[Africa] Ch.4: หรรษาซาฟารี (2)
posted on 23 Jun 2011 03:23 by simpskwan in AfricaAdventure directory Travelความเดิมตอนที่แล้ว: คลิก Ch.1 , Ch.2 , Ch.3

วันนี้พวกเราตื่นกันตอน 6 โมงตรงครับ ตื่นแบบไม่ง่วงเลยด้วย เพราะตอนอยู่เมืองไทยไม่เคยเข้านอนเร็วขนาดนี้ เอ็ดดี้เล่าว่าเมื่อคืนมีไฮยีน่ามากินของเหลือในแคมป์กันใหญ่ แต่ผมหลับยาวเลยไม่เห็น เป็นเรื่องน่าเสียดายมากครับเพราะก่อนนอนผมอุตส่าห์ยอมหนาว นอนเต๊นท์แบบเปิดม่าน โดยหวังว่าจะได้รับเสียงสัตว์จากทั่วทุกสารทิศ!! แต่สุดท้ายลืมตาขึ้นมาได้ยินแต่เสียงคนซะงั้น (เพราะทุกคนตื่นกันหมดแล้ว) 
สำหรับอาหารเช้า กุ๊กของพวกเราก็โชว์เทพอีกครั้ง ด้วยการอบขนมปังทั้งแถวใหญ่ๆ จากกองไฟธรรมดาๆ นี่แหละ! เขาบอกว่าแค่ผสมแป้ง ยีสต์ และอื่นๆ ทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เสร็จแล้วก็ห่อฟอยล์ใส่ภาชนะแล้วอบกลางกองไฟก็เป็นอันเสร็จแล้ว แต่ขนมปังที่ทำออกมานี่ไม่แพ้ของในห้างเลยทีเดียว
พอทำธุระส่วนตัวเสร็จ ราวๆ 7 โมงก็ขึ้นรถออกไปดูสัตว์อีกรอบ ตารางวันนี้ก็เหมือนเมื่อวานครับคือ ตอนเช้าดูสัตว์ => ตอนบ่ายกลับมาพักที่แคมป์ => ตอนเย็นออกไปดูสัตว์อีกรอบ
ว่าแล้วก็ไปดูรูปกันเลยดีกว่า

From the day we arrive on the planet. And blinking, step into the sunnn...(เปิด OST Lion King ไปด้วย เพื่อเพิ่มอรรถรสในการชมภาพ) 
การดูสัตว์ตอนเช้านี่มีข้อดีคือแดดจะไม่แรงมากครับ แสงจะออกสีส้มๆ ช่วยให้ถ่ายรูปได้สวยด้วย บรรยากาศชวนให้นึกถึงฉากเปิดของ Lion King ที่มีเพลง Circle of Life ขึ้น ประกอบภาพสรรพสัตว์เดินออกมารับแสงอาทิตย์นั่นแหละ (เป็นเพลงที่ฟังกี่ทีก็ขนลุกซู่ๆๆๆ จริงๆ นะ)
แต่ข้อเสียคืออากาศมันหนาวมากกกกกกกก ยิ่งรถวิ่งเร็วๆ ผนังหน้าต่างก็ไม่มีด้วย สายลมอันหนาวเหน็บก็จะกระหน่ำฟาดลงบนใบหน้าพวกเราอย่างไม่ปรานี ทุกคนเลยต้องห่อตัวในผ้าห่มที่เขาแจกให้กันหมด (ซึ่งผ้าที่ใช้มันเป็นผ้าเทาๆ เนื้อหนาๆ ดูแล้วคล้ายผ้าเช็ดเท้าบ้านเราอย่างไรชอบกล!) 

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของต้นไม้ในแอฟริกาคือต้นมันจะบิดๆ งอๆ ครับ อย่างในภาพเป็นต้น

เราวนกลับไปที่แหล่งน้ำที่เจอฮิปโปเมื่อวาน คราวนี้เจอตัวนึงขึ้นมาอยู่บนฝั่งแล้วครับ เอ็ดดี้บอกว่าฮิปโปนี่จริงๆ มีระยะหากินไกลมาก คือตอนกลางคืนมันจะเดินกินหญ้าไปเรื่อยๆ ไกลจากน้ำเป็นกิโลเลยทีเดียว แต่พอตอนเช้าก็จะกลับลงน้ำดังเดิม


ตัวนี้เป็นนกคล้ายๆ ไก่งวง เรียกกันว่ากินนี่ฟาวล์ (Guinea fowl) อ้วนๆ กลมๆ เดินบิดไปบิดมาเป็นแถว แลดูน่ารักน่ากินเป็นอย่างยิ่ง 


ขับรถมาซักพักก็เจอรถของบรรดาทัวร์ฝรั่งที่จอดมุงอะไรซักอย่างกันใหญ่ ปรากฎว่าเป็นเสือชีตาห์ครับ!!

นี่คือกลุ่มฝรั่งมุง มาแบบรถส่วนตัวไม่พึ่งทัวร์ซะด้วย

ชีตาห์นี่ก็นับว่าเป็นไฮไลท์อย่างนึงที่ใครๆ ก็อยากเจอเหมือนกัน ถึงจะไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับ Big Five ก็ตาม เอ็ดดี้บอกว่าคนมักจะสับสนชีตาห์กับเสือดาว แต่จริงๆ ชีตาห์จะหุ่นบอบบางกว่าเยอะครับเพราะต้องวิ่งไล่เหยื่อแบบไกลๆ บนพื้น ตรงหน้าก็จะมีรอยสีดำพาดจากตาลงมาที่แก้มด้วย เขาเรียกกันว่ารอยน้ำตา (tear mark) ผมว่าดูแล้วน่ารักกว่าเสือดาวเยอะเลยนะ
ชีตาห์ที่เราเจอมันอยู่ไกลมากครับแถมโดนหญ้าบังอีก บรรดารถของทุกคณะทัวร์ (รวมกันก็ 3-4 คัน) เลยต้องขับวนไปวนมาอยู่อย่างนั้นเพื่อจะหามุมถ่ายรูปให้ดีที่สุด พอรถเราสวนกับรถฝรั่งเข้า พวกเขาเหล่านั้นหันมาเห็นหัวดำๆ เต็มคันรถก็แสดงไมตรีด้วยการทักทาย "こんいちは!" (คนนิจิวะ) ในทันที!!

เอิ่มมมม.......เอาเป็นว่า.....ก็ต้องทำใจนะครับว่าในสายตาเขาคนเอเชียล้วนเหมือนกันหมดจริงๆ ดูอย่างตอนมันสร้างหนังสิ เอามิเชลโหย่วมาเล่นเป็นเกอิชาบ้าง เอาโจเหวินฟะมาเล่นเป็นผู้เฒ่าเต่าบ้าง (แต่จริงๆ คนเอเชียเรายังแยกกันเองไม่ค่อยออกเลยล่ะเนอะ 555)

ของกินระหว่างดูสัตว์ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพราะช่วงที่ต้องนั่งเฉยๆ เพราะไม่มีตัวอะไรโผล่มาก็มีเหมือนกัน โดยพวกเรามีธรรมเนียมว่าจะฉีกซองใหม่ฉลองทุกครั้งที่เจอตัวอะไรใหม่ๆ ครับ

สะพานข้ามหนองน้ำใกล้ๆ ศูนย์อุทยาน มีป้าย NO SWIMMING ติดไว้ด้วย ซึ่งเอ็ดดี้บอกว่าถ้ามีป้ายแบบนี้ก็แสดงว่า เคยมีคนมาว่ายน้ำในนี้แล้วและถูกจระเข้กิน!!
บ่นเรื่องฝรั่งเสร็จแล้วก็ทัวร์ซาฟารีกันต่อนะครับ คราวนี้ขับไปไกลพอสมควร แต่บรรยากาศเงียบสงบมาก กวางเกิงอะไรไม่เจอเลย ซึ่งแบบนี้ก็เป็นไปได้ครับว่าอาจจะมีผู้ล่าอยู่ใกล้ๆ ซึ่งก็มีจริงๆ ซะด้วยสิ 


มันมาแล้วครับพี่น้องครับ ไฮไลท์ประจำวันนี้ก็คือ สิงโต พระเอกแห่ง Big Five สุดยอดแห่งเป้าหมายการดูสัตว์นั่นเอง!! สิงโตตัวแรกที่เจอกำลังนอนอืดอยู่ในกอหญ้าครับ ซึ่งจะมองไม่เห็นตัวเลยจนกว่าจะเข้าไปในระยะประชิด ดังนั้นพอเราขับรถฝ่าพุ่มไม้เข้าไป ในแวบแรกจะเห็นแต่หญ้า แต่พอรถเลี้ยวแล้วเปลี่ยนมุมมองนิดเดียวเท่านั้นล่ะ จู่ๆ หน้าพี่ท่านก็โผล่มาจ้องเราในระยะประชิดมาก!! ทำเอาอึ้งไปหลายวินาทีเลยทีเดียว ก่อนจะรวบรวมสติยกกล้องขึ้นมาได้ 

สิงโตตัวที่สองครับ ตัวนี้ไกลออกไปหน่อยนึง กำลังนอนอืดเหมือนกัน
สิงโตตัวผู้ใช้เวลาทั้งวันไปกับการนอนครับ ไม่ได้ออกล่าหรือทำงานบริหารสรรพสัตว์แบบในการ์ตูนที่เราคุ้นๆ กัน ไกด์บอกว่ามันจะนอนแบบนี้ทั้งวันนั่นแหละ เพราะต้องเซฟพลังงานไว้ล่าตอนกลางคืน เพราะงั้นเราสามารถถ่ายรูปได้ในระยะใกล้พอสมควร เพราะตอนนี้มัน (ยัง) ไม่สนใจจะล่าพวกเรานั่นเอง

พอรถเราเข้าไปใกล้ๆ ท่านเจ้าป่าก็แสดงความหยิ่งด้วยการลืมตาดูเพียงข้างเดียว ไม่ขยับตัวด้วยซ้ำ

แล้วก็กลับไปนอนอุตุตามเดิม 
สิงโตเป็นสัตว์ที่หยิ่งกับนักท่องเที่ยวมากครับ สัตว์ตัวอื่นเวลาเห็นรถพวกเราก็จะหันมาจ้องกันหมด ขนาดช้างหรือยีราฟตัวใหญ่ๆ ยังรีบเดินหนีเลย แต่สิ่งที่สิงโตทำคือแค่เปิดตาข้างนึงดูว่าเสียงอะไร พอเห็นว่าเป็นรถก็กลับไปนอนตามเดิมโดยแทบจะไม่ขยับตัวเลยด้วยซ้ำ!! เหมือนจะเท่ครับแต่จริงๆ คิดว่าเป็นเพราะมันขี้เกียจจะลุกหนีมากกว่า


หลังจากนั้นสิงโตตัวแรกก็ยืนขึ้นมา จะเห็นว่าตรงตัวนี่มองเห็นซี่โครงได้เป็นซี่ๆ เลย แปลว่าหลายคืนที่ผ่านมาคงจะล่าไม่สำเร็จครับ
จากนั้นพวกเราก็แวะเติมน้ำกันที่ศูนย์ดูแลอุทยานของที่นี่ ซึ่งก็บังเอิญว่าที่นี่มีห้องน้ำคุณภาพเยี่ยมอยู่พอดี !!ประหนึ่งว่าสวรรค์เห็นใจสภาพท้องไส้ของคณะเรา (ที่ไม่กล้าเข้าส้วมกลางป่า) จึงประทานโอกาสนี้มาให้ก็ไม่ปาน ระหว่างเอ็ดดี้เติมน้ำและเม้าท์กับเจ้าหน้าที่อุทยาน พวกเราจึงจัดการเข้าห้องน้ำไปปล่อยของที่คั่งค้างกันแบบ “จัดเต็ม” ครับ หุหุหุ 

ตอนขากลับแคมป์เจอแจ็คพ็อตครับ มีชีตาห์ 2 ตัวนอนอุตุอยู่ใต้ต้นไม้ข้างทางพอดี เอ็ดดี้เลยขับรถออกนอกทางไปให้เราชมอย่างใกล้ชิด

ถ้าดูที่คอ จะเห็นเครื่องติดตามที่พวกนักวิจัยเอามาติดไว้ด้วย


แดดกำลังร้อนๆ ชีตาห์จึงเอาแต่นอน นอน นอน เบียดกันน่ารักมาก (แต่ตอนตื่นคงไม่น่ารักแบบนี้) 

ขากลับเจอกวางที่เรียกว่าคูดู (Kudu) ฝูงเล็กๆ หนึ่งฝูง ตัวคูดูนี่เด่นตรงที่มีลายสีขาวๆ พาดบนตัว และเขาที่เป็นเกลียวสวยมาก เขาบอกว่าถ้าคูดูแก่ขึ้นสองปี เขาจะมีเกลียวเพิ่มหนึ่งเกลียวครับ ดังนั้นตัวใหญ่ๆ ที่มีสี่เกลียวก็แสดงว่ามีอายุเกิน 8 ปีแล้วนั่นเอง แต่เนื่องจากในรูปไม่มีตัวไหนที่มีเขา เราจะมาอธิบายอย่างละเอียดกันในโอกาสต่อไป 


กลับมากินกลางวันกันที่แคมป์ วันนี้คุณกุ๊กทำอะไรคล้ายๆ ไข่เจียวให้กิน วิธีทำก็คือตอกไข่กับเครื่องปรุงอย่างอื่นแล้วเทลงไปบนกระทะสี่เหลี่ยมอันเดิมนั่นแหละ ผลออกมาเป็นไข่แผ่นๆ พอเหยาะแม็กกี้แล้วก็นับว่าอร่อยดีทีเดียว

คุณไกด์กำลังเตรียมฝักบัวกลางป่าสำหรับให้พวกเราอาบน้ำ
ตอนบ่ายมีเวลาว่างให้พวกเราพักที่แคมป์กันนิดหน่อย ทุกคนเลยรีบฉวยโอกาสอันมีค่านี้อาบน้ำกันอย่างดุเดือด!! ใช่แล้วครับอาบน้ำโดยใช้ฝักบัวแรงโน้มถ่วงโลกสุดไฮโซที่กล่าวไปในตอนที่แล้วนั่นแหละ เนื่องจากน้ำมีจำกัดมากเราจึงต้องเปิดฝึกบัวอาบกันแบบกระปริบกระปรอย ทำให้รู้ซึ้งถึงค่าของน้ำขึ้นอีกเยอะทีเดียว
ตอนอาบน้ำนี่ก็มีอะไรฮาๆ นิดหน่อยครับ เรื่องมีอยู่ว่าคุณป้าท่านนึงในคณะ (ในที่นี้จะขอเรียกว่า คุณป้า ม.) ได้นวยนาดไปอาบน้ำในชุดผ้าถุงไทยๆ จึงโดนไกด์แซวว่า ยูใส่ชุดนี้แล้วดูเหมือนแอฟริกันเลดี้เลย!! ฟังแล้วก็นึกได้ครับว่าชุดผู้หญิงของเขาก็คล้ายๆ ผ้าถุงบ้านเราจริงๆ 

ของว่างเล็กๆ น้อยๆ ตอนบ่าย เติมความชื้นให้ร่างกายที่มีแต่ฝุ่น
หลังอาบน้ำเสร็จแล้วก็ออกไปดูสัตว์รอบเย็นกันด้วยอารมณ์สุขสดชื่นผิดกับรอบเช้าครับ
คราวนี้ไปเจอวิลเดอร์บีสท์เข้าอีกฝูง คุณไกด์เลยได้โอกาสเสริมความรู้ว่าไอ้ตัวนี้เนี่ยมันมีกระเพาะถึง 4 กระเพาะเชียวนะ!! โดยที่เวลามันกินหญ้าก็จะกลืนเข้าไปในกระเพาะ #1 ก่อน เสร็จแล้วก็คายออกมาเคี้ยวเอื้องอีกรอบ ก่อนจะกลืนเข้าไปในกระเพราะ #2 #3 #4 ต่อไปตามลำดับ ในแต่ละกระเพาะ ก็จะมีกรดแต่ละประเภทที่จะช่วยย่อยในแต่ละขั้นไป ก็นับว่าเป็นชีวิตที่สบายทีเดียวเพราะหญ้าคำเดียวเคี้ยวไปได้ทั้งวัน แต่ข้อเสียก็คือวิลเดอร์บีสท์จะกลิ้งตัวกับพื้นไม่ได้เลยครับเพราะกรดในแต่ละกระเพาะมันจะไหลมาผสมกันหมด ซึ่งผมก็ไม่ค่อยอยากรู้เท่าไหร่ว่าถ้าเป็นแบบนั้นมันจะรู้สึกยังไง 




ช่วงที่เหลือตอนบ่าย คณะของเราไม่ได้เจออะไรเท่าไหร่ นอกจากม้าลายแล้วส่วนมากก็เป็นตัวเดิมๆ แต่ไฮไลท์คราวนี้ก็อยู่ที่พระอาทิตย์ตกอีกแล้วครับ ไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียวแต่ในแต่ละวันความสวยก็จะไม่ซ้ำกันด้วย เหมือนจะเปลี่ยนไปตามมุมมองที่เราดูนี่แหละ สรุปว่าสวยมาก!!!



ทุกท่านเห็นนกในภาพด้านบนนี้มั้ยครับ? ตัวนี้เรียกว่าแฟรงโคลินครับ ปกติจะซ่อนอยู่ในกอหญ้าตลอด ไม่ค่อยเห็นตอนบินซักเท่าไหร่ เวลารถขับผ่านมันก็จะวิ่งหนีอยู่บนพื้นนั่นแหละ บางทีมีลูกเล็กๆ วิ่งตามด้วย แลดูน่ารักน่ากินมาก!!



อาทิตย์อัสดงเหนือหนองบึงอุทยานโมเรมี ภาพนี้ถ่ายตอนรถวิ่งผ่านครับ
อาหารเย็นคราวนี้ประกอบด้วยเนื้อแกะย่างบนกองไฟ มันหวานต้ม แล้วก็อันที่แฝงไว้ด้วยความไฮโซ (แบบป่าๆ) มากสุดนั่นก็คือลูกสควอช (squash) ที่เอาเนื้อออกไปแล้วใส่ข้าวโพดกระป๋องเข้าไปข้างในแทน จริงๆ วิธีทำกับเครื่องปรุงก็ง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนมากนะครับ แต่ภาพที่ออกมามันช่างดูหรูหราอลังการเกินคาดนัก 

เนื้อแกะออกเหนียวๆ หน่อยแต่ก็อร่อยดีไม่มีกลิ่นคาวเลย ส่วนข้าวโพดก็รสชาติเหมือนข้าวโพดกระป๋อง (ก็เพราะมันคือข้าวโพดกระป๋องนั่นแหละ) แต่พอเอาไปยัดใส่ลูกสควอชแล้วมันก็มีรสไฮโซๆ ขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด!!
อันนี้เป็นภาพของน้า ซ. หนึ่งในคณะของเราครับ ซึ่งทุกคนดูแล้วลงความเห็นว่าแสงสีมันทำให้ดูคล้ายๆ ผู้อพยพเรฟฟิวจี ที่กำลังกินข้าวในค่ายผู้ลี้ภัยชายแดนยังไงชอบกล!! 

พอจบมื้ออาหารแล้ว อยู่ดีๆ ผู้ช่วยไกด์สองคนก็หายลับไปในมุมมืดหลังรถครับ ก่อนจะกลับมาอย่างไม่ทันให้ตั้งตัวพร้อมกับเค้กวันเกิดแลแชมเปญ!!! พลางก็ร้องแฮปปี้เบิทเดย์พร้อมกัน ทำเอาพวกเรานิ่งอึ้งตะลึงงัน!!

สรุปก็คือว่าวันนี้เป็นวันเกิดของคุณน้าท่านนึงในทีมเราครับ ซึ่งทางบริษัททัวร์เขาตรวจดูไว้ก่อนแล้ว (ดูจาก passport ที่เราส่งสำเนาไป) และสั่งให้ทีมไกด์เตรียมเซอไพรส์เราในวันนี้นี่เอง เป็นโปรโมชั่นของบริษัทแอฟริกาที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน แต่ก็น่าซาบซึ้งดีนะครับที่เห็นเขาเอาใจใส่ลูกค้าดีเช่นนี้
(เค้กก้อนนี้ใช้กองไฟทำเหมือนกัน รสชาติคล้ายๆ ขนมปังหวานๆ อร่อยใช้ได้เลยทีเดียว)
หลังกินกันเสร็จแล้วก็…อืมมมมม….จริงๆ ก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะครับเพราะพอไม่มีแสงอาทิตย์ก็ทำอะไรไม่ค่อยจะได้ละนอกจากมุดเข้าเต๊นท์กันตั้งแต่สองทุ่ม
เอาเป็นว่าราตรีสวัสดิ์พี่น้องชาวไทย พบกันใหม่ใน Ch.5 วิบากซาฟารี จรลีย้ายแคมป์!! ครับ 

)

อยากมีโอกาสไปบ้างจัง
#1 By อิสระรำพัน on 2011-06-24 00:33