[J-series] Code Blue- ครอบครัว.โรคภัย.ดอกไม้ไฟ.ความสุข
posted on 13 Jun 2011 00:27 by simpskwan in MovieMatters directory Asianแฮ่มๆๆ ก่อนอื่นต้องขอคั่นรายการทัวร์แอฟริกากันไว้ซักครู่ก่อน เนื่องจากเอ็นทรี review นี้สัญญากับเพื่อนไว้นานแล้วครับว่าจะทำ แต่ก็ไม่ได้พิมพ์ซะที
เพราะพอคิดจะรีวิวซีรีส์นี้ มันก็มีประเด็นให้เขียนถึงเยอะแยะมากมายซะจริงๆ แต่มาบัดนี้ไอเดียเริ่มตกผลึกในระดับที่จะเขียนได้แล้ว ฉะนั้นไปเริ่มกันเลยดีกว่า
เอ็นทรีนี้ ขอประเดิม รีวิวซีรี่ส์ญี่ปุ่น เป็นครั้งแรกของบล็อกครับ (เพราะที่ดูจบทั้งซีซั่นก็มีอยู่เรื่องเดียว)
ซึ่งเรื่องที่เราจะมารีวิวในคราวนี้ก็คืออออ:

Code Blue เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครหลายชีวิตในศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินโชโกกุ ที่มีทีมปฏิบัติการณ์ชื่อว่า “ด็อกเตอร์เฮลิ” (Doctor Heli) ซึ่งทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วยโดยส่งแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญไปรักษาอย่างด่วนถึงที่เกิดเหตุโดยใช้เฮลิคอปเตอร์ ก่อนจะส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลหลักอีกที
เนื้อเรื่องโฟกัสอยู่ที่กลุ่มแพทย์ฝึกหัดหนุ่มสาว ต่างนิสัยต่างพื้นเพ 4 คน ที่เข้ามาฝึกฝนในศูนย์การแพทย์แห่งนี้ ทั้งสี่ต่างก็มีความฝันที่จะพัฒนาฝีมือไปเป็น Flight Doctor ที่จะได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ไปช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินถึงที่ ซึ่งการได้ปฏิบัติหน้าที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงเกียรติ และแสดงถึงการมีฝีมือเป็นที่ยอมรับเท่านั้น แต่ยังเป็นประสบการณ์สำหรับพัฒนาตัวเอง ที่ไม่อาจหาได้จากการทำงานเป็นหมอในโรงพยาบาลปกติ ดังที่ตัวละครหนึ่งในเรื่องบอกไว้ว่า “สิ่งจะได้เรียนจากโรงพยาบาลปกติในเวลา 1 ปี คุณสามารถเรียนได้หมดจากการเป็นด็อกเตอร์เฮลิเพียง 1 เดือน”

เนื่องจากในเฮลิคอปเตอร์ มีที่นั่งให้หมอฝึกหัดเพียงเที่ยวละ 1 คนเท่านั้น ทั้งสี่จึงต้องแข่งขันกันเอง เพื่อแก่งแย่งโอกาสนี้ให้ได้ แต่ความลำบากไม่ได้มีแค่นั้นครับ เพราะการปฐมพยาบาลคนไข้ในที่เกิดเหตุก็เป็นงานที่ยากอย่างสาหัส ท้าทายทั้งความสามารถและสภาพจิตใจของเหล่าแพทย์ฝึกหัดเป็นอย่างมาก มีทั้งความตึงเครียด เวลาที่จำกัด เหตุไม่คาดฝัน อันตรายจากสภาพแวดล้อม สภาพจิตใจของคนไข้ โดยที่เดิมพันไม่ได้มีเพียงชีวิตผู้ป่วยเท่านั้น แต่บางครั้งยังรวมถึงชีวิตของหมอเองด้วย
เหล่าตัวละครหลักของเรามีตามนี้ครับ

โคซาคุ ไอซาวะ แสดงโดย ยามะพี (กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด/ เสียงแฟนคลับ) หมอหนุ่มหน้าตายมากฝีมือที่เก่งกาจด้านการเก๊ก เก๊ก และเก๊ก ผ่าตัดและตัดสินใจในยามฉุกเฉินได้ดีที่สุดในกลุ่ม แต่ด้วยพื้นเพอันโดดเดี่ยวก็ทำให้เขาเป็นคนขาดมนุษยสัมพันธ์และตัดขาดตัวเองจากคนรอบข้าง จนดูเหมือนว่าความฝันที่จะเป็นศัลยแพทย์อันดับหนึ่งนั้น เป็นสิ่งยึดเหนียวเพียงอย่างเดียวในชีวิตของเขา (ซึ่งจริงๆ ไอซาวะก็มีด้านอ่อนโยนอยู่บ้างเหมือนกันนั่นแหละ แต่แสดงออกไม่เป็นเสียมากกว่า) 

เมกุมิ ชิราอิชิ แสดงโดย ยุ้ย ยูอิ อารากาคิ (กี๊สสสสสสสสสสสสสสสส/ เสียง จขบ.) หมอสาวไฮโซลูกคุณหนู มาพร้อมดีกรีนักเรียนดีเด่น เป็นหนอนหนังสือความรู้แน่นปึ้ก บ้านรวยสวยเลิศ บลาๆๆ จนคนภายนอกมองว่าเธอนั้นน่าจะมีเส้นทางชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่จริงๆ แล้วความสามารถและพื้นเพอันดีเลิศก็จะมาพร้อมกันการถูกคาดหวังเป็นอย่างสูงเช่นกัน นั่นทำให้ชิราอิชิเป็นคนที่กดดันตัวเองอยู่ลึกๆ และขาดความมั่นใจอย่างมาก ซึ่งคนแบบนี้ ถ้าต้องเจอสถานการณ์ตึงเครียดมากๆ เข้าส่วนใหญ่ก็ไม่ไหวล่ะครับ อย่างน้อยสุดก็ต้องออกอาการทำอะไรไม่ถูกกันบ้าง หรืออย่างหนักก็เสียความมั่นใจถาวรไปเลย

มิโฮโกะ ฮิยามะ แสดงโดยเอริกะ โทดะ (นักแสดงดาวรุ่งผู้แสดงเป็น มิสะมิสะ ในหนัง Death Note นี่เอง แต่มาเรื่องนี้เปลี่ยนบุคลิกซะจน จขบ. จำไม่ได้ !!) หมอสาวห้าวผู้มองคนอื่นเป็นคู่แข่งหมด ทำตัวแข็งกระด้างพร้อมความมั่นใจสูงอยู่ตลอด (แต่จริงๆ ก็แอบซึนนะเธอว์) ลึกๆ แล้วเธอเป็นคนที่อ่อนไหวมากครับ โดยเฉพาะกับเรื่องปัญหาส่วนตัวทั้งหลายของคนไข้ เรียกว่าแคร์คนไข้ทุกอย่างจริงๆ แต่ก็แสดงออกแบบดีๆ ไม่ค่อยจะได้ ตอนทำหน้าจริงจังเธอจะน่ารักมาก จบ!! 

ขนาดรูปเดี่ยวยังหาไม่ค่อยจะได้เลยพ่อคุณเอ๊ย 
คาสึโอะ ฟุจิคาวะ แสดงโดยโยสุเกะ อาซาริ เป็นตัวประกอบผู้น่าสงสาร เป็นหมอฝึกหัดจากบ้านนอกแดนไกล และความภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูล ที่สามารถเข้ามาทำงาน รพ. ชั้นนำแบบนี้ได้ไงไม่รู้ พี่แกรับหน้าที่เป็นตัวฮา ตัวซวย ตัวน่ารำคาญ และเป็นตัวละครที่ต้องรับเคราะห์กับฉากฮาๆ เสื่อมๆ แทนเหล่าดารานำสวยหล่อทั้งหลาย!! เขามีฝีมือทางการแพทย์ด้อยกว่าคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ทดแทนด้วยการเป็นคนคิดบวก และมีมนุษยสัมพันธ์กับคนไข้ดีที่สุดในกลุ่ม

ว่ากันตามจริงแล้ว ผมเองก็ไม่ค่อยสันทัดกับการดูซีรีส์คนแสดงสักเท่าไหร่ครับ (ที่ดูส่วนใหญ่จะเป็นการ์ตูน Anime เสียมากกว่า) โดยที่ในหัวมีอคติอยู่แล้วว่าซีรีย์ฉายทีวีที่ทุนไม่มากมายนั้น โปรดัคชั่นมันจะดูดีซักเท่าไหร่เชียว?! (สำหรับ Code Blue นี่ เมื่อก่อนนี้ผมรู้จักแค่เพลงประกอบที่ Mr.Children มาแต่งให้แค่นั้นเอง)
แต่แล้วก็ได้เปิดหูเปิดตา เมื่ออาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นเอาเรื่องนี้ตอนแรกมาเปิดให้ดูในคาบ เลยได้เห็นว่าทั้งงานสร้าง การถ่ายภาพตัดต่อ เดินเรื่อง การแสดงของเขานี่ดีจริงครับ ไม่ได้ด้อยไปกว่าซีรี่ส์ฝรั่งหรือหนังโรงเลย รวมถึงฉากอารมณ์ที่กะจังหวะกระชากน้ำตาได้ดีสุดๆ (ซึ่งอันนี้เป็นจุดนึงเลยล่ะที่ผู้กำกับฝรั่งทำสู้เอเชียไม่ค่อยได้) หลังจากนั้นก็โดนเพื่อนไซโคซะจนต้องไปหามาดูจนเพิ่งจะจบ season แรกไป

ตอนแรกที่จะรีวิวก็คิดอยู่นานครับว่าจะเขียนเรื่องอะไร เพราะซีรี่ส์นี้มีประเด็นดีๆ เกี่ยวกับอาชีพหมออยู่เยอะมาก ผมเองซึ่งเป็นลูกหมออยู่แล้ว พอได้ดูก็รู้สึกว่าเข้าใจความลำบากในอาชีพพ่อแม่มากขึ้นอยู่เหมือนกัน
เมื่อก่อนผมเคยมองการทำงานของหมอผ่านทางพ่อแม่ตัวเองอย่างเดียว เลยทำให้คิดไปว่าหมอนี่เป็นอาชีพที่น่าอิจฉานะ มีเกียรติสูง ค่าตอบแทนมาก เป็นที่พึ่งพิงของคนอื่น ถึงงานจะหนัก แต่พ่อแม่ผมก็มีประสบการณ์มากพอจะผ่านทุกอย่างไปได้เหมือนเป็นเรื่องปกติ
แต่พอโตขึ้นมา ได้เห็นสภาพของเพื่อนๆ พี่ๆ หลายคนที่เลือกเรียนหมอเท่านั้นแหละ ถึงได้รู้ว่ากว่าจะไต่เต้าไปถึงขั้นนั้นได้มันยากเย็นแสนสาหัสจริงๆ (คนเรียนหมอพอพ้นปีแรกๆ แล้วแทบจะไม่มีวันหยุดเลยนะครับ) ซึ่งซีรี่ส์นี้ก็ตีแผ่ปัญหา และความยากลำบากของอาชีพนี้ให้เห็นอย่างเต็มที่ครับ

ในตอนแรก สี่ตัวละครหลักของ Code Blue ถูกอาจารย์หมอสั่งสอนไว้ว่า "จากนี้ไปพวกเธอทุกคนต้องเป็นคู่แข่งกัน" ตอนแรกผมก็คิดว่าเนื้อเรื่องจะเป็นการเชือดเฉือนแบบหมอ VS หมอ ด้วยกันเอง แต่แล้วก็เราก็จะได้เห็นครับว่า สุดท้ายไม่มีหมอคนไหนหรอกที่มีเวลามาแข่งเอาชนะคนอื่น เพราะแค่ "เอาชนะจุดอ่อนของตัวเอง" แต่ละคนยังร่อแร่เลย
ไม่มีตัวละครไหนในเรื่องนี้ที่ perfect ครับ ทุกคนล้วนมีปม มีความกลัว มีจุดด้อยของตัวเองอยู่ทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่หมอระดับอาวุโส ประสบการณ์สูงขนาดไหนก็ตาม
เรื่องนี้ไม่มีตัวร้าย ไม่มีการโกง ขัดแข้งขัดขาระหว่างคู่แข่ง แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างหมอแต่ละคน กับความอ่อนแอในใจตัวเอง ซึ่งผมว่าเป็นประเด็นที่ดีนะครับ ว่าในชีวิตจริง เราคิดแต่จะเอาชนะคนอื่นมากเกินไปรึเปล่า ทั้งๆ ที่ข้อเสียของตัวเอง เรายังเอาชนะไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ถึงข้อเสียแต่ละคนจะต่างกัน แต่ข้อดีที่ตัวละครทุกตัวมีเหมือนกันหมดคือความมุ่งมั่น ความเป็นคนที่สามารถ commit กับงานแบบถวายชีวิตได้ (ตามอุดมคติคนญี่ปุ่นนั่นแหละ) และความอยากท้าทายและพัฒนาตัวเองอย่างมาก สิ่งหนึ่งที่ออกจะต่างจากโลกความจริงคือ ทุกตัวละครมีความพยายามสูงเสียจนน้อยครั้งมากที่เราจะได้เห็นพวกเขาลังเล หรือสงสัยตัวเองว่า “นี่เรากำลังทำสิ่งที่ชอบอยู่จริงๆ รึเปล่า” (น่าอิจฉาเนอะ)
เวิ่นมานานแล้ว เอาเป็นว่าเข้าประเด็นหลักกันเลยดีกว่า ขอเลือกมาเล่าซักสองอย่างละกัน

ครอบครัว & โรคภัย
สิ่งนึงที่ผมชอบมากในซีรี่ส์นี้คือ แทบจะทุกเคส ทุกสถานการณ์ที่เหล่าคุณหมอต้องเผชิญนั้น จะมีประเด็นเกี่ยวข้องกับ “ความรักของครอบครัว” เป็นจุดโฟกัสเยอะมาก ซึ่งเป็นอะไรที่น่าสนใจดีครับ เพราะผมออกจะติดภาพว่าซีรี่ส์ส่วนใหญ่น่าจะเน้นเรื่องของความรักหวานๆ แบบหนุ่มสาวมากกว่า ยิ่งมีดาราหล่อๆ สวยๆ มาเล่นให้ครบครันแล้วด้วย จะไม่ใช้เคมีตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ได้ไงล่ะเนอะ (แต่กลายเป็นว่าคุณหมอๆ ในเรื่องนี้ไม่ได้มีอารมณ์จะมาโรแมนติคกันเลย เพราะทุกคนรักงานตัวเองมากเกินไป สำนวนญี่ปุ่นเขาว่า "มีงานเป็นแฟน" ครับ ฮ่าๆ)
มีหลายตอนในซีรี่ส์ ที่เน้นย้ำเรื่องปัญหาของสถาบันครอบครัวในสังคมสมัยใหม่ โดยสื่อผ่านทางบรรดาคนไข้ที่โผล่มาในแต่ละตอน ทั้ง พ่อหัวเก่าที่เข้ากับลูกหัวสมัยใหม่ไม่ได้ คนแก่เฒ่าที่ไม่มีลูกหลานเหลียวแล (หรือไม่ก็บังคับให้หมอ “ต่อชีวิต” ปู่ย่าตัวเองให้นานที่สุด เพียงเพราะจะเอาเงินบำนาญ!) หรือแม้แต่เหล่าหมอๆ ตัวหลักของเรื่อง หลายคนก็มีปมเกี่ยวกับครอบครัวของตัวเองทั้งสิ้น อย่างอาจารย์หมอยอดฝีมือ ที่เอาแต่ทำงานจนไม่มีเวลาได้ดูแลครอบครัว, คุณหมอที่ต้องเลือกระหว่างชีวิตแม่หรือลูกระหว่างทำคลอด และพระเอกของเรากับคุณยาย ที่นำไปสู่ฉากโคตรซึ้งที่สุดในเรื่อง (ซึ่งจะขอไม่สปอยในที่นี้ ฮ่าๆ)

กลับมาที่ประเด็นครอบครัวกับโรคภัยกันต่อครับ ซีรี่ส์นี้บอกกับคนดูอยู่หลายตอนเลยว่า ครอบครัวที่เสื่อมโทรม หรือมีปัญหาเรื้อรังมานาน สุดท้ายกว่าพวกเขาจะกลับมารักกัน เห็นคุณค่ากันและกันได้ ก็ต้องเป็นยามที่มี “โรคภัย” มาเยือนนี่แหละ
จริงอยู่ ที่ว่าในสังคมปัจจุบันนั้น ความสำคัญของสถาบันครอบครัวดูจะน้อยลงไปเรื่อยๆ ในเมืองใหญ่ ครอบครัวหนึ่งอยู่กันไม่กี่คน แต่ละสมาชิกในครอบครัวก็มีภาระมากมาย ผู้ใหญ่กับเด็กก็มีสังคมที่แตกต่าง เหมือนอยู่กันคนละโลก
แต่ถึงอย่างนั้น ในเวลาที่เราต้องเจอกับเหตุร้าย รู้สึกสิ้นหวัง หรืออยู่ในสภาพที่ไม่อาจควบคุมอะไรในชีวิต (อย่างเวลาป่วยหนัก หรือเจออุบัติเหตุ) ที่พึ่งพิงแรกที่เราจะคิดถึง ผมว่าสุดท้ายแล้วก็คงไม่พ้น “ครอบครัว” หรอก จริงมั้ยล่ะครับ?
ดังนั้นในเรื่อง เราจะได้เห็น: ลูกสาวกับพ่อที่ไม่ลงรอยกัน เพิ่งจะมายอมเปิดใจกันได้ ในตอนที่รู้ว่าพ่อเหลือชีวิตอีกไม่ถึงปี, พ่อลูกที่ไม่เคยเห็นหน้า เพิ่งจะได้มาคุยกันตอนที่ลูกต้องผ่าตัดสมอง (คุยกันในตอนที่หมอกำลังแยงกรรไกรเข้าสมองลูกนั่นแหละ!!) , และพระเอกของเรา ที่กว่าจะเข้าใจถึงความสำคัญของครอบครัว ก็ต้องให้คุณยายตัวเองเข้าโรงพยาบาลเสียก่อน
ในท้ายที่สุดแล้ว ผมก็พอจะสรุปข้อคิดได้ว่า จงแสดงความรักกับครอบครัวของท่านไว้ให้มากๆ เถิด อย่ามัวแต่รอจนโรคภัยมาบังคับพวกท่านให้รักกันเลย!!
ต่อให้ครอบครัวของบางคน จะอยู่ในสภาพเหินห่าง ไม่เข้าใจกัน หรือร่อแร่ขนาดไหน ผมเชื่อว่ายังไงซะ มันก็ต้องมีความรัก (ที่ไม่ได้แสดงออก) อยู่อย่างล้นเหลือครับ
ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะแสดงมันออกมาในวันนี้ หรือจะรอจนคนที่คุณรัก เหลือชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่เดือนเท่านั้นเอง

ดอกไม้ไฟ & ความสุข
มาต่อกันที่ประเด็นที่สองครับ ผมว่าซีรี่ส์นี้สอนคนดูเกี่ยวกับเรื่อง “ความสุขและความหวัง” ในชีวิตคนได้น่าสนใจเหมือนกัน
สิ่งนึงที่ดังไม่แพ้ตัวซีรี่ส์เอง คือเพลงประกอบนามว่า HANABI (ดอกไม้ไฟ) ที่ได้ Mr.Children วงป๊อบร้อคขั้นเทพของญี่ปุ่นมาประพันธ์ให้
Hanabi เป็นเพลงที่เยี่ยมทั้งดนตรีและเนื้อร้องครับ ส่วนดนตรีเนี่ยแค่เอาเมโลดี้มาเล่นคลอเบาๆ ในฉากบิ๊วอารมณ์หน่อยก็ทำคนดูน้ำตาแตกได้ง่ายๆ แล้ว (การันตีโดยผมเอง ที่ปกติดูหนังแทบไม่เคยเสียน้ำตา 555) 

ส่วนเนื้อเพลงก็ค่อนข้างจะหดหู่เข้ากับอารมณ์ดราม่าของซีรี่ส์ทีเดียว ที่ชอบเป็นพิเศษคือเนื้อตรงท่อนฮุกที่เปรียบว่า “ความสุข & ความหวัง” ของคนเราก็ไม่ต่างอะไรกับแสง “ดอกไม้ไฟ” ครับ ยามสว่างก็สวยงาม แต่สุดท้ายก็หายไป เหลือเพียงความมืดดังเดิม
แต่ถึงความสุขจะไม่ยั่งยืน ทำไมผู้คนยังมีหวัง ยังเฝ้าไขว่คว้าหาความสุขกันล่ะ? ก็เหมือนดอกไม้ไฟนั่นล่ะครับ ถึงมันจะสว่างให้เราดูได้เพียงชั่วอึดใจ แต่ความสวยงามนั้นก็คุ้มค่าที่จะได้เห็น คุ้มค่าที่เราจะเฝ้ารอแสงดอกไม้ไฟลูกใหม่

มีฉากหนึ่ง ที่ไอซาวะถามหมอคุโรดะ ที่เป็นผู้ดูแลเหล่าหมอฝึกหัดว่า จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราช่วยชีวิตคนไข้ไม่ได้ ที่ทำได้ก็เพียงยืดอายุให้เขาสองสามเดือน (ประมาณนี้ล่ะมั้ง จำคำเป๊ะๆ ไม่ได้ละ) ซึ่งคุณหมอท่านก็ตอบว่า "บางทีช่วงเวลาแค่สั้นๆ แค่สองสามเดือน ก็ทำให้ชีวิตคนทั้งชีวิตเปลี่ยนไปได้"
ในทุกๆ ตอนของซีซั่นแรกที่ผมดู เราจะเห็นว่าโรคภัย อุบัติเหตุ หรือสิ่งไม่คาดฝันต่างๆ นั้น สามารถเกิดกับตัวเราเอง หรือคนที่เรารักได้ทุกเมื่อ (และในชีวิตจริง เราคงไม่ได้โชคดีมีหมอเทพๆ นั่ง ฮ. มาช่วยรักษาถึงที่หรอกเนอะ)
มีหลายฉากที่เราจะเห็นญาติคนป่วยหรือตัวคนป่วยเองมาดราม่ากับหมอ ทำนองว่าจะปล่อยให้ฉันตายไม่ได้นะ เพราะฉันยังมีลูกเมียน่ารักครอบครัวสุขสันต์ที่ต้องดูแล หรือตอนหนึ่งที่ทีมหมอต้องไปช่วยคนที่โดนรถชนในอุโมงค์ ก็มีทั้งคนที่กำลังมีความสุขกับการเที่ยวกับแฟน มีครอบครัวที่เพิ่งจะมีโอกาสได้เที่ยวกันพร้อมหน้า ที่ต้องมารับเคราะห์จากเหตุการณ์นี้
ในบางเคส หมอก็ต้องเผชิญกับการตัดสินใจช่วยชีวิตคนไข้ แต่เป็นการไปทำลายความฝันหรือความสุขของเขาแทน (ตัดมือคนไข้ ผ่าตัดแม่แต่ปล่อยให้ลูกตาย ช่วยชีวิตคนไข้ไว้ได้ แต่ต้องปล่อยให้เขาเป็นอัมพาตทั้งตัว ฯลฯ)
ฉากพวกนี้ก็เหมือนจะตอกย้ำความจริงที่ว่า ความสุขของคนเรา มันไม่มีทางยั่งยืนมั่นคงไปตลอดครับ จากที่กำลังแฮปปี้สุดๆ ทุกข์โศกโรคภัยทั้งหลายจะเข้ามาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เหมือนแสงดอกไม้ไฟที่ไม่มีทางสว่างไปได้ตลอดนั่นแล
เมื่อวันนั้นมาถึง พวกเราก็คงไม่มีอะไรที่จะทำได้ นอกจาก เตรียมตัวเตรียมใจรับสภาพและการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง

แต่ก็มีท่อนหนึ่งของ Hanabi ที่บอกว่า “คนเราทุกคนมีความทุกข์ที่ต้องฝืนทน แต่ก็ยังหวังว่าจะมีวันพรุ่งนี้ที่สวยงาม”
ก็เพราะความสุขมันเหมือนแสงดอกไม้ไฟอีกนั่นแหละ มันจะสว่างขึ้นมาเมื่อไหร่ ตรงตำแหน่งไหน เราก็คงคาดไม่ถึงเหมือนกัน
เช่นเดียวกับชีวิตเรา ที่ถึงจะเผชิญกับช่วงเวลาอันมืดมนขนาดไหน ในความทุกข์เหล่านั้น เราอาจจะได้เจอกับโอกาส ความหวัง หรือความสุข เป็น "แสงดอกไม้ไฟ" กลางฟ้ามืด ที่คาดไม่ถึงก็ได้
เหมือนกับบรรดาครอบครัวใน Code Blue ที่เหตุร้ายโรคภัยทั้งหลาย กลายเป็นตัวย้ำเตือนว่า สายสัมพันธ์ของครอบครัว เป็นสิ่งมีค่ามหาศาล ที่ไม่มีวันตัดขาดไงครับ 
ปลื้ม
- โปรดัคชั่นเยี่ยม ภาพสวย ตัดต่อไว เพลงประกอบช่วยบิ๊วได้มาก ถึงเนื้อหาจะดราม่าแต่จังหวะอืดหรือง่วงไม่ค่อยจะมี
- นักแสดงเล่นดีมากทั้งตัวหลักตัวรอง เคมีเข้ากันทุกคน การแสดงแบบ overacting สไตล์การ์ตูนญี่ปุ่นไม่ค่อยมีให้เห็น
- ฉากเรียกน้ำตาสุดยอดดดดดดดดดด

- ความรู้เกี่ยวกับวงการแพทย์ ขั้นตอนการพยาบาล ส่งตัว ดูแลคนไข้ สภาพการทำงานของหมอในมุมที่เราไม่ค่อยจะได้เห็นจากสื่อทั้งหลาย (แต่ไอ้การรักษานี่เอาไปใช้จริงไม่ค่อยได้หรอกครับ เพราะหมอๆ ในเรื่องเค้าเทพเกิ๊น)

บ่น
- ฉากดราม่ากับคำพูดสไตล์การ์ตู๊นการ์ตูน (เวลาพูดประโยคเด็ดๆ เท่ๆ ตัวละครจะมองหน้ากันไม่ได้ครับ ต้องยืนเยื้องๆ หันหน้าคนละทาง หรือไม่ก็ปล่อยให้อีกฝ่ายเดินสวนไปนิดนึงแล้วค่อยพูดเพื่อความเท่ แถมอีกฝ่ายห้ามหันมาด้วยนะ ฮ่าๆ
) ที่ใครเคยอ่านการ์ตูนหรือดูซีรี่ส์มาเยอะๆ อาจจะเลี่ยนประมาณนึงครับ
สรุป เป็นซีรี่ส์น้ำดี ไม่มีตบตี ไม่มีบทรัก (น้อยถึงน้อยมาก) มีแต่ดราม่า แต่ดึงดูดใจวางไม่ลงครับ
ของแถม: เพลง Hanabi แบบเต็มๆ ครับผม
เนื้อเพลงแปลไทย: http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=inmost&month=24-01-2011&group=1&gblog=3
Credit: ขอขอบคุณ คุณส้มซากุระ [ http://som-sakura.exteen.com/ ] เจ้าของบล็อกเพื่อนบ้านที่ให้ยืมแผ่นมาดู และช่วยไซโคจนบากบั่นเขียนเอ็นทรี่นี้ออกมาได้!! 

แต่จขบ.เขียนได้ดีมากๆ เกือบทุกประเด็นที่เราอยากจะเขียน จขบ.ก็ได้พิมพ์มาหมดแล้ว เพราะฉะนั้น เราไม่รีวิวแล้วนะเทอ รอรวบยอดสองภาครวด กร๊ากกกกก

เป็นภาพสวยๆ แบบ juxtapose สินะครับ เปลือกนอกที่เย็นชาของภาพสายอาชีพของหมอที่ต้องสนใจกับเป้าหมายหลักของอุดมการณ์ และ สนใจกับงานที่เครียดในแต่ละวัน ซ่อนไว้กลับความอบอุ่น ปรัชญา ชีวิต และ รวมไปถึง "ความรัก" ซึ่งแม้ไม่ใช่ความรักกุ๊กิ๊ก อิ๊อ๊ะ แต่ความรักที่สีจืดจางและไม่เคยจางหาย มันหนีไม่พ้นความรักในครอบครัวอยู่แล้วละครับ
ครอบครัวที่อุส่าแบ่งซีรีย์ดีๆกันนะครับ
ปล ฮ่าๆๆๆ ผมขำตอน "ยุ้ย" เนี่ยแหละ ผมกับเพื่อนชอบเรียกเขาด้วยช่วยนี้นะ ฮาดี
#1 By Notti Sweettoothi on 2011-06-14 06:09