๋าเข้าท้ายรถ พวกนี้ก็ยังอุตส่าห์จะเข้ามาช่วยดันขึ้นรถอีกจนได้ โชคดีที่มีเจ้าหน้าที่จากบ้านพักอยู่ด้วย (เป็นพี่มืดร่างมโหฬาร) พวกมันเลยไม่กล้าทำอะไรมาก

 

ที่พักของเราอยู่ห่างจากสนามบินไปประมาณ 5 นาที พอเข้ามาถึงซอยบ้านพักนี่จะเห็นเลยว่าบ้านที่นี่ทุกหลังมีรั้วคอนกรีตสูงมากกกก และบนรั้วทุกรั้วจะติดลวดหนามไม่ก็รั้วไฟฟ้าไว้อีกชั้นด้วย อยู่โจเบิร์กต้องทำบ้านตัวเองให้เป็นป้อมปราการแบบนี้สินะ  Foot in mouth Foot in mouth

บ้านพักที่เราอยู่ เป็นบ้านของคนฝรั่งเศสที่มาอยู่ที่นี่แล้วเปิดบ้านตัวเองให้เป็นเกสต์เฮาส์ ถึงจะบอกว่าเป็นบ้านก็เถอะ แต่จริงๆ ใหญ่โตเหมือนโรงแรมเล็กๆ เลยทีเดียว มีทั้งห้องอาหาร ห้องนั่งเล่น ห้องปิงปอง ห้องนอนแขกอีกเพียบ เหมือนเป็นโอเอซิสที่ปลอดภัยแห่งเดียวในกลางเมืองเลยล่ะมั้ง เจ้าของบ้านที่เป็นคนฝรั่งเศสก็ออกมาต้อนรับ และอธิบายแผนที่บ้าน (เพราะมันใหญ่จริง) พร้อมเตือนด้วยว่า ตอนกลางคืนอย่าออกไปพ้นเขตกำแพงจะดีที่สุด

 

 

ห้องนอนที่นี่ดีมากเลยครับ (ทั้งที่ไม่ใช่โรงแรมนะ) แต่เห็นห้องน้ำแล้วประทับใจยิ่งกว่า เพราะมันใหญ่มากกก ความยาวห้องเกือบเท่าห้องนอนเลยทีเดียว (แต่ลืมถ่ายรูป)

ที่นี่มีเน็ทให้ใช้ด้วยครับ เลยได้เสพเฟสบุ้คเป็นครั้งแรกหลังลงแดงไปสิบกว่าวัน รู้สึกเลยว่าพองดเฟสบุ้คไปสักอาทิตย์นึงนี่ ทำให้เราตามข่าว (หรือที่จริงคือตามอ่านชีวิตชาวบ้าน) ไม่ทันเลยจริงๆ แฮะ 555

 

 

ห้องตรงกลางบ้านเขาดัดแปลงให้เป็นห้องอาหาครับ

 

ข้าวเย็นที่นี่อร่อยมากกกกกกก อร่อยไม่แพ้ที่ทำกินกลางป่าเลย เมนูมีสองอย่างคือสตูเนื้อวัวกับสตูแกะ กับมันบดก้อนเบ้อเริ่ม ยิ่งอากาศหนาวๆ แล้วกินนี่จะสุขสมเป็นที่สุด Undecided

แม่ครัวของที่นี่เป็นผู้หญิงผิวดำตัวกลมๆ ท่าทางใจดี (ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกับเจ้าของบ้านรึเปล่า) แถมทำอาหารเองคนเดียวหมดเลยด้วย ผมลองสั่งแกะมากิน พอกินๆ ไปก็แอบคิดว่ากระดูกมันเยอะไปหน่อยนะ เนื้อจริงๆ มีประมาณครึ่งเดียวของไอ้กองๆ ที่เห็นเอง แต่ซอสมันอร่อยครับเลยพออภัยได้

 

 

ไอ้ก้อนๆ เหลี่ยมๆ นี่น่ะกระดูกนะ ไม่ใช่เนื้อ แต่เนื้อก็พอมีครับ

 

แต่คนที่ไม่ยอมอภัยก็มีเหมือนกัน คือโต๊ะข้างๆ นี่มีลุงฝรั่ง หน้าตาผู้ดีสุดๆ นั่งกินอยู่ ลุงแกก็หยิบส้อมขึ้นมาบรรจงเขี่ยด้วยท่าทางรังเกียจราวกับเจอแมลงสาบครึ่งตัวอยู่ในจานก็ไม่ปาน จากนั้นจึงเรียกเจ๊แม่ครัวมาด่าๆๆๆๆ ยาวเหยียด ผมดูอยู่ก็แอบหมั่นไส้นิดหน่อย (ไปยุ่งเรื่องเขาอีก) คือจริงๆ มันก็ไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้นนน่ะครับ คงเพราะลุงเขามาตรฐานสูงไปหน่อยล่ะมั้ง

พอเก็บจานแล้ว ผมเลยทำเกรียนด้วยการพูดชมเจ๊แม่ครัวดังๆ หน่อย เป็นการให้กำลังใจเขา (เพราะลุงฝรั่งนั่นโหดมาก) และตอบโต้อีตาฝรั่งนั่นไปในตัว 555 เจ๊ก็ดูจะชอบกรุ๊ปเรามากครับ (เพราะพวกเราชมอาหารลูกเดียว ไม่บ่นเรื่องกระดูกเลย) พอเก็บจานเสร็จก็มาทิ้งตัวลงนั่งโต๊ะเดียวกับเราดังโครมมม แล้วก็บ่นใหญ่ว่างานชั้นมันเหนื่อยจริงๆ Foot in mouth

 

รูปแฟชั่นแอฟริกาบนผนังห้อง Embarassed

คืนสุดท้ายในแอฟริกาไม่มีอะไรจะเล่ามากครับ นอนสบายอย่างเดียว เช้าวันรุ่งขึ้นทางบ้านพักก็พาเรามาส่งที่สนามบินกันอีกรอบ

ระหว่างทางขึ้นเครื่องก็เจอของที่ระลึกมาวางล่อเต็มไปหมด แต่พวกเราซื้อแบบที่ถูกกว่าจากตลาดในแซมเบียไว้ก่อนแล้ว เลยถ่ายรูปเฉยๆ พอ

สนามบินโจเบิร์กหรูสุดๆ สมกับที่เป็น hub ของภูมิภาคนี้จริงๆ

 

อ้อๆ มีเรื่องน่าสนใจอีกนิดนึงครับ คือตอนนั่งกินอะไรจุกจิกก่อนขึ้นเครื่อง ผมหยิบหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของแอฟริกาใต้เขามาเปิดๆ ดู เห็นข่าวคดีลึกลับคดีนึงที่แอบสยองน่าดู เรื่องมีอยู่ว่า มีครอบครัวนึงในแอฟริกาใต้ครับ อยู่ดีๆ กลางดึกแม่เขาก็ลุกขึ้นมา เดินเข้าไปในห้องนอนลูกสาว แล้วเอามีดกระหน่ำแทงจนเละ พอยายของเด็กเห็นแล้ววิ่งเข้ามาห้าม ก็โดนแม่เด็กบังคับให้นั่งสวดมนตร์ซะตรงนั้นเลย น่ากลัวมาก จนตอนท้ายตำรวจมาจับไปได้ นักข่าวสัมภาษณ์ยายของเด็ก เขาบอกว่าคนแม่ไม่ได้มีท่าทางว่าจะทำอะไรแบบนี้มาก่อนเลย แรงจูงใจก็ไม่น่าจะมี (เขาว่างั้นนะ) และสรุปว่าตอนเกิดเหตุ แม่เด็กเหมือนโดนอะไรซักอย่างเข้าสิง!! และชาวบ้านก็เชื่อว่า สาเหตุเป็นคำสาปอะไรซักอย่างด้วย  Sealed

 

ยังไม่ทันได้อ่านละเอียดก็ต้องลุกออกมาซะก่อน แต่เท่าที่อ่านไปก็หลอนแล้วครับ แน่นอนว่าข่าวมันคงเป็น talk of the town แค่ในประเทศของเขาเท่านั้นแหละ คิดแล้วก็น่ากลัวจังนะครับ ว่าในมุมหนึ่งของโลก ที่เราไม่เคยได้ยินข่าวจากเขา ก็มีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นด้วย เป็นอะไรที่เราไม่คิดเลยว่าจะยังมีอยู่ในโลกยุคนี้ (อารมณ์คล้ายๆ ตอนดูคลิปเด็กจีนโดนรถชน แล้วไม่มีใครสนน่ะ คือใครจะไปเชื่อล่ะว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้วประมาณนึง จะยังมีอะไรแบบนี้อยู่ด้วย บรื๋อๆๆๆๆๆๆๆๆๆ)

 

 

Mascot บอลโลก ที่โดนทิ้งไว้นานจนเท้าดำซะแล้ว Foot in mouth

บ่นไปเยอะแล้ว ตัดเข้าฉากจบกันเลยละกัน เวลาประมาณบ่ายโมง พวกเราก็เหินฟ้าออกจากโจเบิร์กกันครับ อารมณ์มันเหมือนตอนนั่งเครื่องออกจากแซมเบียเป๊ะเลย คือใจนึงก็แอบใจหายนะที่ทริปจบแล้ว (รู้สึกว่ายังดูความยิ่งใหญ่ของแอฟริกาได้ไม่ถึงเสี้ยวเลย) แต่อีกใจนึงก็อดโล่งอกไม่ได้ที่พ้นโซนอันตรายออกมาซะที 

และสำหรับภาพสุดท้ายของทริป เรากลับมาที่ภาพบังคับประจำวันกันอีกครั้ง นั่นคือภาพพระอาทิตย์ขึ้นครับ แต่คราวนี้มิใช่พระอาทิตย์ขึ้นเหนือทุ่งแอฟริกาแต่อย่างใด แต่เป็นพระอาทิตย์ที่ขึ้นเหนือแผ่นดินไทยเรา ไม่กี่นาทีก่อนเครื่องจะลงนี่เอง ดูๆ ไปก็สวยไม่แพ้กันเลยเนอะ Embarassed

 

 

จบ!!!!

 

และแล้วการเดินทางที่ยาวนานมาถึง 13 ตอน ก็สิ้นสุดที่ตรงนี้แล้ว แต่ช้าก่อนนน!! สิ่งที่ผมอยากจะพูดยังไม่หมดแค่นี้ครับ ก็อย่างที่ชื่อตอนบอกนั่นแหละ ว่ามัน "เหมือนจะจบแล้วแต่ยังไม่จบ" ดังนั้นไว้พบกันใหม่คราวหน้า กับบทที่ 14 "บทส่งท้าย" ซึ่งจะเป็นบทสุดท้ายจริงๆ ของทริปนี้ครับผม Embarassed

ไม่รู้ว่าจะต้องดองอีกนานเท่าไหร่กว่าจะเข็นตอนต่อไปออกมาได้ แต่ยังไงก็ฝากทุกท่านช่วยตามกันต่อไปนะครับ (ตอนนี้ขอตัวกลับไปเม้นบล็อกทุกท่าน เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนก่อน 555) Cry