[Africa] Ch.5: วิบากซาฟารี จรลีย้ายแคมป์!!
posted on 30 Jun 2011 02:27 by simpskwan in AfricaAdventure directory Travelความเดิมตอนที่แล้ว: คลิก Ch.1, Ch.2, Ch.3, Ch.4

ตื่นมาวันนี้ก็มีของดีให้ดูแต่เช้า นั่นก็คือหมอกงามๆ ที่ลอยเรี่ยเดินครับ
วันนี้เราจะไม่ได้อยู่แคมป์นี้กันแล้ว ดังนั้นหลังตื่นก็ต้องเก็บของขึ้นรถกันหมด ซึ่งทีมไกด์ของพวกเราก็ทำงานได้รวดเร็วมาก จนในเวลาไม่ถึง 15 นาที ทั้งเต๊นท์ โต๊ะกินข้าว ห้องฝักบัว ห้องส้วม (เฉพาะส้วมกับผนังนะ) ก็เข้าไปอยู่ในรถพ่วงอย่างเรียบร้อย จนดูเหมือนไม่เคยมีแคมป์มาก่อนเลยทีเดียว ตอนดับไฟนี่ก็ไม่ใช่แค่ดับเฉยๆ แต่ต้องขุดหลุมลึกๆ ฝังขี้เถ้าทั้งหมดด้วย นับว่าความรับผิดชอบต่อธรรมชาติของพวกเขานั้นน่าชื่นชมจริงๆ

พอเราขึ้นรถ ก็จะเห็นบรรดานกเริ่มกลับเข้ามายึดพื้นที่คืนทันทีครับ 

เสร็จแล้วก็ไปชมสัตว์รับอรุณกันอีกรอบ ก่อนจะเดินทางไปสู่เขตซาวูติ (Savuti) ซึ่งจะเป็นที่ตั้งแคมป์ใหม่ของพวกเราครับ



ช่วงที่ถ่ายทุ่งแอฟริกาได้สวยที่สุด ก็คือช่วงเช้านี่แหละ

รอยเท้าสัตว์ที่ไกด์บอกว่ามีรอยไฮยีน่าที่มาเยี่ยมแคมป์เมื่อคืนปนอยู่ด้วย (ผมก็เห็นเป็นหลุมๆ บนพื้นทรายหมดทุกรอยนะ ไม่รู้เขาแยกออกได้ยังไง) 
เจอตัว เซสเซเบ้ อีกแล้ว ถ่ายแบบย้อนแสงบนทุ่งแบบนี้ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบนึงนะ

และแล้วก็แจ็คพอตกันอีกรอบครับ เมื่อเจอสิงโตตัวนึงอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ตัวนี้ก็นอนรับแดดโดยไม่สนใจอะไรพวกเราทั้งสิ้น มีเหลือบๆ ตามาดูนิดเดียว



หลังจากเดินทางดูสัตว์กันพอกล้อมแกล้มแล้ว วิบากกรรมของวันนี้ก็เริ่มต้นขึ้นครับ นั่นคือการเดินทางไกลจากอุทยานโมเรมีไปซาวูตินั่นเอง ระยะทางจริงๆ ผมก็ไม่แน่ใจว่าไกลแค่ไหนกัน แต่ด้วยความวิบากของเส้นทางทำให้ต้องใช้เวลาเกือบวันนึงเพื่อจะเดินทางเลยทีเดียว
พอเรานั่งรถไปซักพักสภาพท้องที่ก็เริ่มเปลี่ยนแบบเห็นได้ชัดเลยทีเดียว จากที่เป็นทุ่งหญ้ากับหนองบึงที่ดูน่าอยู่ (?) ก็กลายเป็นพื้นทรายขาวแห้งๆ กับเหล่าต้นไม้ที่สูงใหญ่หนาแน่นกว่าเดิม

การนั่งรถในสภาพเช่นนี้มันวิบากยังไงน่ะรึ? อย่างแรกเลยคือ “แดด” ครับ เนื่องจากรถไม่มีผนังใครที่นั่งริมๆ จะต้องรับแสงแดดกันเต็มที่ ถึงอากาศที่นี่จะเย็นเพราะเป็นหน้าหนาว แต่แดดนั้นแผดเผารุนแรงไม่แพ้หน้าร้อนของบ้านเราเลยทีเดียว วิธีแก้ปัญหาก็ทำได้เพียงนั่งเบียดๆ กันตรงด้านที่ไม่มีแดดเท่านั้นเอง 
อย่างที่สองก็คือ “ฝุ่น” นี่แหละ เพราะว่ารถไม่มีผนัง ฝุ่นจึงพัดเข้าสู่ทุกรูขุมขนบนใบหน้าพวกเรา ซึ่งใบหน้าที่โบ๊ะครีมกันแดดไว้นั้นก็เหนียวจนกักฝุ่นได้เป็นอย่างดี ทีนี้มันมีปัญหาครับว่านั่งรถไปนานๆ แดดก็เริ่มเผาจนต้องทาครีมกันแดดบนหน้าซ้ำอีกรอบ จะล้างของเก่า (ซึ่งเคลือบด้วยฝุ่น!) ออกซะก็ไม่ได้เพราะน้ำในรถต้องประหยัดกันมากจนกว่าจะถึงแหล่งน้ำใหม่
ดังนั้นเมื่อผ่านไปนานๆ ทาครีมทับสลับฝุ่นไปมากเข้า มันเลยเกิดเป็นเลเยอร์หลายชั้นขึ้นมา ประกอบด้วย ครีมกันแดด =>ฝุ่น => ครีม => ฝุ่น ดุจดัง “เครปเค้ก” ที่มีแป้งสลับครีมสิบกว่าชั้นก็มิปาน 
วิบากอย่างสุดท้าย และเป็นวิบากกรรมที่หนักที่สุดคือมันนอนพักไม่ได้!!! เนื่องจากเก้าอี้บนรถออกแบบไว้ให้ดูสัตว์ ไม่ใช่เอาไว้นอน จึงไม่มีที่หนุนหัว ส่งผลให้ผมต้องสัปหงกแบบนั่งตัวตรงไม่มีที่พิงไปตลอดทางซะอย่างนั้น 
พูดเรื่องวิบากกรรมแล้วก็มาดูอะไรดีๆ ระหว่างทางกันบ้างดีกว่า รูปนี้เป็นเหล่าฝรั่งที่ไม่แน่ใจว่ารถเสียหรือแวะเข้าห้องน้ำในพุ่มไม้กันครับ พอรถเราแล่นผ่านก็เป็นธรรมเนียมที่จะโบกมือยิ้มแย้มทักทายกันนิดหน่อย คุณฝรั่งเขาก็มีน้ำใจไมตรี จึงตะโกนทักในทันใด “ซาโยนาระ!!!”


สิ่งที่จะช่วยชีวิตเราได้ระหว่างนั่งรถยาวๆ แบบนี้ก็คือขนมพวกนี้ครับ ดังนั้นสำคัญมากที่จะแพ็คไปกินเยอะๆ ด้วย

ไปถึงประตูอุทยาน ตรงนี้มีศูนย์ดูแลป่ากับห้องน้ำอย่างดีอีกแล้ว พวกเราจึงเขาไป “ปลดปล่อย” กันเต็มที่เช่นเคย!! 

เส้นทางเป็นป่าแล้งๆ แบบนี้ก็ชวนเซ็งเหมือนกันครับเพราะไม่มีสัตว์ให้ดูเท่าไหร่ แต่เอ็ดดี้ก็ให้กำลังใจว่าโอกาสนั้นยังมี เพราะป่าที่มีต้นไม้ใหญ่ๆ แบบนี้นี่แหละเป็นที่อยู่ของเสือดาวนั่นเอง
แล้วทำไมต้องตื่นเต้นกับเสือดาวนัก?? คือว่าเสือดาวนั้นเป็นประหนึ่ง rare item ของแอฟริกา เป็นผู้ลึกลับแลหาตัวยากที่สุดในห้า Big Five ครับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมันมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว และก็ชอบซ่อนบนต้นไม้มากกว่าจะลงมาเดินอวดบนพื้นด้วย ว่ากันว่าฝรั่งบางคนมาเที่ยวกันเป็นสิบรอบยังไม่ได้เห็นซักครั้งเลยด้วยซ้ำ
ขับๆ ไป ทันใดนั้นเอ็ดดี้ก็หยุดรถกะทันหันพร้อมกับบอกว่าเมื่อกี้เห็นเสือดาว!! เอาล่ะสิความเหนื่อยยากทั้งมวลที่ผ่านมาจะคุ้มค่าในทันใด เมื่อได้เห็น Big Five ที่หายากที่สุดตัวนี้แล้วครับพี่น้อง 
แต่แล้วพวกเราส่องแล้วส่องอีกก็ไม่เจอเลย มีแค่บางคนในกลุ่มที่เห็นก้นมันผ่านเข้าไปในพุ่มไม้แว้บๆ ตอนที่รถวิ่งผ่านแค่นั้นเอง

หลังจากไฮไลท์ประจำวันนี้ (ก้นเสือดาว) ผ่านพ้นไปแล้ว ก็ถึงเวลาข้าวเที่ยง วันนี้เป็นขนมปังกับแฮมเหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มมาคืออะไรซักอย่างที่คล้ายๆ ข้าว + สลัดสไตล์ฝรั่งเขาล่ะครับ ปัญหาคือข้าวนี่กินไม่ค่อยจะลงเท่าไหร่ (ลองจินตนาการรสชาติข้าวเม็ดแข็งๆ เปรี้ยวๆ คลุกน้ำสลัดเย็นๆ ดู
) เราจึงต้องใช้ตัวช่วยที่พกมาด้วย

แต๊นนนนนนน!!!! น้ำพริกนรกปลาสลิดถุงนี้นี่เอง ที่จะสามารถเปลี่ยนขนมปังเย็นชืดให้อร่อยได้ในพริบตา เห็นมั้ยครับว่าอาหารแอฟริกาใดๆ ก็ไม่สู้เครื่องปรุงไทยเราเอง 
ผ่านมาเจอศูนย์ดูแลอุทยานอีกครั้ง ที่นี่มีงานฝีมือแบบแอฟริกาขายซะด้วย แต่ไม่กล้าเข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆ ครับเพราะมีเจ๊ผิวหมึกร่างบึ้กในเครื่องแบบยืนคุมอยู่ 
ตอนบ่าย เนื่องจากเอ็ดดี้เวทนาพวกเราซึ่งไม่ได้อาบน้ำแบบจริงๆ จังๆ มาสองสามวันแล้ว จึงช่วยติดต่อไปทางบริษัท Bushways ว่าจะขอพาพวกเราไปแวะอาบน้ำในแคมป์ไฮโซของบริษัท (ที่พวกเราไม่ได้พัก) ซึ่งก็โชคดีครับที่ทางบริษัทโอเค เราก็เลยแวะออกนอกทางก่อนจะไปถึง Savuti กันเล็กน้อยเพื่ออาบน้ำแบบหรูกัน 

ข้ามแม่น้ำเพื่อเดินทางสู่ที่อาบน้ำ

นกกระเต็นหรือ Kingfisher ที่อยู่แถวนั้น
ระหว่างทางมีผ่านหมู่บ้านท้องถิ่นด้วย จะเห็นโกลฟุตบอลตั้งอยู่ชายป่า (เขาไม่ได้ให้คนยืนเรียงเป็นขอบสนาม แบบโฆษณาบอลโลกนะเธอ) 


และแล้วก็มาถึงแคมป์ไฮโซของ Bushways ครับ แคมป์นี้ออกแบบไว้สำหรับคนที่อยากได้ประสบการณ์การนอนเต๊นท์ แต่ก็ไม่อาจละทิ้งความสะดวกสบายในชีวิตไปได้ ดังนั้นทางบริษัทจึงตอบสนองด้วยการทำห้องพักโรงแรมที่มีผนังเป็นเต๊นท์มาให้ซะเลย
ข้างในเหมือนโรงแรมหรูทุกประการ
กลไกสำหรับอาบน้ำของที่นี่เท่มากครับ พนักงานจะใส่น้ำเข้าไปในถังแล้วแขวนไว้ด้านบน พอเราบิดก็อก น้ำก็จะไหลจากสายยางตรงก้นถังลงมาโผล่ที่ฝักบัวในห้องน้ำของเต๊นท์โดยตรงเลย 

และที่นี่ผมก็มีโอกาสส่องกระจกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ขึ้นรถตอนเช้าเป็นต้นมา ซึ่งผลของการละเลงฝุ่นและครีมกันแดดบนหน้าตัวเองพร้อมกับอบด้วยแสงแดดอีกครึ่งวันนั้น ก็ได้ผลออกมาดูน่าสยดสยองทีเดียว (ใครเคยดูหนังเรื่อง Poltegeist ฉากที่คนส่องกระจกแล้วหน้าเละ มันก็ได้อารมณ์ประมาณนั้นแหละครับ) 
หลังจากอาบน้ำขัดสีฉวีวรรณกันเสร็จสิ้นแล้วก็รู้สึกมีความสุขขึ้นเยอะทีเดียว ทีนี้ก็ได้เวลาลุยทางวิบากกันต่อ บัดนี้พวกเราได้เข้ามาสู่เขตซาวูติกันแล้วครับ ซาวูตินั้นต่างจากอุทยานโมเรมีที่พวกเราเคยพักตรงที่มันแล้งกว่าหลายเท่า ในขณะที่โมเรมีเป็นทุ่งหญ้า ป่าและหนองบึง ซาวูติจะเป็นพื้นทราย ซากต้นไม้ และป่าที่มีแต่ไม้ต้นใหญ่ๆ ซะมากกว่า
และเจ้าถิ่นของซาวูติก็คือ ช้าง นี่เองครับ ที่นี่มีช้างทั้งแบบเดี่ยวๆ และแบบโขลงกระจายอยู่เยอะมาก เรียกได้ว่านั่งรถไปทุกห้านาทีต้องเจอช้างมาขวางถนนซักตัวนึง


สุดท้ายก็มาถึงที่ตั้งแคมป์ใหม่ คราวนี้เป็นที่โล่งเล็กๆ กลางป่าที่เต็มไปด้วยซากขอนไม้ตาย (จากการที่ช้างมาพังเล่น) เทียบกับแคมป์ที่เก่าแล้วนับว่าที่นี่แล้งมาก พื้นเป็นทรายไม่มีความชื้นอยู่เลย แต่ก็ยังมีดอกไม้ป่าสวยๆ งามๆ งอกอยู่ให้เห็นกันบ้าง




ข้างในเต๊นท์ผมเอง ขนาดที่นอนกำลังดีไม่อึดอัดมากครับ แต่ไม่รู้ทำไมตื่นมาปวดหลังทุกคืนเลย 
หลังตั้งแคมป์ เตรียมห้องส้วม ก่อไฟกันเสร็จเราก็ออกไปขับรถรอบบ่ายกัน เขตรอบๆ แคมป์เป็นป่าค่อนข้างทึบทีเดียว ผิดกับทุ่งหญ้าที่เคยเจอมา
อันนี้ซากเต่าที่เจอระหว่างทางครับ

ทุ่งหญ้าในแถบนี้จะเป็นสีเขียวๆ คนละแบบกับหญ้าเหลืองๆ ที่คุ้นเคย พอโดนแสงแดดจ้าแล้วออกมาดูสวยแบบแปลกๆ นะครับ

สัตว์ตัวใหม่ที่เจอในป่าเรียกว่า Waterbuck ครับ เป็นกวางตัวใหญ่ซึ่งได้ชื่อนี้เพราะว่ามันจะกระโดดหนีลงน้ำเวลาโดนล่า จุดสังเกตคือตรงก้นมันจะมีวงขาวๆ เรียกว่า Toilet Seat (ที่รองนั่งส้วม) แปะอยู่ด้วย ซึ่งคำว่าส้วมนี่ก็ดูเข้ากับเจ้าตัวนี้มาก เพราะเอ็ดดี้บอกว่าเนื้อมันเหม็นซะจนสิงโตยังไม่กล้ากินเลย!!


ตัวนี้เป็นนกขนาดเบ้อเริ่ม เรียกว่า Secretary Bird หรือนกเลขานุการ บ้างก็ว่าคำว่า Secretary (เลขา) นี่เพี้ยนมาจาก Sagittarius ที่เป็นชื่อละตินของนกตัวนี้ บ้างก็ว่ามันได้ชื่อนี้มาเพราะมีขนสีดำๆ บนหัว คล้ายๆ เลขาสมัยก่อนที่จะเอาปากกาขนนกเสียบไว้กับผมตัวเอง (ส่วนตัวผมเชื่ออย่างแรกครับ ส่วนอย่างหลังฝรั่งที่ตั้งชื่อแกอาจจะยกมาอ้างแก้เขินที่ตอนแรกเรียกชื่อผิดก็ได้นะ 55555)

เนื่องจากวันนี้ไม่ได้เจอสัตว์เท่าไหร่ คุณไกด์เลยเลคเชอร์เรื่องต้นไม้ไปเรื่อยๆ ไล่ไปจนถึงชื่อละตินของแต่ละต้น!!
หลังจากนั้นพี่ท่านก็จัดการเอ็นเตอร์เทนพวกเราด้วยการให้ตอบปัญหากวนๆ ระหว่างนั่งรถกันไปครับ ตัวอย่างคำถามก็เช่น
- What goes up and never comes down? (อะไรเอ่ยขึ้นได้แต่ไม่ยอมลง) อันนี้ตอบ อายุ ครับ ไม่ยากเท่าไหร่เนอะ

- (จำภาษาอังกฤษไม่ได้ละ) อะไรเอ่ย คนสร้างไม่อยากได้ คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้เห็น คำตอบก็คือ “โลงศพ” ไงครับ ห้าห้าห้า
- อันนี้ยากครับ เขาถามว่า The riches want it. The poor have it. It is bigger than god. And if you eat it, you’ll die. แล้วถามว่า it นี่คืออะไร
.
.
.
คำตอบก็คือ Nothing ไงครับ ลองเอาคำว่า Nothing ไปแทน it ในประโยคข้างบนดูสิ เม้คเซนส์ในทันทีเลยใช่มั้ยครับ (แต่ผมแอบเถียงว่า The riches want nothing นี่ไม่จริงอย่างแรงครับ ก็เห็นๆ กันอยู่นะครับว่าคนเรายิ่งรวยก็ยิ่ง want อะเนอะ 555)
เอาเป็นว่าใครอยากเอาคำถามพวกนี้ไปเล่นบ้างก็ตามสบายครับ

ถ่ายอิมพาลาในระยะประชิด!!

ต้นไม้หน้าตาแปลกๆ ที่เราขับรถผ่านกันหลายรอบ ผ่านกี่รอบก็ตื่นเต้นกันทุกครั้ง จนคุณไกด์ต้องบอกว่า ถ้าทริปต่อไปเขาขับผ่านต้นนี้อีก ก็คงคิดถึงกลุ่มเราเป็นแน่ 


กลับเข้าสู่สาระกันต่อ เย็นนั้นก็ไม่ได้เจออะไรตื่นเต้นเท่าไหร่ครับ นอกจากตอนขากลับแคมป์ผมโดนกิ่งไม้ที่ยื่นเข้ามาในถนนฟาดเข้าเต็มหน้าเลย (เพราะทางเริ่มมืดจนมองไม่เห็น) ยังดีที่ฟาดตรงใต้ตาพอดีนะ เพราะถ้าฟาดโดนตาเข้าจังๆ แล้วต้องมาลูกตาหลุดกลางป่านี่ ไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำยังไง 
อีกครั้งกับพระอาทิตย์ตกสวยๆ
อาหารเย็นวันนี้เป็นสตูไก่กับผักหลายอย่าง ปรุงบนกองไฟเช่นเคย เอ็ดดี้บอกว่าเมนูนี้ชื่อ “ชิกเก้นปาป้า” ครับ คงเพราะชิ้นไก่มันใหญ่เป็นโคตรพ่อไก่เลยล่ะกระมัง สตูนี้กินกับแป้งข้าวโพด ซึ่งรสจืดสนิท เหมือนเอาข้าวสวยไปบดๆๆ จนเป็นก้อนเดียวกันเนียนๆ เท่านั้นเอง แต่สตูไก่นี่ก็นับว่าอร่อยจริงจังครับ 


ทางขวาคือสตูอร่อยขั้นเทพ ทางซ้ายคือแป้งข้าวโพดไร้สีไร้รสครับ
หลังกินข้าวกันเรียบร้อย ก็ถึงคราวเอ็ดดี้มานั่งเล่าเรื่องสยองขวัญข้างกองไฟให้พวกเราเก็บไปผวากัน
เรื่อง(จริง)นี้มีอยู่ว่า เมื่อสามปีก่อน ในอุทยานของบอตสวาน่านี่แหละ มีครอบครัวฝรั่งครอบครัวนึงมาเที่ยวดูสัตว์กันพ่อแม่ลูก (ใช้รถตัวเองขับลุยเลย ไม่ได้พึ่งทัวร์) แล้วทีนี้ลูกชายอายุ 12 ขวบ แกเอากล้องของตัวเองมาด้วย เพราะอยากถ่ายรูปสัตว์เองแบบใกล้ๆ ครับ ดังนั้นหนูน้อยเลยแอบพ่อแม่ เอากระดูกไก่ที่กินเหลือจากอาหารเย็น ไปโปรยรอบเต๊นท์ตัวเอง ด้วยหวังว่าพอมีตัวอะไรมากินกระดูกตอนกลางคืน ก็จะได้ถ่ายรูปไว้…
แต่ปรากฎว่าเด็กคนนั้นหลับไป โดยที่ลืมรูดซิปเต๊นท์ ในกลางดึกคืนนั้น ไฮยีน่าซึ่งตามกลิ่นอาหารมา ก็เลยจัดการลากเด็กออกมาจากเต๊นท์และดึงเข้าไปในพุ่มไม้ซะ ซึ่งพ่อแม่ก็เหมือนจะได้ยินเสียงนะครับแต่ดันไม่กล้าออกมาจากเต๊นท์ตัวเองซะงั้น พอถึงตอนเช้า สิ่งที่เจออยู่ในพุ่มไม้ก็เหลือเพียงหัวเด็กเท่านั้นเอง (เพราะไฮยีน่ากินกระดูกไปเกือบหมดด้วย)
สรุป เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าได้เอาอะไรที่มีกลิ่นล่อสัตว์ไปเก็บไว้แถวเต๊นท์เป็นอันขาด!!! เอ็ดดี้บอกว่าถ้ามีกลิ่นของกินมาจากข้างในเต๊นท์ ไฮยีน่ามันก็กัดจนผนังเต๊นท์ขาดแล้วบุกเข้าไปได้เลยล่ะ 
พอฟังจบแล้ว อย่างแรกที่ผมถามเอ็ดดี้เลยก็คือ แล้วตกลงแคมป์ที่เรานอนอยู่นี่คือที่เดียวกับที่เด็กนั่นโดนกินใช่มั้ย??? ซึ่งก็โชคดีที่ไม่ใช่ครับ เพราะจริงๆ ที่ผมกลัวไม่ใช่ไฮยีน่าหรอก แต่เป็นผีเด็กนั่นมากกว่า!! (ลองนึกภาพ ตอนนอนอยู่ในเต๊นท์ แล้วได้ยินเสียงเด็กร้องให้ช่วยดังออกมาจากข้างนอกตอนดึกๆ สิครับ บรึ่ยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ)

และแล้วอีกวันหนึ่งในแอฟริกาก็จบลงด้วยประการฉะนี้ครับ วันนี้ยังไม่เจออะไรตื่นเต้นมาก แต่สำหรับพรุ่งนี้นั้นนับว่าเป็นไฮไลท์ของทริปกันเลยทีเดียว ว่าแล้วก็โปรดติดตามต่อใน Ch.6-ช้างบุก!! ครับ 

ได้ไปทัวร์ลุย ๆ แบบนี้คงสนุกไปอีกแบบเน้อะ
#1 By D-faxtory on 2011-07-01 10:56