[Africa] Ch.3: หรรษาซาฟารี (1)

posted on 16 Jun 2011 22:51 by simpskwan in AfricaAdventure directory Travel

ความเดิมตอนที่แล้ว: คลิก  Ch.1, Ch.2

 

หนึ่งในความทรมานอันยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ คงไม่พ้นการที่ต้องตื่นและลุกออกมาจากผ้าห่มนุ่มๆ ตอนเช้ามืด ในวันที่อากาศเหน็บหนาว

แต่กระนั้น ผมก็ยังต้องฝืนรับความทรมานนั้นในเช้าวันนี้ครับ

นั่นก็เพราะวันนี้เอ็ดดี้จะขับรถมารับเราที่โรงแรม เพื่อเริ่มการทัวร์ซาฟารีตอน 8 โมง

ซึ่งถ้าไม่ตื่นภายใน 7 โมง ก็คงต้องอดอาหารเช้าเป็นแน่ Tongue outTongue out

แม่น้ำข้างๆ โรงแรมในยามเช้า

หลังจากล้างหน้าล้างหัวในอ่างเรียบร้อยแล้ว (เนื่องจากไม่กล้าไปเสี่ยงกับฝักบัวประหลาด ซึ่งจนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่ามันใช้ยังไง!!) ก็ได้เวลาของอาหารเช้าครับ

อาหารเช้าที่นี่เป็นสไตล์ฝรั่งแบบที่พบได้ตามโรงแรมทั่วไป แต่ที่ชอบเป็นพิเศษคือออมเล็ตของเขา

ที่ทำออกมาเป็นแผ่นบางๆ ใหญ่ๆ คล้ายๆ เครป มากกว่าจะเป็นก้อน ๆ เปียกๆ แบบที่เราคุ้นเคยกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

เวลาแปดโมง คุณไกด์ของเราก็มาถึง หลังจากที่โหลดกระเป๋าขึ้นเครื่องไปแล้ว แกก็บรีฟแผนการเที่ยวของพวกเราให้ฟังกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จุดแรกที่เราจะไปลุยกันก็คืออุทยานโมเรมี (Moremi Game Reserve)  ซึ่งเป็นที่ลุ่มหนองบึงทางตอนเหนือของบอตสวานาครับ (ที่ชี้ในรูป)

ที่นี่เขา (บริษัททัวร์) ว่ากันว่าเป็นจุดดูสัตว์จุดนึงที่ดังที่สุดของประเทศนี้เลยแหละ

จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็ออกรถครับ (ตอนนี้คณะของเรา ประกอบด้วยพวกเราคนไทย 9 คน เอ็ดดี้ที่เป็นไกด์ กับผู้ช่วยอีก 2) ช่วงแรกข้างทางยังไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่นอกจากต้นไม้แห้งๆ กับทรายสีออกเทาๆ มองไปทางไหนก็มีแต่ความแห้ง แห้ง และแห้ง (ท่านผู้อ่านคนไหนเคยไปเขาชนไก่มาแล้ว สภาพก็ประมาณนั้นแหละ แต่เปลี่ยนจากฝุ่นแดงเป็นฝุ่นสีเทาแทน)

ส่วนบ้านเรือนที่เห็น ก็ออกแนวบล็อกสี่เหลี่ยมคล้ายๆ กันหมด บ้างก็มีทาสีแบบซีดๆ หรือมีโปสเตอร์สินค้าทั้งหลายแปะตกแต่งบนผนังด้านนอกไว้บ้าง

 

 

สกิลเทพของผู้หญิงแอฟริกา คือการถือทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยใช้หัวครับ อันนี้แบบเบสิคๆ คือยกผลไม้ Cry

นั่งรถกันไปซักพักเราก็เริ่มเข้าสู่เขตป่ากันแล้วครับ ก็ยังแห้งอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ แต่สองข้างเริ่มเห็นต้นไม้เยอะขึ้น

 

 

ป้ายทางเข้าหน้าอุทยานโมเรมี

ของน่าสนใจอย่างแรกที่เราเจอคือรังนกครับ เป็นรังขนาดใหญ่มากๆ แบบที่บางรังคลุมต้นไม้ไปครึ่งต้นเลยทีเดียว ที่ใหญ่ขนาดนี้ ไม่ใช่ว่านกที่ทำรังจะเป็นนกยักษ์ที่ไหนหรอกครับ แต่เป็นเพราะมีนกหลายตัวช่วยกันทำรังตะหาก

 

เอ็ดดี้บอกว่านกเจ้าของรังคือนก Weaver (มาจาก weave ที่แปลว่าถักทอ) ซึ่งรังนึงมันจะแชร์กันหลายครอบครัวมาก แต่ละครอบครัวก็จะมีเขตแยกของตัวเองอยู่ด้านใน เรียกได้ว่าเป็นเหมือนคอนโดของนกนั่นเอง

 

 

ถึงจะแล้งแต่ก็ยังพอมีความสดใสซ่อนอยู่ในกอหญ้า มันคือลูกอะไรก็ไม่รู้สีเหลืองสุกอร่ามน่าลิ้มลองเป็นยิ่งนัก

แต่เอ็ดดี้เตือนว่าถ้ากินนี่ตายนะครับเพราะมันเป็นผลไม้นามว่า “แอปเปิ้ลอาบยาพิษ” (Poisoned Apple) ซึ่งไม่มีสัตว์ตัวไหนกล้าแตะ Sealed ป่าแอฟริกานี่ช่างน่ากลัวจริงๆ  Foot in mouth

 

 

และแล้วสรรพสัตว์ก็เริ่มโผล่มาให้เราเห็นครับ ตัวแรกที่เจอคืออิมพาลา (Impala) สัตว์ประเภทกวางตัวไม่ใหญ่มากที่เจอได้ทั่วทุ่งแอฟริกา คณะเราก็ตื่นเต้นกันมากกก จอดรถถ่ายกันทุกซอกทุกมุม ซึ่งอิมพาลาเขาก็น่ารักมากครับยืนนิ่งให้ถ่ายไม่มีหนีเลย

 

อิมพาลาเป็นกวางที่สวยดีนะครับ ขนดูเรียบลื่นมาก เขาบนหัวก็ไม่หรูหราแต่สง่าสมส่วน

 

เอ็ดดี้บอกเราว่าอิมพาลาของที่นี่อยู่ดีกินดีกันทุกตัว สังเกตได้ว่าไม่มีตัวไหนผอมจนเห็นซึ่โครงเลย

แถมยังบอกด้วยว่าเดี๋ยวพอวันหลังๆ เราจะเห็นเจ้าตัวนี้กันจนเบื่อไปเลย ซึ่งก็จริงครับเพราะมันเป็นสัตว์ที่มีประชากรเยอะมาก ถ้าเปรียบเทียบเป็นโปเกมอนก็คงเป็นพวกเห็บหอย level 10 นิดๆ ที่ไปลุยกอหญ้าตรงไหนก็เจอนั่นแหละ Foot in mouth

ช่วงสายๆ ก็หยุดรถกินของว่างกันครับ ซึ่งทางทัวร์แพ็คเอาผลไม้มาให้พวกเรากินกันเรียบร้อย กินกันตรงข้างทางกลางป่านั่นแหละ

 

ตรงทางเข้าอุทยาน จะมีกระดานเอาไว้จดด้วยว่าพบสัตว์หายากที่ไหน มีกี่ตัว อายุประมาณไหน จะเห็นได้ว่า จนท. ของเขาใส่ใจสัตว์กันจริงๆ

 

นกพันธุ์นี้เจอได้บ่อยมากในทุ่งแอฟริกา เขาบอกว่ามันชื่อ Hornbill หรือก็คือนกเงือกของบ้านเขานั่นเอง เจ้าตัวนี้ยังเป็นดาราใหญ่ใน Lion King ด้วยครับ รับบทเป็น Zazu ที่เป็นเลขาพระราชานั่นแล

 

ดาราใหญ่อีกท่านที่เราเจอคือยีราฟครับ ตัวนี้น่าตื่นเต้นกว่าเยอะเลยเพราะหน้าตาเป็นเอกลักษณ์มาก แต่นิสัยออกจะขี้อายกว่ากวางนิดหน่อย เพราะพอเห็นรถพี่แกก็เดินหลบเข้าป่ากันหมดซะแล้ว

 

การถ่ายยีราฟแบบที่สวยที่สุดคือถ่ายตอนชูคอจากด้านข้างครับ เพราะคอมันโค้งได้สวยงามมาก

 

 

และแล้วหลังจากขับต่อมาพักหนึ่ง เราก็ได้เจอกับเซเล็บระดับเอลิสต์แห่งแอฟริกาเข้าจนได้ ทวนความจำก่อนว่าสัตว์ที่เป็น Big Five นั้นประกอบด้วย ช้าง แรด ควายป่า เสือดาว และสิงโต ซึ่งถ้าได้เจอครบทุกตัวก็ถือว่าการเที่ยวซาฟารีนั้นคุ้มค่าอย่างที่สุดครับ (เปรียบเทียบได้กับ โปเกมอนในตำนานระดับบอส level 50 ขึ้นไป) Cry

 

 

ซึ่ง Big Five ตัวแรกของพวกเราคือช้างครับ มากันเป็นโขลงใหญ่เลยทีเดียว

ช้างเป็นสัตว์ที่มีความผูกพันในครอบครัวสูงมากครับ สังเกตได้ว่าถ้าเจอคนมันจะเอาตัวบังลูกไว้ตลอด

 

ตอนเที่ยงก็ได้เวลาพักกินข้าวกัน ซึ่งก็กินกันกลางป่าเหมือนเดิมจุดกินข้าวก็เป็นที่โล่งๆ มีต้นไม้เป็นเงาทำให้นั่งได้สบายพอดี

เก้าอี้พับได้ที่แพ็คไว้ในรถพ่วงเช่นกัน

สถานที่กินข้าวของเราอยู่กลางป่าไกลถนนพอควรเลยครับ แต่คุณไกด์ของพวกเราก็ขับรถพาไปได้อย่างแม่นยำ ซึ่งก็ไม่มีใครเข้าใจว่าพี่ท่านใช้อะไรนำทางกันแน่!!

 

ดีกรี (หรือที่บางคนในกรุ๊ปแอบแปลชื่อให้ว่า นายองศา) Foot in mouth กุ๊กของพวกเราเอง

 

อาหารทุกอย่างสำหรับทริปนี้จะแพ็คมาในรถพ่วงครับ ซึ่งก็เป็นรถพ่วงที่เท่จริงๆ เพราะพอเปิดออกมาข้างในนั้นมีทุกอย่างสำหรับการทำครัวอยู่หมด แถมฝาที่เปิดออกมายังใช้เป็นโต๊ะทำครัวได้อีก

ของกินกลางวันนี้ก็ง่ายๆ ไม่มีอะไรมาก ขนมปัง ชีส แฮม สลัดแบบแพ็คง่ายๆ กินได้ทันที หน้าตาดูไม่น่ากินเลยใช่มั้ยล่ะครับ แต่พวกเราก็ได้เตรียมทางแก้ไว้แล้ว

 

ขนมปังใดๆ ในโลกก็อร่อยได้ถ้ากินกับน้ำพริกเผา กับหอยลายกระป๋องตาปลายิ้ม!! ใครจะไปต่างประเทศ โปรดจำไว้ว่าเครื่องปรุงเหล่านี้จะช่วยชีวิตท่านได้ เมื่อต้องเจอกับอาหารจืดชืดครับ Undecided

  

หลังอิ่มหนำกันแล้วก็ออกเดินทางต่อ เจอกวางอีกพันธุ์ที่เอ็ดดี้บอกว่าชื่อ เซสเซเบ้ ตัวจะใหญ่กว่าพวกที่เจอตอนเช้านิดหน่อย (ตามรูปข้างบน)

อุปสรรคอย่างนึงของการเดินทางในอุทยานโมเรมีคือที่นี่บึงเยอะมากครับ และแต่ละบึงจะมองจากไกลๆ ไม่เห็นซะด้วยเพราะโดนหญ้าบังไว้หมด มีอยู่ครั้งนึงที่เราไปเจอบึงขวางถนน ด้วยความที่เอ็ดดี้กลัวน้ำจะท่วมเข้ามาถึงในรถ ก็เลยขับอ้อมไปซะไกล แต่ดันไปเจอบึงใหญ่กว่าขวางอยู่อีก พี่ท่านเลยขับลุยลงไปเลยซะงั้น!! Foot in mouth

ระหว่างกำลังลุยบึง

 

คราวนี้เจอตัว วิลเดอร์บีสท์ ด้วยครับ เป็นตัวคล้ายๆ วัวผอมๆ หัวทู่ๆ ใครเคยดู Lion King ก็อาจจะจำได้ว่าเป็นฝูงวิลเดอร์บีสท์นี่แหละที่เหยียบพ่อซิมบ้าตาย (อ๊ะ เผลอสปอยไปซะแล้ว!!) Sealed

 

ประมาณบ่าย 2-3 เราก็มาถึงที่ตั้งแคมป์ในที่สุด มีป้ายติดไว้ชัดเจนเลยว่าเป็นเขตที่อุทยานเตรียมไว้ให้นักท่องเที่ยวมาอยู่กันได้ แต่พวกสัตว์มีหรือที่จะสน ดังนั้นเราจะเห็นกวาง ช้าง ยีราฟ เดินผ่านเขตตั้งแคมป์ของเราไปในระยะที่ใกล้มากๆ ครับ ซึ่งก็ตื่นเต้นดีอยู่หรอก แต่ก็แอบน่ากลัวอยู่เหมือนกัน

 เชื่อมั้ยว่าตอนผมถ่ายภาพนี้ ผมยืนอยู่กลางที่ตั้งแคมป์ของพวกเรานี่แหละ แทบจะไม่ได้ซูมเลยด้วย!!

พอมาถึง สิ่งแรกที่ทีมงานของเราเริ่มทำกันเลยคือก่อไฟ และขุดส้วมครับ

จากนั้นก็ต้มน้ำสำหรับทำอาหารและชงชากาแฟ ส่วนเก้าอี้ก็กลายสภาพมาเป็นที่กันลมรอบกองไฟชั่วคราว

 

และแล้วก็มาถึงหนึ่งในไฮไลท์ของทริปเรา นั่นก็คือโอกาสที่ก้นของท่านจะได้สัมผัสส้วมสุดหรูกลางป่าทึบครับ!!Undecided

วิธีใช้ก็ไม่มีอะไรมาก หลังจาก"ปล่อยของ"กันเสร็จแล้วก็จัดการใช้กองดินด้านหลังกลบลงไปนิดหน่อย กลบเฉพาะส่วนของตัวเองนะครับ ห้ามใช้ดินเปลืองด้วยเพราะเดี๋ยวคนที่เข้าหลังๆ จะเจอส้วมเต็ม

ตรงเสาขึงผ้าใบหน้าส้วมจะมีกระดาษทิชชู่แขวนไว้ครับ ใครเข้าไปใช้ส้วมก็หยิบกระดาษเข้าไปด้วย คนข้างนอกไม่เห็นกระดาษก็จะรู้ว่ามีคนใช้อยู่ เห็นมั้ยล่ะครับว่าสะดวกไม่แพ้โรงแรมห้าดาวเลยทีเดียว Wink

 

พอมองลงไปในหลุม เราจะได้เห็นมดแมลงตัวไม่น้อยตรงก้นหลุม ที่รอของกินจากพวกเราอยู่ครับ ดังนั้นระหว่างปล่อยของก็เหมือนได้ทำบุญทำทานให้สัตว์โลกไปในตัว (ถ้ามันไม่โดนอะไรๆ ที่หล่นลงหลุมบี้ตายไปซะก่อนนะ)

 

พอเคลียร์พื้นที่เสร็จก็ตั้งเต๊นท์กันครับ เต๊นท์ของเขาจะเก่าหน่อย แต่ผนังหนามาก

 

ประดิษฐกรรมที่สุดยอดที่สุดของแคมป์เรา นอกจากส้วมแล้วคงไม่พ้นสิ่งนี้ครับ ฝักบัวกลางป่านั่นเอง ใช้วิธีใส่น้ำร้อนเข้าไปในกรวยผ้าใบในรูป แล้วเอาเชือกแขวนไว้กับกิ่งไม้ ตรงก้นกรวยมีหัวฝักบัวติดอยู่ พอเราหมุนตรงหัวน้ำก็จะลงมาเป็นสายๆ แบบฝักบัวตามแรงโน้มถ่วงของโลก!! ดังนั้นคุณก็สามารถอาบน้ำอย่างหรูได้แม้อยู่กลางป่า ต้องคารวะไอเดียของคนที่คิดเจ้าสิ่งนี้ขึ้นมาเล