ความเดิมตอนที่แล้ว: คลิก Ch.1, Ch.2, Ch.3, Ch.4

 

 

ตื่นมาวันนี้ก็มีของดีให้ดูแต่เช้า นั่นก็คือหมอกงามๆ ที่ลอยเรี่ยเดินครับ

วันนี้เราจะไม่ได้อยู่แคมป์นี้กันแล้ว ดังนั้นหลังตื่นก็ต้องเก็บของขึ้นรถกันหมด ซึ่งทีมไกด์ของพวกเราก็ทำงานได้รวดเร็วมาก จนในเวลาไม่ถึง 15 นาที ทั้งเต๊นท์ โต๊ะกินข้าว ห้องฝักบัว ห้องส้วม (เฉพาะส้วมกับผนังนะ) ก็เข้าไปอยู่ในรถพ่วงอย่างเรียบร้อย จนดูเหมือนไม่เคยมีแคมป์มาก่อนเลยทีเดียว ตอนดับไฟนี่ก็ไม่ใช่แค่ดับเฉยๆ แต่ต้องขุดหลุมลึกๆ ฝังขี้เถ้าทั้งหมดด้วย นับว่าความรับผิดชอบต่อธรรมชาติของพวกเขานั้นน่าชื่นชมจริงๆ

 

 

 

พอเราขึ้นรถ ก็จะเห็นบรรดานกเริ่มกลับเข้ามายึดพื้นที่คืนทันทีครับ Cool

 

 

 

เสร็จแล้วก็ไปชมสัตว์รับอรุณกันอีกรอบ ก่อนจะเดินทางไปสู่เขตซาวูติ (Savuti) ซึ่งจะเป็นที่ตั้งแคมป์ใหม่ของพวกเราครับ

ช่วงที่ถ่ายทุ่งแอฟริกาได้สวยที่สุด ก็คือช่วงเช้านี่แหละ

รอยเท้าสัตว์ที่ไกด์บอกว่ามีรอยไฮยีน่าที่มาเยี่ยมแคมป์เมื่อคืนปนอยู่ด้วย (ผมก็เห็นเป็นหลุมๆ บนพื้นทรายหมดทุกรอยนะ ไม่รู้เขาแยกออกได้ยังไง) Foot in mouth

 

เจอตัว เซสเซเบ้ อีกแล้ว ถ่ายแบบย้อนแสงบนทุ่งแบบนี้ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบนึงนะ

 

 

และแล้วก็แจ็คพอตกันอีกรอบครับ เมื่อเจอสิงโตตัวนึงอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ตัวนี้ก็นอนรับแดดโดยไม่สนใจอะไรพวกเราทั้งสิ้น มีเหลือบๆ ตามาดูนิดเดียว

 

 

หลังจากเดินทางดูสัตว์กันพอกล้อมแกล้มแล้ว วิบากกรรมของวันนี้ก็เริ่มต้นขึ้นครับ นั่นคือการเดินทางไกลจากอุทยานโมเรมีไปซาวูตินั่นเอง ระยะทางจริงๆ ผมก็ไม่แน่ใจว่าไกลแค่ไหนกัน แต่ด้วยความวิบากของเส้นทางทำให้ต้องใช้เวลาเกือบวันนึงเพื่อจะเดินทางเลยทีเดียว

พอเรานั่งรถไปซักพักสภาพท้องที่ก็เริ่มเปลี่ยนแบบเห็นได้ชัดเลยทีเดียว จากที่เป็นทุ่งหญ้ากับหนองบึงที่ดูน่าอยู่ (?) ก็กลายเป็นพื้นทรายขาวแห้งๆ กับเหล่าต้นไม้ที่สูงใหญ่หนาแน่นกว่าเดิม

 

 

การนั่งรถในสภาพเช่นนี้มันวิบากยังไงน่ะรึ? อย่างแรกเลยคือ “แดด” ครับ เนื่องจากรถไม่มีผนังใครที่นั่งริมๆ จะต้องรับแสงแดดกันเต็มที่ ถึงอากาศที่นี่จะเย็นเพราะเป็นหน้าหนาว แต่แดดนั้นแผดเผารุนแรงไม่แพ้หน้าร้อนของบ้านเราเลยทีเดียว วิธีแก้ปัญหาก็ทำได้เพียงนั่งเบียดๆ กันตรงด้านที่ไม่มีแดดเท่านั้นเอง Foot in mouth

อย่างที่สองก็คือ “ฝุ่น” นี่แหละ เพราะว่ารถไม่มีผนัง ฝุ่นจึงพัดเข้าสู่ทุกรูขุมขนบนใบหน้าพวกเรา ซึ่งใบหน้าที่โบ๊ะครีมกันแดดไว้นั้นก็เหนียวจนกักฝุ่นได้เป็นอย่างดี ทีนี้มันมีปัญหาครับว่านั่งรถไปนานๆ แดดก็เริ่มเผาจนต้องทาครีมกันแดดบนหน้าซ้ำอีกรอบ จะล้างของเก่า (ซึ่งเคลือบด้วยฝุ่น!) ออกซะก็ไม่ได้เพราะน้ำในรถต้องประหยัดกันมากจนกว่าจะถึงแหล่งน้ำใหม่

ดังนั้นเมื่อผ่านไปนานๆ  ทาครีมทับสลับฝุ่นไปมากเข้า มันเลยเกิดเป็นเลเยอร์หลายชั้นขึ้นมา ประกอบด้วย ครีมกันแดด =>ฝุ่น => ครีม => ฝุ่น ดุจดัง “เครปเค้กที่มีแป้งสลับครีมสิบกว่าชั้นก็มิปาน Tongue out

วิบากอย่างสุดท้าย และเป็นวิบากกรรมที่หนักที่สุดคือมันนอนพักไม่ได้!!! เนื่องจากเก้าอี้บนรถออกแบบไว้ให้ดูสัตว์ ไม่ใช่เอาไว้นอน จึงไม่มีที่หนุนหัว ส่งผลให้ผมต้องสัปหงกแบบนั่งตัวตรงไม่มีที่พิงไปตลอดทางซะอย่างนั้น Tongue out

 

พูดเรื่องวิบากกรรมแล้วก็มาดูอะไรดีๆ ระหว่างทางกันบ้างดีกว่า รูปนี้เป็นเหล่าฝรั่งที่ไม่แน่ใจว่ารถเสียหรือแวะเข้าห้องน้ำในพุ่มไม้กันครับ พอรถเราแล่นผ่านก็เป็นธรรมเนียมที่จะโบกมือยิ้มแย้มทักทายกันนิดหน่อย คุณฝรั่งเขาก็มีน้ำใจไมตรี จึงตะโกนทักในทันใด “ซาโยนาระ!!!” Foot in mouth Foot in mouth Foot in mouth

 

 

สิ่งที่จะช่วยชีวิตเราได้ระหว่างนั่งรถยาวๆ แบบนี้ก็คือขนมพวกนี้ครับ ดังนั้นสำคัญมากที่จะแพ็คไปกินเยอะๆ ด้วย

 

ไปถึงประตูอุทยาน ตรงนี้มีศูนย์ดูแลป่ากับห้องน้ำอย่างดีอีกแล้ว พวกเราจึงเขาไป “ปลดปล่อย” กันเต็มที่เช่นเคย!! Cry

 

เส้นทางเป็นป่าแล้งๆ แบบนี้ก็ชวนเซ็งเหมือนกันครับเพราะไม่มีสัตว์ให้ดูเท่าไหร่ แต่เอ็ดดี้ก็ให้กำลังใจว่าโอกาสนั้นยังมี เพราะป่าที่มีต้นไม้ใหญ่ๆ แบบนี้นี่แหละเป็นที่อยู่ของเสือดาวนั่นเอง

แล้วทำไมต้องตื่นเต้นกับเสือดาวนัก?? คือว่าเสือดาวนั้นเป็นประหนึ่ง rare item ของแอฟริกา เป็นผู้ลึกลับแลหาตัวยากที่สุดในห้า Big Five ครับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมันมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว และก็ชอบซ่อนบนต้นไม้มากกว่าจะลงมาเดินอวดบนพื้นด้วย ว่ากันว่าฝรั่งบางคนมาเที่ยวกันเป็นสิบรอบยังไม่ได้เห็นซักครั้งเลยด้วยซ้ำ

ขับๆ ไป ทันใดนั้นเอ็ดดี้ก็หยุดรถกะทันหันพร้อมกับบอกว่าเมื่อกี้เห็นเสือดาว!! เอาล่ะสิความเหนื่อ