[Manga] Rainbow 7 นช. แดน2 ห้อง6 - หากมีเพื่อนก็ยังมีหวัง
posted on 16 May 2011 00:22 by simpskwan in MangaMania directory Cartoonเมื่อวานนี้ระหว่างนั่งเวิ่น (กิจกรรมที่ทำบ่อยๆ หลังสอบเสร็จ ประกอบด้วยการนั่งเฉยๆ ไม่ก็อ่านหนังสือตามคอฟฟี่ช็อป และคิดฟุ้งซ่าน)
อยู่ดีๆ ก็คิดถึงการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นมาซะงั้น อาจจะเป็นเพราะเนื้อหาเกี่ยวกับการทำตามความฝันด้วยล่ะมั้ง (เหมือนกลอนที่เพิ่งแต่งไป ฮ่าๆ) พอได้กลับมาอ่านแล้ว ความประทับใจ ความเต็มตื้นสมัยอ่านครั้งแรกมันก็กลับมาอีกรอบเลยครับ เลยสรุปว่าที่ต้องรีวิวเรื่องต่อไปก็คงไม่พ้นเรื่องนี้นี่แหละ:

Rainbow (ลิขสิทธิ์ไทย ตีพิมพ์โดยเนชั่น) เป็นการ์ตูนแนว Seinen (สำหรับผู้ใหญ่) เนื้อเรื่องเกี่ยวกับเด็กหนุ่ม 7 คนที่โชคชะตานำพวกเขามาพบกันในห้องขังเดียวกัน ของสถานพินิจคุ้มครองเยาวชนโชนัน ในปีโชวะที่ 30 (พ.ศ. 2498)

-
โระกุโรตะ ซากุราหงิ หรือ อันจัง หัวโจกของกลุ่ม เป็นนักมวยที่ต้องเข้าคุกเพราะรับผิดแทนเพื่อน ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ก่อความผิดใดๆ นอกจากจะเป็นยอดฝีมือที่ปราบทั้งกลุ่มอยู่หมัดตั้งแต่วันแรกแล้ว พี่แกยังเป็นสุดยอดลูกผู้ชายที่ทุกคนในกลุ่มเคารพศรัทธาด้วย
-
บาเรโมโตะ เด็กหนุ่มหัวดีที่โดนจับด้วยข้อหาลักทรัพย์และต้มตุ๋น ซึ่งเขาทำไปเพื่อนช่วยเหลือครอบครัวที่ยากจน ในใจของเขานั้นแค้นกฏหมายที่ลงโทษได้แต่คนจนกับคนไม่มีเส้น จึงอยากจะเป็นทนายที่ใช้กฏหมายเป็นเครื่องมือในสักวัน
-
เฮไต เด็กหนุ่มที่ต้องทนการดูถูกจากการที่เขาเป็นลูกของยากูซ่า จึงก่อคดีทำร้ายร่างกาย เขาชื่นชมในความแข็งแกร่งของทหาร และฝันจะได้เข้ากองพล เป็นนายทหารที่ยืนอยู่กับความถูกต้อง ไม่ให้ใครมาดูถูกได้อีก
-
มันซากุ มัทสีอุระ หรือ "กะหล่ำปลี" หนุ่มใสซื่อ ที่ความซื่อและความเมาทำให้ต้องโดนจับเข้าสถานพินิจในที่สุด ทั้งที่จริงๆ เขาไม่ได้เป็นภัยต่อใคร และมีความฝันเพียงแค่กินอิ่มไปวันๆ เท่านั้นเอง
-
สึบป๊อง เด็กที่เสียครอบครัวไปกับระเบิดปรมาณู ทำให้เขาต้องอยู่อย่างแร้นแค้น ใช้ชีวิตในการทำงานผิดกฏหมายต่างๆ และมีความฝันอยากร่ำรวย เพื่อที่ชีวิตจะได้ไม่ต้องทนอะไรแบบนี้อีก
- โจ เด็กหนุ่มลูกครึ่งที่ต้องทนกับอาการต่อต้านคนต่างชาติของผู้คนรอบข้าง ถูกจับเพราะความพยายามที่จะปกป้องน้องสาวของเขา ความฝันสูงสุดในชีวิตคือการได้เป็นนักร้อง

- และพระเอกของเรื่องครับ มาริโอ้ เด็กหนุ่มที่ถูกจับด้วยขอหาทำร้ายร่างกาย ซึ่งที่จริงแล้วเขาทำไปเพื่อช่วยเด็กผู้หญิงในชั้นไม่ให้ถูกครูลวนลาม ความใฝ่ฝันของเขานั้น.....ต้องไปอ่านในเรื่องเองครับ บอกตรงนี้มันไม่ซึ้ง ฮ่าๆ

ตอนที่อ่านเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ผมคิดว่าจะเป็นแนวๆ prison break มีธีมหลักอยู่ที่การพยายามหนีออกนอกสถานพินิจแค่นั้น เพราะคนเขียนจะเน้นย้ำเรื่องความเป็นอิสระ กับความฝันของแต่ละคนหลังหนีออกไปได้อยู่พอสมควร แต่เมื่ออ่านๆ ไปก็ผิดคาดครับ (เล่มแรกๆ ก็ดันหนีออกมาได้แล้วซะงั้น) 
ผู้เขียนสื่อให้เราเห็นครับว่า ถึงแม้จะไม่มีกำแพงหรือลูกกรงเหล็กมาจำกัดอิสรภาพแล้ว “สังคม” ภายนอกก็ไม่ต่างอะไรกับคุกขนาดยักษ์ ที่ออกจะโหดร้ายและอันตรายยิ่งกว่าสถานพินิจซะด้วยซ้ำ ความเป็นอิสระของตัวเอกทั้งเจ็ด จากที่ถูกจำกัดโดยคุกและผู้คุม ก็เปลี่ยนมาเป็นถูกจำกัดโดยกรอบสังคม ที่ตัดสินเด็กที่มีคดีติดตัว ว่าเป็นส่วนเกิน หรือมีค่าต่ำกว่าคนทั่วไป
พล็อตเรื่องเกี่ยวกับสถานพินิจจริงๆ มีแค่เล่มแรกไม่กี่เล่มเท่านั้น ส่วนเนื้อเรื่องที่เหลือ คือการใช้ชีวิตในโลกภายนอกของเด็กหนุ่มแต่ละคน ที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคและความอยุติธรรมสารพัด แต่พวกเขาก็ยังพยายามที่จะต่อสู้ฟันฝ่า ทำตามความฝันของตนให้ได้ ซึ้งถ้าหากไม่ได้กำลังใจและการช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมห้องขังแล้ว บางทีพวกเขาอาจจะไม่กล้าที่จะเริ่มฝันเลยด้วยซ้ำ

เนื้อเรื่อง ของเรื่องนี้จั่วหัวไว้ว่า “มาจากเรื่องจริง” ซึ่ง George Abe คนแต่งเรื่องเองก็เคยมีชีวิตผ่านยุคหลังสงครามของญี่ปุ่นมาก่อนครับ เหตุการณ์รันทดในเรื่องก็คงมีที่มาจากประสบการณ์จริงของเขาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งเราจะได้เห็นการเสียดสีความเหลวแหลกของสังคมในยุคนั้นอย่างเจาะลึก ทั้งปัญหาความยากจนข้นแค้น การเอารัดเอาเปรียบกันของเพื่อนร่วมชาติ แม้ในเวลาที่ประเทศกำลังย่ำแย่ การคุกคามจากแก๊งอาชญากรรมต่างชาติ ด้านมืดและด้านหื่นๆ ของผู้มีอำนาจในสังคม

(ซึ่งไอ้การวาดหน้าคนแก่หื่นๆ โรคจิตเนี่ย ผมว่าว่าเป็นสกิลพิเศษอย่างนึงของอ. มาซาสุมิ คาคิซากิ ทีดูแลด้านภาพของเรื่องนี้เลยแหละ เพราะแต่ละหน้านี่มันทำเอาขนลุกตอนเห็นจริงๆ ฮ่าๆ) 

“การคิดว่าเป็นไปได้หรือเปล่าน่ะ มันสำหรับลูกคุณหนูรวยๆ เท่านั้นแหละ สำหรับพวกเรา แค่มีความหวังซักนิดก็เกินพอแล้ว”
มิตรภาพของเด็กหนุ่มทั้งเจ็ด ที่เริ่มก่อเกิดขึ้นมาใต้การนำของอันจัง ก็ถูกอุปสรรคต่างๆ ทดสอบอย่างหนักหน่วงตั้งแต่ในคุกจนถึงช่วงชีวิตหลังจากนั้น ซึ่งก็แน่นอนล่ะครับว่าต้องนำมาซึ่งฉากซึ้งๆ เรียกน้ำตามากมาย
จริงๆ เรื่อง มิตรภาพ เนี่ย การ์ตูนเรื่องไหนๆ ก็เขียนกันเกร่อครับ แต่เรื่องนี้มันพิเศษตรงที่เราได้เห็นว่าความผูกพันที่แข็งแกร่งนั้น ไม่ใช่แค่อยู่ด้วยกัน แล้วมันจะเกิดขึ้นมาได้ง่ายๆ แต่ต้องใช้ทั้งเวลา สถานการณ์ บททดสอบ และความยากลำบากนับไม่ถ้วน ในการที่จะค่อยๆ ขัดเกลามันขึ้นมา
คนเขียนใช้เนื้อที่เป็นสิบตอน เพื่อเจาะลึกรายละเอียดการใช้ชีวิตของเด็กแต่ละคนในกลุ่ม ให้พวกเราได้รับรู้ปัญหา ความคับข้องใจ และเป้าหมายในชีวิตของพวกเขา ตอกย้ำให้คนอ่านเห็น ว่าทุกคนรักที่จะทำตามฝันของตัวเองแค่ไหน แต่ก็พร้อมที่จะหยุดคิดเรื่องของตัวเองในยามที่เพื่อนเดือดร้อน และมิตรภาพที่พวกเขาแสดงออกให้เห็นนั้น ก็น่าทึ่งและชวนให้ซาบซึ้งจริงๆ ครับ
และในท้ายที่สุด พวกเขาเหล่านี้ก็พิสูจน์ให้เราเห็นว่า การจะไปถึงจุดหมายในชีวิตนั้น บางที การเอาแต่พยายามด้วยตัวคนเดียว ถึงยังไงก็ไม่เพียงพอ ถ้าเราขาดคนที่เข้าใจ ที่คอยช่วยเหลือและสนับสนุนในสิ่งที่เราทำ
มิตรภาพในเรื่องไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เด็กเจ็ดคนนี้เท่านั้น แต่ยังมีตัวละครอื่นๆ อีกมากหน้าหลายตาที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพวกเขา ทั้งสาวเจ้าของบาร์ที่เป็นแหล่งสุมหัวของกลุ่ม ครูในสถานพินิจ ทหารลูกน้องของเฮไต ครูมวยของมาริโอ้ ทำให้พวกเราได้เห็นปัญหาของสังคมในเวลานั้นจากหลากหลายมุมมอง และให้ความหวังกับคนอ่านว่า แม้ในสังคมที่เหลวแหลกจนถึงขีดสุด ความดีงาม ความเอื้ออารีในจิตใจคน ก็ใช่ว่าจะหมดไปเลยเสียทีเดียว

“เพื่อนพันธุ์บ้าแบบนี้ ต่อให้ใช้เวลาทั้งชาติก็ไม่มีทางลืมได้หรอก”
จุดนึงเลยที่ประทับใจที่สุดของเรื่องนี้คือมัน “โคตรเท่” เลยครับ Rainbow เป็นการ์ตูนที่อัดแน่นด้วยอุดมคติของลูกผู้ชาย ตามมุมมองของคนญี่ปุ่นไว้อย่างเต็มที่จริงๆ ทั้งภาพ คำพูด และการกระทำของตัวละคร โดยมีซากุระหงิ หรือ “อันจัง” ผู้เป็นไอดอลของกลุ่ม เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของสุดยอดลูกผู้ชายที่ทุกคนอยากจะก้าวไปให้ถึง
สิ่งที่ผมชอบเป็นพิเศษคือการที่สมาชิกในกลุ่มอย่าง สึปป๊อง หรือบาเรโมโตะ ที่ไม่ได้เป็นตัวละครที่ดีพร้อม มีทั้งความขี้ขลาด ไม่กล้าเสียสละ หรือใช้ชีวิตแบบไม่สุจริต แต่พวกเขาก็อยากจะ “เท่” ให้ได้อย่างอันจัง ซึ่งการพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง ของตัวละครเหล่านี้ คนเขียนก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างสวยงามครับ (และก็อย่างเท่..อีกนั่นแหละ)

ลายเส้น ของเรื่อง ทรงพลัง เข้มขลัง สื่ออารมณ์ได้รุนแรงไม่ว่าจะเป็นความโกรธ สิ้นหวัง ซาบซึ้ง และงดงาม เอาแค่ภาพแซมเปิ้ลนี่ก็คงพอจะเห็นครับว่าคนเขียนลงทุนกับแต่ละเฟรมมากขนาดไหน ภาพบางภาพก็สื่อความหมายและอารมณ์ได้ลึกซึ้งแบบที่ว่าต้องจ้องกันนานๆ ตอนอ่านเลยทีเดียว
ในเมื่อเป็นการ์ตูนตีแผ่สังคมแบบนี้ แน่นอนครับว่ามีการนำเสนอด้านมืดทั้งหลายอย่างเต็มที่ ทั้งความรุนแรง ยาเสพติด และเรื่องเพศแบบไม่มีปิดบัง ชนิดที่ว่า ถ้าผู้มีอำนาจที่ชาญฉลาดและห่วงใยเยาวชนของบ้านเรามาเห็นแล้วอาจถึงขั้นโดนแบนได้ทีเดียว แต่ผมว่าการนำเสนอแบบนี้นี่แหละครับที่ทำให้พวกเราเข้าใจสิ่งที่เหล่าตัวละครต้องเผชิญอย่างเต็มที่ และเมื่อเรื่องเดินทางมาถึงจุดสุดท้าย เราก็เข้าใจได้เลยล่ะว่าชีวิตที่เรียบง่าย และสงบสุขที่พวกเขาโหยหานั้นมันช่างดีขนาดไหน 

เนื้อเรื่องของ Rainbow มีความเป็นอุดมคติค่อนข้างสูงครับ ตัวละครไม่ได้มีมิติมากมาย ตัวไหนดีก็ดีใจหาย ตัวไหนร้ายก็เลวทรามต่ำช้าหาดีไม่ได้เลย แต่สิ่งที่คอยแบกเรื่องทั้งหมดเอาไว้ก็คือบุคลิกของตัวหลักทั้ง 7 นี่ล่ะ ที่คนเขียนวางไว้ได้อย่างหลากหลาย แต่ก็เสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่ตอนแรกถึงตอนท้ายสุด (แต่ถ้ามองอีกมุม การนำเสนอแบบสุดโต่งแบบนี้อาจจะเหมาะแล้วก็ได้กับมุมมองของเด็กในสมัยนั้น ที่เห็นผู้ใหญ่บางคนไม่ต่างจากปิศาจน่ะนะ)
ถึงแม้มิตรภาพและความฝันพวกเขาจะดูเกินจริงไปหน่อย แต่อ่านแล้วก็ได้แรงบันดาลใจนะครับว่า เราจะพยายามทำชิวิตของตัวเอง ให้เข้าใกล้อุดมคติแบบในเรื่องได้มากขึ้นสักหน่อยได้รึเปล่านะ 

Rainbow เป็นการ์ตูนที่ขอแนะนำให้ทุกคนที่กำลังเหนื่อยหน่าย มีเรื่องท้อแท้ในชีวิตได้อ่าน แล้วคุณจะเห็นครับว่า การที่พวกเรามีชีวิตสุขสบาย มีคนที่เข้าใจและสนับสนุนอยู่แม้เพียงน้อยคน มันเป็นอะไรที่มีค่ามากขนาดไหน
และยิ่งหากต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบากเนี่ย การมี "ความฝัน" เป็นสิ่งที่สำคัญมากจริงๆ 

เด็กหนุ่มร่วมห้องขังทั้งเจ็ดนี้ ยังแสดงให้โลกเห็นว่า เพียงเพราะสังคมรอบข้างมีแต่ความเลวร้าย ก็ใช่ว่าเราจะต้องทำตัวตามกระแสจึงจะอยู่ได้ แต่การใช้ชีวิตอย่างสุจริต และไม่ละทิ้งความพยายามนี่แหละ ที่จะทำให้เรามีที่ยืนในสังคมอย่างมั่นคง และมีความสุขอย่างยั่งยืนที่สุด
ถึงผลที่ได้รับในโลกความจริงอาจจะไม่สวยหรูเท่าในการ์ตูน แต่ถ้าเรารู้ตัวเองว่าเราได้ใช้ชีวิตในแนวทางที่ถูกต้องแล้ว อย่างน้อยก็ยืดอกรับได้โดยไม่มีอะไรต้องอาย
และที่สำคัญที่สุด พวกเขาทำให้เราได้รู้ว่า ถึงสังคมรอบข้างจะรังเกียจ ถึงโชคชะตาจะไม่เข้าข้าง หรือคนส่วนใหญ่จะปฏิเสธเราขนาดไหน
ขอเพียงเรามีคนรู้ใจไม่กี่คน ที่รัก เข้าใจ และพร้อมจะสนับสนุนเรา เท่านั้นก็มากเกินพอแล้วล่ะครับ
ปลื้ม 
- เนื้อเรื่อง สะท้อนสังคมอย่างตรงไปตรงมา ขยี้อารมณ์ได้ตรงจุด สร้างแรงบันดาลใจได้เพียบ การเล่าเรื่อง ทั้งจุดเครียด ขำ ผ่อนคลาย มีจังหวะเหมือนกำลังดูหนังดราม่าเข้มๆ ซักเรื่อง
- ภาพ เข้ม เท่ อัดแน่นด้วยพลังและจิตวิญญาณ
- ตัวละคร อ่านจบแล้วรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนกับพวกเขาทุกคน จริงๆ นะเออ
บ่น 
- เนื้อเรื่องเป็นอุดมคติไปหน่อย บางจุดให้อารมณ์เหมือนอัดความเท่จนเกินพอดี
สรุป การ์ตูนระดับห้าดาว มิควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับผม 


เห็นเถื่อนๆ คุกๆ แบบนี้ แต่อ่านแล้วร้องให้ค่ะ ซึ้งกับ คำว่าเพื่อน
#1 By booririnหมีอำมหิต on 2011-05-17 02:32