สิบกว่าวันที่ผ่านมานี้ คงมีหลายคนที่สงสัยว่าเจ้าของบล็อกหายตัวไปไหนมา (มีด้วยเรอะ!?)  Foot in mouth เลยจะมาเล่าให้ฟังกันซะหน่อยว่า จขบ. ได้มีโอกาสไปเที่ยวแบบลุยป่าฝ่าดงที่กาฬทวีป ณ ประเทศ บอตสวานา และ แซมเบีย ตั้งแต่ 25 พฤษภา จนถึงวันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนาที่เพิ่งผ่านไปนี้ครับ กับญาติพี่ป้าน้าอาอีก 8 ท่าน เนื่องจากคุณญาติๆ มีแผนจะมาเที่ยวกันอยู่แล้ว และผมก็เรียนจบพอดีเลยขอติดมาด้วย (โดยใช้ทุนพ่อแม่) Cry  
บัดนี้เลยตัดสินใจว่าจะนำประสบการณ์การเดินทางอันทรหดและสนุกสนานระทึกใจมาแชร์ซะหน่อย เนื่องจาก 1.ป้องกันภาวะหมดไอเดียในการเขียนบล็อก และ 2. บันทึกเอาไว้นั่งอ่านประสบการณ์ตัวเองเมื่อยามแก่เฒ่า!! ฉะนั้นแล้วก็เริ่มกันเลยดีกว่า~
 
 
กระเป๋าผมเอง ณ สนามบิน
 
 
การเดินทางของเราจะเริ่มที่ไหนไม่ได้นอกจากสนามบินสุวรรณภูมิ (แน่สิจ๊ะ) ไฟลท์ของคณะเราเป็นไฟลท์การบินไทยจากกรุงเทพ - โจฮันเนสเบิร์กที่จะออกตอนตีหนึงครึ่งครับ (Johannesburg เป็นเมืองใหญ่ในประเทศแอฟริกาใต้ ที่หลายคนคงเข้าในผิดว่าเป็นเมืองหลวงด้วยความที่ชื่อเมืองค่อนข้างติดหูทีเดียว แต่จริงๆ เมืองหลวงของแอฟริกาใต้มีสามเมือง คือ Cape Town เมืองหลวงฝ่ายนิติบัญญัติ Pretoria เมืองหลวงฝ่ายบริหาร และ Bloemfontein เมืองหลวงฝ่ายตุลาการ นะเธอว์ และที่เราต้องบินไปเมืองนี้ก่อน เพราะเมืองไทยไม่มีบินตรง กรุงเทพ-บอตสวานาครับ) 
หลังจากผ่านกระบวนการ check-in (ที่รายละเอียดผมลืมไปแล้วจึงไม่อาจเขียนได้) และสวาปามอาหารใน lounge การบินไทย (ใช้บัตรน้าเข้าไปนั่ง) พวกเราทั้งคณะก็ขึ้นเครื่องบินกันเป็นที่เรียบร้อย
เที่ยวบินตรง กรุงเทพ-โจเบิร์กนับว่าดีทีเดียวครับ ทุกที่นั่งมีหนังมีเกมพร้อม (แต่หนังไม่อัพเดทเล้ย โฆษณาว่าฉายหนัง latest hit แต่พอเปิดมาดันเป็น I am Number Four ที่ฉายไปเมื่อนานแสนนานมาแล้ว) Foot in mouth ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรให้เล่ามากครับเพราะผมก็หลับเป็นตายทีเดียว จนมาตื่นเอาก็ตอนแสงอรุณจับขอบฟ้าแล้วนั่นแหละ
แดดส่องฟ้า เป็นสัญญาณวันใหม่
 
 
อาหารเช้าชั้นประหยัดครับ ได้ยินว่าชั้น business ได้กินเสต็กนกกระจอกเทศด้วย ชีวิตช่างไม่ยุติธรรม Tongue out
 
อาหารในเครื่องเป็นแพนเค้กกับแยมบลูเบอรี่ รสชาติถือว่าโอเค แต่ผมถือคติว่าขึ้นเครื่องแล้วต้องกินของกินเขาให้หมดเพื่อความคุ้มครับจึงกินไม่เหลือ Undecided ซึ่งก็เป็นที่น่าเสียดายมากที่ตอนขึ้นเครื่องหลับไปซะก่อนเลยพลาดมื้อแรกไป
เวลาแปดโมงกว่าๆ เครื่องของเราก็มาอยู่เหนือแอฟริกาใต้ในที่สุด พอเมฆแหวกออกแล้วสิ่งที่เห็นนั้นน่าทึ่งจริงๆ ครับ เพราะผืนดินแอฟริกาที่มองจากบนฟ้านี่ดูแล้งสุดๆ ตรงกันข้ามกับบ้านเราเลยที่พอมองจากเครื่องจะเห็นแต่ทุ่งนาเขียวๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในความแล้งเราก็จะเห็นถึงความงามในตัวของมันครับ  เพราะพื้นโลกที่มีสีน้ำตาลหลายๆ เฉดนี่ ดูไปแล้วก็เข้ากับแสงแดดยามเช้าสีส้มๆ ได้อย่างประหลาด
ถ้าใครเคยดูสารคดีเกี่ยวกับแอฟริกา หรืออย่างน้อยก็ฉากเปิดของ Lion King แล้วล่ะก็ คงจะเคยเห็นนะครับว่าพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่แอฟริกามันสวยเกินบรรยายจริงๆ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพราะมุมของโลกกับดวงอาทิตย์ หรือเป็นเพราะแผ่นดินเขามีแต่สีน้ำตาลกันแน่ แต่ก็นับว่าเป็นของขวัญจากธรรมชาติที่สุดยอดจริงๆ

ที่เห็นเป็นหย่อมข้างบนนั่นคือแหล่งน้ำครับ ส่วนหย่อมขาวๆ ข้างล่างนั่นไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นทรายหรือดินอะไรรึเปล่า เหมือนจะเป็นผลงานคนทำไว้แฮะ
 

 

 
แสงอรุณเหนือสนามบิน หนึ่งในของดีประจำแอฟริกา

ป้ายเกี่ยวกับบอลโลกก็ยังมีให้เห็นทั่วสนามบิน
 
และแล้วพวกเราก็มาถึงสนามบิน O R Tambo International Airport ครับ สนามบินที่นี่ไม่ได้ใหญ่โตมากแต่ก็สะดวกสบายดีที่เดียว ดูแล้วให้ความรู้สึกเข้ากับประเทศดีครับ ไม่ได้หรูหราอลังการอะไรมาก แต่ก็เหมาะกับจำนวนคนใช้งานพอดี ตลอดทางก็จะเจอการตกแต่งสไตล์พื้นเมืองให้เห็นอยุ่ตลอด
ห้องน้ำที่นี่เปิดเผยมาก!!! ที่กั้นอะไรไม่มีเลย คนแอฟริกันเขาความมั่นใจสูงแบบนี้ล่ะมั้ง
 
ผ่านทางเดินและป้ายทั้งหลายไปแล้ว เราก็เข้ามาถึง Immigration ครับ อันที่จริงขอเล่าหน่อยว่าจากที่ผมเคยไปแต่ละประเทศมาเนี่ย คาแรกเตอร์พนักงานตรวจคนเข้าเมืองของเขาจะไม่ซ้ำกันเลยจริงๆ นะ ที่เด่นๆ หน่อยก็มี :
  • อเมริกา- จนท. ถึกและดุมาก ให้อารมณ์ประมาณว่า แกต้องศึกษามาก่อนว่าต้องทำตัวยังไง ไม่งั้นชั้นก็ไม่ทนสอนแก!! เสียงห้วนๆ โหดๆ ไอ้ภาษาสุภาพ พลีซๆ ที่พูดก็เหมือนพูดตามที่งานบังคับเท่านั้นแหละ แต่ก็เห็นได้ชัดนะครับว่าประเทศเค้าเท่าเทียมมาก พนักงานทุกระดับมีศักดิ์เท่ากัน ไม่ใช่ต้องมาคะขาบริการเราอย่างเดียว แต่เราเองก็ต้องทำหน้าที่เตรียมทุกอย่างให้พร้อม เพื่อให้เขาทำงานได้สะดวกเช่นกัน
  • ญี่ปุ่น - อันนี้สไตล์ตรงข้ามกับเมกาเลย อ่อนหวานยิ้มแย้มสุดๆ ภาษาสุภาพมีไม่รู้กี่ระดับ (กำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่ครับ ภาษาสุภาพของเขานี่โหดมาก ไม่รู้จะมีเยอะไปไหน Tongue out) มีครั้งนึงหลงทางในสนามบิน ไปถามทางพนักงาน คุณเธอไม่ได้ชี้ทางอย่างเดียวแต่ลุกมาเดินนำไปเลย (หรือเขาจะรู้ว่าพูดกับผมไปก็ไม่รู้เรื่องก็ไม่รู้ 555) ก็นับว่าเป็นแบบเอเชียๆ ครับ เน้นอ่อนหวานสุดๆ ไว้ก่อน คนมาติดต่ออย่างเราก็สบายใจไป แต่พนักงานต้องเครียดมากขึ้นรึเปล่าอันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน
  • เกาหลี - พนักงานมาพร้อมสีหน้าเบื่อโลก Foot in mouth คือเบื่อแบบเบื่อจนบูดจริงๆ เลยนะ ตอนเห็นถึงกับแอบกลัวนิดหน่อยเพราะคิดว่าจะ active แบบญี่ปุ่น แต่จริงๆ เขาก็ทำงานดีนะครับ ที่ทำหน้าไม่ค่อยรับแขกอาจจะเป็นวิถีปกติของเขาล่ะมั้ง

ส่วนของแอฟริกาใต้ปรากฎว่าพนักงาน...."หลับ"ครับ หลับกอดอกคอพับเลยตอนผมไปยืนอยู่หน้าพี่แก Foot in mouth แต่ก็เข้าใจนะว่ามันเช้ามากก พวกเราอาจจะเป็นคนกลุ่มแรกที่พี่เขาต้องตรวจเลยด้วยซ้ำ พอเห็นแบบนี้ก็แอบเกร็งน้อยลงหน่อยนึง พอทำเสียงกระแอมนิดๆ หน่อยๆ ให้พี่แกตื่น ก็ผ่านด่านตรวจมาได้ (โดยที่คนตรวจยังมีนๆ อยุ่เลย ฮ่าๆๆ)

จะว่าไปก็ขอพูดถึงวีซ่าซะหน่อย วีซ่าที่นี่ของบอตสวานาที่พวกเราจะไปกันนี่ขอได้ยากมากมายครับ เพราะเมืองไทยไม่มีสถานทูตบอสวาน่าตั้งอยู่ เลยต้องขอผ่านสถานทูตที่โตเกียวแทน (ประมาณว่าส่งเอกสารทางเมลไปให้ที่โน่นแล้วให้เขาส่งวีซ่ากลับมา) แต่ตอนที่พวกเราจะขอวีซ่าก็ดันมีแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นอีก! สุดท้ายเลยต้องไปวิงวอนให้สถานทูตบอสฯ ที่ปักกิ่งทำให้แทน (ซึ่งต้องวิงวอนกันจริงๆ เพราะเขาเล่นตัวมากกก ทั้งที่เราอุตส่าห์จะช่วยเอารายได้เข้าประเทศให้แท้ๆ นะเนี่ย) Foot in mouth

ม้าลายตัวแรกที่เจอ (ไม่ใช่ละ)

 

ทางเดินตรงที่รับกระเป๋า ใช้สีสไตล์พื้นเมืองแอฟริกาหน่อยๆ

ช้างนี่ทำจากลูกปัดร้อยลวดล้วนๆ ทั้งตัวครับ

 

บรรยากาศในสนามบินก็ทันสมัยทีเดียว แต่ก็ไม่ทิ้งศิลปะวัฒนธรรม (ดูได้จากดีไซน์เสาต้นใหญ่ๆ)

ผ่านด่านตรวจมาแล้วก็ไปรับกระเป๋า เพื่อเตรียมขึ้นเครื่องบินเข้าบอตสวานาในตอนบ่าย เนื่องจากเครื่องออกตอนบ่ายเลยมีเวลาหลายชั่วโมงให้พวกเราพักผ่อนในสนามบินกันบ้าง ก่อนอื่นคณะเราเลยไปหาทางแลกเงินมาซื้อของกินกันก่อน สกุลเงินของแอฟริกาใต้คือแรนด์ (Rand) โดย 1 แรนด์ = ประมาณ 5 บาท ทีนี้ปัญหามีอยู่ว่าในสนามบินมีที่ให้แลกเงินอยู่หลายเจ้ามากครับ แต่ละที่เรทกับค่าบริการก็จะต่างกันนิดๆ หน่อยๆ เราเลยต้องเดินตระเวนมันทุกสำนักเพื่อจะหาอันที่เรทถูกที่สุด ซึ่งก็เหนื่อยสิครับ แถมเจ้าหน้าที่แต่ละคนพูดเร็วปรื๋อ สำเนียงก็ไม่ซ้ำกันเลยด้วย ไปๆ มาๆ สรุปได้ว่าของ Travelex ให้เรทดีสุดเลยแลกที่นี่ไป

 

มีรถเชียร์บอลของแอฟริกาตั้งโชว์อยู่ครับน่ารักดี คล้ายๆ รถฟลิ้นสโตนท์เลยแฮะ (ใช้พลังงานขา)

ระหว่างรอแลกเงินได้ต่อคิวกรุ๊ปนักศึกษาจาก Yale ด้วยครับ อูวววว ออร่าปัญญาชนมันเป็นแบบนี้นี่เอง

 
หน้าตาเงินของเขาครับ ใช้รูปสัตว์ที่เป็น Big Five ห้าผู้ยิ่งใหญ่ประจำทุ่งแอฟริกา อันได้แก่ ช้าง แรด ควายป่า เสือดาว สิงโต (แต่เท่าที่แลกมาเห็นแค่ 3 นะ)
 
 
พิซซ่าของที่นี่อร่อยมากกกกครับ บางกรอบคือบางกรอบจริงๆ แป้งมีเป็นฐานอยู่จึ๋งเดียว ที่เหลือคือชีสๆๆล้วนๆ UndecidedUndecidedUndecided
 
หลังกินเสร็จก็เดินดูสนามบินกันนิดหน่อย แต่ที่นี่ทำอะไรต้องระวังครับเพราะโจเบิร์กเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อด้านความน่ากลัวสำหรับนักท่องเที่ยว (โดยเฉพาะคนเอเชียผู้ใสซื่อ) อยู่พอสมควรทีเดียว เพราะงั้นเลยเดินเที่ยวไม่ได้มาก ต้องเกาะกลุ่มกันเอาไว้ในเขตลึกๆ ของสนามบินถึงจะวางใจได้ จริงๆ เรื่องความน่ากลัวของที่นี่ยังมีรายละเอียดอีกเยอะครับ แต่เก็บไว้เล่าตอนวันขากลับละกันไม่งั้นจะหมดเรื่องให้เขียนซะก่อน Foot in mouth
ที่นี่จริงๆ พนักงานรักษาความปลอดภัยก็เยอะครับ (แต่เขาว่าหวังพึ่งไม่ค่อยได้) บางจุดเดินผ่านก็เกร็งๆ เหมือนกันเพราะมี จนท. หน้าโหดๆ ในเครื่องแบบยืนกันเพียบ แต่แล้วก็มีคนนึงหันหน้าโหดๆ มากล่าวทักทายคณะเราว่า "ซาหวัดดีคราบ" ซะด้วย แหม่ น่ารักขึ้นเยอะทีเดียว Surprised