ความเดิมตอนที่แล้ว: คลิก Ch.1

ย้อนความกันนิดหน่อย ตอนที่แล้วตัดจบตรงที่คณะของเรากำลังจะขึ้นเครื่องบินเล็กที่จะบินตรงสู่บอตสวานาครับ เอาเป็นว่าไม่ต้องเกริ่นอะไรให้มากความ มาเดินทางกันต่อเลยดีกว่า Embarassed

 
 

 

คู่มือความปลอดภัย Air Botwana ครับ เห็นมั้ยว่าสายการบินที่นี่ใจป้ำมาก ให้ออกซิเจนกันคนละถังเลยทีเดียว (ฮา)

 

 

อาหารที่ยากจะบรรยาย

เครื่องบินเล็กของ Air Botswana ก็นับว่าสะดวกสบายดี บริการในเครื่องครบถ้วนตามมาตรฐานที่สายการบินจะพึงมีครับ มีน้ำผลไม้กับของกินเสิร์ฟครบครัน (ของกินนี่แหละสำคัญ)

แต่เมื่ออาหารมาถึงผมจึงรู้ว่าประเมินเขาสูงไปหน่อย เพราะอาหารนี่มัน อืมมมมม….จะบรรยายยังไงดีล่ะ เอาเป็นว่า อันทางขวานะครับ คล้ายๆ กับคีชไส้ชีสกับผักขม ที่ซื้อมาร้อนๆ จากเบเกอรี่ แล้ววางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องซัก 1 วันเต็มจนเหนียวหนืดเย็นชืด จากนั้นจึงเอามากิน!! Foot in mouth ส่วนทางขวาคือเปาะเปี๊ยะครับ ต่างกันตรงที่มันไม่กรอบ…และไม่มีอะไรเป็นไส้นอกจากผัก ผัก ผัก และผัก เอาเป็นว่านี่คงเป็นอีกมื้อที่จะลืมไม่ลงเลยทีเดียว Foot in mouth

 

หลังจากอาหารที่ไม่มีอะไรน่าจดจำ เราก็บินกันต่อประมาณ 2 ชั่วโมง และร่อนลงที่ Maun International Airport ครับ

 

 

ตัวสนามบินก็เป็นอาคารสี่เหลี่ยมธรรมดาๆ ไม่มีตกแต่งอะไรเป็นพิเศษ ถ้าใครเคยไปสนามบินต่างจังหวัดในเขตแล้งๆ หน่อย อย่างสนามบินอุดรแล้วล่ะก็ บรรยากาศมันก็ประมาณนั้นล่ะครับ พื้นโล่งๆ แดดจ้าๆ ฟ้าไม่มีเมฆให้เห็นซักก้อน (นี่ก็อีกหนึ่งในเอกลักษณ์แอฟริกาครับ โอกาสจะได้เห็นเมฆบนฟ้านั้นน้อยมากๆ เลยทีเดียว)

 

เนื่องจากคณะเราเลือกมาเที่ยวตอนหน้าหนาวของที่นี่ เลยไม่มีปัญหาเรื่องอากาศร้อนเท่าไหร่ ตอนกลางวันแค่ใส่แจ๊คเก็ตบางๆ ก็พออยู่ได้ แต่แดดช่วงเที่ยงๆ บ่ายๆ ก็นับว่าแรงมากเหมือนกัน

 

ห้องตรวจคนเข้าเมือง

พอเข้ามาปรากฎว่าสนามบินมันหลอกตาครับ เห็นข้างนอกใหญ่ๆ พอเดินเข้ามามีพื้นที่ใช้สอยอยู่จึ๋งเดียว สายพานกระเป๋าก็ไม่มี (เพราะที่ขนมากับเครื่องบินมีนิดเดียว เลยเอามากองให้ผู้โดยสารเลือกหยิบได้เลย) ส่วนของตึกที่พวกเราจะใช้ได้ มีแค่ 2 ห้องใหญ่ๆ ครับ คือห้องตรวจคนเข้าเมือง (ตามรูป) กับห้องที่ให้คนที่มารับมายืนรอถือป้าย ส่วนที่เหลือคือออฟฟิศสำหรับเจ้าหน้าที่

 

ทีนี้ต้องบอกก่อนว่าบอตสวานาเป็นประเทศที่ภาคภูมิใจในตัวเองมากครับว่า ประเทศนี้ไม่มีการคอรัปชั่นเลย!! ดูเป็นอะไรที่น่าชื่นชมจริงๆ นะครับ ในสนามบินเขาก็มีป้ายประกาศแปะไว้ข้างในเลย ข้อความประมาณว่าข้าราชการบอตสวานาบริการจริงใจโปร่งใสไม่มีการรับสินบนใดๆ แน่นอน!! (ลองให้ประเทศเราติดประกาศแบบนี้สิ จะถ่ายไปลงเว็บ fail)

 

 

ให้มา 3 บรรทัดเพื่อ!!?? (/ยกป้าย FAIL)

 

แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเมื่อเรายื่นเอกสารประกอบวีซ่าสำหรับเข้าเมืองแล้ว อยู่ดีๆ เจ้าหน้าที่หน้าโหดๆ แกก็บอกครับว่า แบบนี้ใช้ไม่ได้!! เราต้องนั่งกรอกวีซ่ากันใหม่ในสนามบินนั่นเลย พร้อมทั้งเข้าไปสัมภาษณ์กับ จนท. ทีละคน

เอาล่ะสิพี่น้อง จะเถียงก็เถียงไม่ได้เพราะนักท่องเที่ยวชาวเอเชียที่มาอยู่กลางแอฟริกานั้นก็เหมือนอ้อยที่อยู่ในปากช้าง(แอฟริกา) เราก็เลยเริ่มกรอกเอกสารกันใหม่ เอกสารที่ให้มาก็ประหลาดสิ้นดี มีอย่างที่ไหนให้เขียนวันที่แต่ดันให้เนื้อที่สำหรับเขียนมา 3 บรรทัด!! แต่พอวันที่ขาออกดันให้บรรทัดเดียวซะงั้น Foot in mouth

หลังจากกรอกเอกสารอย่างมึนๆ จนเสร็จสิ้นแล้วก็เข้าไปสัมภาษณ์กับ จนท. ในออฟฟิศครับ ซึ่งวัฒนธรรมการทำงานของที่นี่คือจะไม่ใช้คอมในการบันทึกชื่อคนเข้าเมือง แต่จะใช้สมุดรายชื่อ (นึกถึงสมุดปกแข็งสีน้ำเงินเล่มใหญ่ๆ ที่ออฟฟิศไทยชอบใช้กัน แต่หนากว่าประมาณ 2-3 เท่า และดูจะมีอายุเก่าแก่กว่าคนที่ใช้ 2-3 เท่าเช่นกัน) มาบันทึกชื่อคนแทน

ซึ่งตอนที่คณะเราเริ่มเข้าไปลงชื่อ พี่แกก็แสดงวิธีการทำงานอย่างสบายๆ ไม่เร่งรีบ นั่นคือการหยิบไม้บรรทัดมาตีตารางในสมุดอย่างละเอียดบรรจง ค่อยๆ ตีทีละเส้น พลางวัดไปด้วยว่าแต่ละคอลัมน์กว้างกำลังดีรึเปล่า ก่อนจะส่งสมุดให้เราเซ็น!! (เสียไปอีก 10 กว่านาที) ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่านั่นคือวัฒนธรรมการทำงานของคุณพี่ ที่ต้องให้ตารางลงชื่อเนี้ยบประหนึ่งไฟล์ excel  หรือเขาตั้งใจทำให้มันช้าเองกันแน่ Laughing 

 

ตอนนี้คณะเราเริ่มตั้งข้อสงสัยครับว่า นี่มันเป็นแผนการทรมานนักท่องเที่ยวเพื่อรีดเอาสินบนสินะ!! แต่ก็ไม่มีใครคิดจะไปจ่าย

จนเวลาเป็นชั่วโมงผ่านไป เริ่มมีคนจากด้านนอก (จากห้องที่ให้คนมายืนรอรับ) พยายามจะเข้ามาหาพวกเรา หันไปเห็นเป็นผู้หญิงฝรั่งผิวขาวคนนึงจึงได้รู้ว่า นี่คือหัวหน้าบริษัททัวร์ Bush Ways Safaris ที่เราจองทัวร์ไว้นี่เอง จริงๆ พี่เขามานั่งรอนานแล้วครับ เลยพยายามเข้ามาตามพวกเรา แต่อีตา จนท. ก็รีบกันตัวออกไป ไม่ให้เข้ามาในเขต ตม. ได้

 

ผมเห็นเขาแล้วพลันก็เกิดความซาบซี้งเต็มตื้นขึ้นในใจ นี่พี่เขาตั้งใจจะมาช่วยเราไปจากวงล้อมของเจ้าหน้าที่พวกนี้ใช่ไหม !!???  Tongue outTongue out 

แต่แล้วคุณน้าคนหนึ่งในคณะก็ทำฝันนั้นพังทลายด้วยการบอกว่า จริงๆ เธอคงอยากรีบกลับบ้านมากกว่า เพราะหน้าที่คุณเธอคือมาทักทายพวกเราแล้วส่งตัวต่อให้ไกด์แค่นั้นเอง!! Foot in mouth

 

หลังจากผ่านพ้นนรก ตม. มาได้โดยใช้เวลาน่าจะเกือบๆ สองชั่วโมง เราก็มาทักทายหัวหน้าบริษัททัวร์ ซึ่งเธอก็แนะนำให้พวกเรารู้จักกับไกด์ครับ ไกด์ของคณะเรามีนามว่า เอ็ดดี้ (Eddy) เป็นหนุ่มร่างสูงดำไปทุกสัดส่วนยกเว้นฟัน (ซึ่งเห็นบ่อยมากเพราะยิ้มยิงฟันตลอด) สูงก็ราวๆ สองเมตรตามมาตรฐานชายแอฟริกัน

 

 

ทางขวาของรถคือคุณไกด์ครับ

โฉมหน้ารถที่เราจะใช้ท่องป่ากันครับ เขาโฆษณาว่าออกแบบมาให้ใช้ดูสัตว์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ (หรือว่ากันจริงๆ ก็คือ แทบจะไม่มีผนังเลย) ส่วนกระเป๋าก็กองไว้ตรงที่นั่งแถวหลังสุดนั่นแหละ

ทริปนี้เขาห้ามใช้กระเป๋าแบบแข็งๆ นะครับเพราะจะขนลำบาก แล้วเราต้องเอากระเป๋าใส่รถไปด้วยตลอดทริป เลยไม่ควรจะเอาของมามาก หลักๆ ก็คือเสื้อผ้า (ซึ่งเอามาไม่ครบวันเพราะเราจะไปซักกันกลางป่า!!) อุปกรณ์อาบน้ำ ชุดกันหนาว ครีมกันแดด ไฟฉาย กล้อง เท่านั้นเอง

 

 

Supermarket ในเมือง

 

ข้างในก็ไม่ได้ต่างจากบ้านเราซักเท่าไหร่

 

หลังจากทักทาย บลาๆๆๆๆๆๆ กันเสร็จแล้วก็ตรงเข้าเมืองไปซื้อเสบียงครับ ของกินส่วนใหญ่เราขนมาจากเมืองไทยแล้วเลยไม่ต้องซื้อเพิ่ม แต่ที่ต้องเตรียมเลยก็คือน้ำครับ เพราะเรากำลังจะบุกฝ่าทุ่งอันแห้งแล้งของแอฟริกาติดกัน 7-8 วันโดยอาจไม่มีที่ให้ซื้อน้ำกินเลย

 

 

คณะเราซื้อน้ำรวมทั้งหมด 25 ขวด ขวดละ 5 ลิตร สำหรับกินกัน 9 คนครับ (เผื่อสำหรับเกือบๆ 10 วัน)

 

หลังซื้อน้ำเสร็จก็บ่ายแก่ๆ แล้ว เอ็ดดี้เลยขับพาเราไปที่พักประจำคืนนี้ครับ ในคืนแรกเราจะพักกันที่ Island Safari Lodge ที่ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำทามาคาลาเน่ (Thamakalane River) เพราะอยู่ใกล้แม่น้ำนี่แหละ บรรยากาศที่นี่เลยไม่แห้งแล้งแบบที่เรานึกภาพกัน ออกจะคล้ายๆ ป่าด้วยซ้ำเพราะปลูกต้นไม้ไว้เยอะมาก

 

 

 

ที่พักของพวกเราเป็นกระต๊อบครับ หลังคาทำจากไม้หรือฟางอะไรซักอย่างนี่แหละเอามาสานๆ กัน ข้างในก็สะอาดดูดีมากทีเดียว แต่พอมาเจอห้องน้ำนี่ก็มีอันต้องเครียดอีกแล้ว เพราะมันมีฝักบัว 2 อันติดไว้ 2 ข้างของห้องฝักบัว ฝักบัวแรกมีทั้งน้ำร้อนน้ำเย็น แต่ดันปล่อยน้ำออกมาแบบปิ๊ดๆ ขมิบปริบปรอย ส่วนฝักบัวสองปล่อยน้ำได้ต่อเนื่องแต่ดันมีแต่น้ำร้อน!! อากาศตอนกลางคืนที่นี่ก็นับว่าหนาวทีเดียว สุดท้ายผมจึงจำต้องใช้วิชา “วิ่งผ่านน้ำ” เพื่อให้การอาบน้ำจบๆ ไปในที่สุด  Undecided

 

 

แม่น้ำ ทามาคาลาเน่ (จะชื่อยาวไปไหน - -) ยามพระอาทิตย์ตก

 

 

เมื่อฟ้าเริ่มมืด ช่วงเวลาที่พวกเรารอคอยก็มาถึง ใช่แล้วครับ