ความเดิมตอนที่แล้ว: คลิก Ch.1, Ch.2, Ch.3, Ch.4

 

 

ตื่นมาวันนี้ก็มีของดีให้ดูแต่เช้า นั่นก็คือหมอกงามๆ ที่ลอยเรี่ยเดินครับ

วันนี้เราจะไม่ได้อยู่แคมป์นี้กันแล้ว ดังนั้นหลังตื่นก็ต้องเก็บของขึ้นรถกันหมด ซึ่งทีมไกด์ของพวกเราก็ทำงานได้รวดเร็วมาก จนในเวลาไม่ถึง 15 นาที ทั้งเต๊นท์ โต๊ะกินข้าว ห้องฝักบัว ห้องส้วม (เฉพาะส้วมกับผนังนะ) ก็เข้าไปอยู่ในรถพ่วงอย่างเรียบร้อย จนดูเหมือนไม่เคยมีแคมป์มาก่อนเลยทีเดียว ตอนดับไฟนี่ก็ไม่ใช่แค่ดับเฉยๆ แต่ต้องขุดหลุมลึกๆ ฝังขี้เถ้าทั้งหมดด้วย นับว่าความรับผิดชอบต่อธรรมชาติของพวกเขานั้นน่าชื่นชมจริงๆ

 

 

 

พอเราขึ้นรถ ก็จะเห็นบรรดานกเริ่มกลับเข้ามายึดพื้นที่คืนทันทีครับ Cool

 

 

 

เสร็จแล้วก็ไปชมสัตว์รับอรุณกันอีกรอบ ก่อนจะเดินทางไปสู่เขตซาวูติ (Savuti) ซึ่งจะเป็นที่ตั้งแคมป์ใหม่ของพวกเราครับ

ช่วงที่ถ่ายทุ่งแอฟริกาได้สวยที่สุด ก็คือช่วงเช้านี่แหละ

รอยเท้าสัตว์ที่ไกด์บอกว่ามีรอยไฮยีน่าที่มาเยี่ยมแคมป์เมื่อคืนปนอยู่ด้วย (ผมก็เห็นเป็นหลุมๆ บนพื้นทรายหมดทุกรอยนะ ไม่รู้เขาแยกออกได้ยังไง) Foot in mouth

 

เจอตัว เซสเซเบ้ อีกแล้ว ถ่ายแบบย้อนแสงบนทุ่งแบบนี้ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบนึงนะ

 

 

และแล้วก็แจ็คพอตกันอีกรอบครับ เมื่อเจอสิงโตตัวนึงอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ตัวนี้ก็นอนรับแดดโดยไม่สนใจอะไรพวกเราทั้งสิ้น มีเหลือบๆ ตามาดูนิดเดียว

 

 

หลังจากเดินทางดูสัตว์กันพอกล้อมแกล้มแล้ว วิบากกรรมของวันนี้ก็เริ่มต้นขึ้นครับ นั่นคือการเดินทางไกลจากอุทยานโมเรมีไปซาวูตินั่นเอง ระยะทางจริงๆ ผมก็ไม่แน่ใจว่าไกลแค่ไหนกัน แต่ด้วยความวิบากของเส้นทางทำให้ต้องใช้เวลาเกือบวันนึงเพื่อจะเดินทางเลยทีเดียว

พอเรานั่งรถไปซักพักสภาพท้องที่ก็เริ่มเปลี่ยนแบบเห็นได้ชัดเลยทีเดียว จากที่เป็นทุ่งหญ้ากับหนองบึงที่ดูน่าอยู่ (?) ก็กลายเป็นพื้นทรายขาวแห้งๆ กับเหล่าต้นไม้ที่สูงใหญ่หนาแน่นกว่าเดิม

 

 

การนั่งรถในสภาพเช่นนี้มันวิบากยังไงน่ะรึ? อย่างแรกเลยคือ “แดด” ครับ เนื่องจากรถไม่มีผนังใครที่นั่งริมๆ จะต้องรับแสงแดดกันเต็มที่ ถึงอากาศที่นี่จะเย็นเพราะเป็นหน้าหนาว แต่แดดนั้นแผดเผารุนแรงไม่แพ้หน้าร้อนของบ้านเราเลยทีเดียว วิธีแก้ปัญหาก็ทำได้เพียงนั่งเบียดๆ กันตรงด้านที่ไม่มีแดดเท่านั้นเอง Foot in mouth

อย่างที่สองก็คือ “ฝุ่น” นี่แหละ เพราะว่ารถไม่มีผนัง ฝุ่นจึงพัดเข้าสู่ทุกรูขุมขนบนใบหน้าพวกเรา ซึ่งใบหน้าที่โบ๊ะครีมกันแดดไว้นั้นก็เหนียวจนกักฝุ่นได้เป็นอย่างดี ทีนี้มันมีปัญหาครับว่านั่งรถไปนานๆ แดดก็เริ่มเผาจนต้องทาครีมกันแดดบนหน้าซ้ำอีกรอบ จะล้างของเก่า (ซึ่งเคลือบด้วยฝุ่น!) ออกซะก็ไม่ได้เพราะน้ำในรถต้องประหยัดกันมากจนกว่าจะถึงแหล่งน้ำใหม่

ดังนั้นเมื่อผ่านไปนานๆ  ทาครีมทับสลับฝุ่นไปมากเข้า มันเลยเกิดเป็นเลเยอร์หลายชั้นขึ้นมา ประกอบด้วย ครีมกันแดด =>ฝุ่น => ครีม => ฝุ่น ดุจดัง “เครปเค้กที่มีแป้งสลับครีมสิบกว่าชั้นก็มิปาน Tongue out

วิบากอย่างสุดท้าย และเป็นวิบากกรรมที่หนักที่สุดคือมันนอนพักไม่ได้!!! เนื่องจากเก้าอี้บนรถออกแบบไว้ให้ดูสัตว์ ไม่ใช่เอาไว้นอน จึงไม่มีที่หนุนหัว ส่งผลให้ผมต้องสัปหงกแบบนั่งตัวตรงไม่มีที่พิงไปตลอดทางซะอย่างนั้น Tongue out

 

พูดเรื่องวิบากกรรมแล้วก็มาดูอะไรดีๆ ระหว่างทางกันบ้างดีกว่า รูปนี้เป็นเหล่าฝรั่งที่ไม่แน่ใจว่ารถเสียหรือแวะเข้าห้องน้ำในพุ่มไม้กันครับ พอรถเราแล่นผ่านก็เป็นธรรมเนียมที่จะโบกมือยิ้มแย้มทักทายกันนิดหน่อย คุณฝรั่งเขาก็มีน้ำใจไมตรี จึงตะโกนทักในทันใด “ซาโยนาระ!!!” Foot in mouth Foot in mouth Foot in mouth

 

 

สิ่งที่จะช่วยชีวิตเราได้ระหว่างนั่งรถยาวๆ แบบนี้ก็คือขนมพวกนี้ครับ ดังนั้นสำคัญมากที่จะแพ็คไปกินเยอะๆ ด้วย

 

ไปถึงประตูอุทยาน ตรงนี้มีศูนย์ดูแลป่ากับห้องน้ำอย่างดีอีกแล้ว พวกเราจึงเขาไป “ปลดปล่อย” กันเต็มที่เช่นเคย!! Cry

 

เส้นทางเป็นป่าแล้งๆ แบบนี้ก็ชวนเซ็งเหมือนกันครับเพราะไม่มีสัตว์ให้ดูเท่าไหร่ แต่เอ็ดดี้ก็ให้กำลังใจว่าโอกาสนั้นยังมี เพราะป่าที่มีต้นไม้ใหญ่ๆ แบบนี้นี่แหละเป็นที่อยู่ของเสือดาวนั่นเอง

แล้วทำไมต้องตื่นเต้นกับเสือดาวนัก?? คือว่าเสือดาวนั้นเป็นประหนึ่ง rare item ของแอฟริกา เป็นผู้ลึกลับแลหาตัวยากที่สุดในห้า Big Five ครับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมันมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว และก็ชอบซ่อนบนต้นไม้มากกว่าจะลงมาเดินอวดบนพื้นด้วย ว่ากันว่าฝรั่งบางคนมาเที่ยวกันเป็นสิบรอบยังไม่ได้เห็นซักครั้งเลยด้วยซ้ำ

ขับๆ ไป ทันใดนั้นเอ็ดดี้ก็หยุดรถกะทันหันพร้อมกับบอกว่าเมื่อกี้เห็นเสือดาว!! เอาล่ะสิความเหนื่อยยากทั้งมวลที่ผ่านมาจะคุ้มค่าในทันใด เมื่อได้เห็น Big Five ที่หายากที่สุดตัวนี้แล้วครับพี่น้อง Undecided

แต่แล้วพวกเราส่องแล้วส่องอีกก็ไม่เจอเลย มีแค่บางคนในกลุ่มที่เห็นก้นมันผ่านเข้าไปในพุ่มไม้แว้บๆ ตอนที่รถวิ่งผ่านแค่นั้นเอง Foot in mouth 

 

หลังจากไฮไลท์ประจำวันนี้ (ก้นเสือดาว) ผ่านพ้นไปแล้ว ก็ถึงเวลาข้าวเที่ยง วันนี้เป็นขนมปังกับแฮมเหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มมาคืออะไรซักอย่างที่คล้ายๆ ข้าว + สลัดสไตล์ฝรั่งเขาล่ะครับ ปัญหาคือข้าวนี่กินไม่ค่อยจะลงเท่าไหร่ (ลองจินตนาการรสชาติข้าวเม็ดแข็งๆ เปรี้ยวๆ คลุกน้ำสลัดเย็นๆ ดู Undecided) เราจึงต้องใช้ตัวช่วยที่พกมาด้วย

 

แต๊นนนนนนน!!!! น้ำพริกนรกปลาสลิดถุงนี้นี่เอง ที่จะสามารถเปลี่ยนขนมปังเย็นชืดให้อร่อยได้ในพริบตา เห็นมั้ยครับว่าอาหารแอฟริกาใดๆ ก็ไม่สู้เครื่องปรุงไทยเราเอง Undecided

ผ่านมาเจอศูนย์ดูแลอุทยานอีกครั้ง ที่นี่มีงานฝีมือแบบแอฟริกาขายซะด้วย แต่ไม่กล้าเข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆ ครับเพราะมีเจ๊ผิวหมึกร่างบึ้กในเครื่องแบบยืนคุมอยู่ Foot in mouth

 

 

 

ตอนบ่าย เนื่องจากเอ็ดดี้เวทนาพวกเราซึ่งไม่ได้อาบน้ำแบบจริงๆ จังๆ มาสองสามวันแล้ว จึงช่วยติดต่อไปทางบริษัท Bushways ว่าจะขอพาพวกเราไปแวะอาบน้ำในแคมป์ไฮโซของบริษัท (ที่พวกเราไม่ได้พัก) ซึ่งก็โชคดีครับที่ทางบริษัทโอเค เราก็เลยแวะออกนอกทางก่อนจะไปถึง Savuti กันเล็กน้อยเพื่ออาบน้ำแบบหรูกัน Embarassed

 

ข้ามแม่น้ำเพื่อเดินทางสู่ที่อาบน้ำ

 

นกกระเต็นหรือ Kingfisher ที่อยู่แถวนั้น

ระหว่างทางมีผ่านหมู่บ้านท้องถิ่นด้วย จะเห็นโกลฟุตบอลตั้งอยู่ชายป่า (เขาไม่ได้ให้คนยืนเรียงเป็นขอบสนาม แบบโฆษณาบอลโลกนะเธอ) Foot in mouth

และแล้วก็มาถึงแคมป์ไฮโซของ Bushways ครับ แคมป์นี้ออกแบบไว้สำหรับคนที่อยากได้ประสบการณ์การนอนเต๊นท์ แต่ก็ไม่อาจละทิ้งความสะดวกสบายในชีวิตไปได้ ดังนั้นทางบริษัทจึงตอบสนองด้วยการทำห้องพักโรงแรมที่มีผนังเป็นเต๊นท์มาให้ซะเลย

 

ข้างในเหมือนโรงแรมหรูทุกประการ

 

 

กลไกสำหรับอาบน้ำของที่นี่เท่มากครับ พนักงานจะใส่น้ำเข้าไปในถังแล้วแขวนไว้ด้านบน พอเราบิดก็อก น้ำก็จะไหลจากสายยางตรงก้นถังลงมาโผล่ที่ฝักบัวในห้องน้ำของเต๊นท์โดยตรงเลย Cry

และที่นี่ผมก็มีโอกาสส่องกระจกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ขึ้นรถตอนเช้าเป็นต้นมา ซึ่งผลของการละเลงฝุ่นและครีมกันแดดบนหน้าตัวเองพร้อมกับอบด้วยแสงแดดอีกครึ่งวันนั้น ก็ได้ผลออกมาดูน่าสยดสยองทีเดียว (ใครเคยดูหนังเรื่อง Poltegeist ฉากที่คนส่องกระจกแล้วหน้าเละ มันก็ได้อารมณ์ประมาณนั้นแหละครับ) Foot in mouth

 

หลังจากอาบน้ำขัดสีฉวีวรรณกันเสร็จสิ้นแล้วก็รู้สึกมีความสุขขึ้นเยอะทีเดียว ทีนี้ก็ได้เวลาลุยทางวิบากกันต่อ บัดนี้พวกเราได้เข้ามาสู่เขตซาวูติกันแล้วครับ ซาวูตินั้นต่างจากอุทยานโมเรมีที่พวกเราเคยพักตรงที่มันแล้งกว่าหลายเท่า ในขณะที่โมเรมีเป็นทุ่งหญ้า ป่าและหนองบึง ซาวูติจะเป็นพื้นทราย ซากต้นไม้ และป่าที่มีแต่ไม้ต้นใหญ่ๆ ซะมากกว่า

และเจ้าถิ่นของซาวูติก็คือ ช้าง นี่เองครับ ที่นี่มีช้างทั้งแบบเดี่ยวๆ และแบบโขลงกระจายอยู่เยอะมาก เรียกได้ว่านั่งรถไปทุกห้านาทีต้องเจอช้างมาขวางถนนซักตัวนึง

 

สุดท้ายก็มาถึงที่ตั้งแคมป์ใหม่ คราวนี้เป็นที่โล่งเล็กๆ กลางป่าที่เต็มไปด้วยซากขอนไม้ตาย (จากการที่ช้างมาพังเล่น) เทียบกับแคมป์ที่เก่าแล้วนับว่าที่นี่แล้งมาก พื้นเป็นทรายไม่มีความชื้นอยู่เลย แต่ก็ยังมีดอกไม้ป่าสวยๆ งามๆ งอกอยู่ให้เห็นกันบ้าง

 

ข้างในเต๊นท์ผมเอง ขนาดที่นอนกำลังดีไม่อึดอัดมากครับ แต่ไม่รู้ทำไมตื่นมาปวดหลังทุกคืนเลย Foot in mouth

หลังตั้งแคมป์ เตรียมห้องส้วม ก่อไฟกันเสร็จเราก็ออกไปขับรถรอบบ่ายกัน เขตรอบๆ แคมป์เป็นป่าค่อนข้างทึบทีเดียว ผิดกับทุ่งหญ้าที่เคยเจอมา 

อันนี้ซากเต่าที่เจอระหว่างทางครับ

 

ทุ่งหญ้าในแถบนี้จะเป็นสีเขียวๆ คนละแบบกับหญ้าเหลืองๆ ที่คุ้นเคย พอโดนแสงแดดจ้าแล้วออกมาดูสวยแบบแปลกๆ นะครับ

 

 

สัตว์ตัวใหม่ที่เจอในป่าเรียกว่า Waterbuck ครับ เป็นกวางตัวใหญ่ซึ่งได้ชื่อนี้เพราะว่ามันจะกระโดดหนีลงน้ำเวลาโดนล่า จุดสังเกตคือตรงก้นมันจะมีวงขาวๆ เรียกว่า Toilet Seat (ที่รองนั่งส้วม) แปะอยู่ด้วย ซึ่งคำว่าส้วมนี่ก็ดูเข้ากับเจ้าตัวนี้มาก เพราะเอ็ดดี้บอกว่าเนื้อมันเหม็นซะจนสิงโตยังไม่กล้ากินเลย!!

 

ตัวนี้เป็นนกขนาดเบ้อเริ่ม เรียกว่า Secretary Bird หรือนกเลขานุการ บ้างก็ว่าคำว่า Secretary (เลขา) นี่เพี้ยนมาจาก Sagittarius ที่เป็นชื่อละตินของนกตัวนี้ บ้างก็ว่ามันได้ชื่อนี้มาเพราะมีขนสีดำๆ บนหัว คล้ายๆ เลขาสมัยก่อนที่จะเอาปากกาขนนกเสียบไว้กับผมตัวเอง (ส่วนตัวผมเชื่ออย่างแรกครับ ส่วนอย่างหลังฝรั่งที่ตั้งชื่อแกอาจจะยกมาอ้างแก้เขินที่ตอนแรกเรียกชื่อผิดก็ได้นะ 55555)

 

 

 

เนื่องจากวันนี้ไม่ได้เจอสัตว์เท่าไหร่ คุณไกด์เลยเลคเชอร์เรื่องต้นไม้ไปเรื่อยๆ ไล่ไปจนถึงชื่อละตินของแต่ละต้น!!  Foot in mouth หลังจากนั้นพี่ท่านก็จัดการเอ็นเตอร์เทนพวกเราด้วยการให้ตอบปัญหากวนๆ ระหว่างนั่งรถกันไปครับ ตัวอย่างคำถามก็เช่น

  • What goes up and never comes down? (อะไรเอ่ยขึ้นได้แต่ไม่ยอมลง) อันนี้ตอบ อายุ ครับ ไม่ยากเท่าไหร่เนอะ Cry
  • (จำภาษาอังกฤษไม่ได้ละ) อะไรเอ่ย คนสร้างไม่อยากได้ คนซื้อไม่ได้ใช้  คนใช้ไม่ได้เห็น คำตอบก็คือ “โลงศพ” ไงครับ ห้าห้าห้า
  • อันนี้ยากครับ เขาถามว่า The riches want it. The poor have it. It is bigger than god. And if you eat it, you’ll die. แล้วถามว่า it นี่คืออะไร

.

.

.

คำตอบก็คือ Nothing ไงครับ ลองเอาคำว่า Nothing ไปแทน it ในประโยคข้างบนดูสิ เม้คเซนส์ในทันทีเลยใช่มั้ยครับ (แต่ผมแอบเถียงว่า The riches want nothing นี่ไม่จริงอย่างแรงครับ ก็เห็นๆ กันอยู่นะครับว่าคนเรายิ่งรวยก็ยิ่ง want อะเนอะ 555) Foot in mouth  เอาเป็นว่าใครอยากเอาคำถามพวกนี้ไปเล่นบ้างก็ตามสบายครับ

 

ถ่ายอิมพาลาในระยะประชิด!! 

ต้นไม้หน้าตาแปลกๆ ที่เราขับรถผ่านกันหลายรอบ ผ่านกี่รอบก็ตื่นเต้นกันทุกครั้ง จนคุณไกด์ต้องบอกว่า ถ้าทริปต่อไปเขาขับผ่านต้นนี้อีก ก็คงคิดถึงกลุ่มเราเป็นแน่ Foot in mouth

 

 

กลับเข้าสู่สาระกันต่อ เย็นนั้นก็ไม่ได้เจออะไรตื่นเต้นเท่าไหร่ครับ นอกจากตอนขากลับแคมป์ผมโดนกิ่งไม้ที่ยื่นเข้ามาในถนนฟาดเข้าเต็มหน้าเลย (เพราะทางเริ่มมืดจนมองไม่เห็น) ยังดีที่ฟาดตรงใต้ตาพอดีนะ เพราะถ้าฟาดโดนตาเข้าจังๆ แล้วต้องมาลูกตาหลุดกลางป่านี่ ไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำยังไง Foot in mouth

 

อีกครั้งกับพระอาทิตย์ตกสวยๆ

อาหารเย็นวันนี้เป็นสตูไก่กับผักหลายอย่าง ปรุงบนกองไฟเช่นเคย เอ็ดดี้บอกว่าเมนูนี้ชื่อ “ชิกเก้นปาป้า” ครับ คงเพราะชิ้นไก่มันใหญ่เป็นโคตรพ่อไก่เลยล่ะกระมัง สตูนี้กินกับแป้งข้าวโพด ซึ่งรสจืดสนิท เหมือนเอาข้าวสวยไปบดๆๆ จนเป็นก้อนเดียวกันเนียนๆ เท่านั้นเอง แต่สตูไก่นี่ก็นับว่าอร่อยจริงจังครับ Undecided

 

ทางขวาคือสตูอร่อยขั้นเทพ ทางซ้ายคือแป้งข้าวโพดไร้สีไร้รสครับ

 

 

 

หลังกินข้าวกันเรียบร้อย ก็ถึงคราวเอ็ดดี้มานั่งเล่าเรื่องสยองขวัญข้างกองไฟให้พวกเราเก็บไปผวากัน Foot in mouth เรื่อง(จริง)นี้มีอยู่ว่า เมื่อสามปีก่อน ในอุทยานของบอตสวาน่านี่แหละ มีครอบครัวฝรั่งครอบครัวนึงมาเที่ยวดูสัตว์กันพ่อแม่ลูก (ใช้รถตัวเองขับลุยเลย ไม่ได้พึ่งทัวร์) แล้วทีนี้ลูกชายอายุ 12 ขวบ แกเอากล้องของตัวเองมาด้วย เพราะอยากถ่ายรูปสัตว์เองแบบใกล้ๆ ครับ ดังนั้นหนูน้อยเลยแอบพ่อแม่ เอากระดูกไก่ที่กินเหลือจากอาหารเย็น ไปโปรยรอบเต๊นท์ตัวเอง ด้วยหวังว่าพอมีตัวอะไรมากินกระดูกตอนกลางคืน ก็จะได้ถ่ายรูปไว้…

แต่ปรากฎว่าเด็กคนนั้นหลับไป โดยที่ลืมรูดซิปเต๊นท์ ในกลางดึกคืนนั้น ไฮยีน่าซึ่งตามกลิ่นอาหารมา ก็เลยจัดการลากเด็กออกมาจากเต๊นท์และดึงเข้าไปในพุ่มไม้ซะ ซึ่งพ่อแม่ก็เหมือนจะได้ยินเสียงนะครับแต่ดันไม่กล้าออกมาจากเต๊นท์ตัวเองซะงั้น พอถึงตอนเช้า สิ่งที่เจออยู่ในพุ่มไม้ก็เหลือเพียงหัวเด็กเท่านั้นเอง (เพราะไฮยีน่ากินกระดูกไปเกือบหมดด้วย)

 

สรุป เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าได้เอาอะไรที่มีกลิ่นล่อสัตว์ไปเก็บไว้แถวเต๊นท์เป็นอันขาด!!! เอ็ดดี้บอกว่าถ้ามีกลิ่นของกินมาจากข้างในเต๊นท์ ไฮยีน่ามันก็กัดจนผนังเต๊นท์ขาดแล้วบุกเข้าไปได้เลยล่ะ Sealed

 

พอฟังจบแล้ว อย่างแรกที่ผมถามเอ็ดดี้เลยก็คือ แล้วตกลงแคมป์ที่เรานอนอยู่นี่คือที่เดียวกับที่เด็กนั่นโดนกินใช่มั้ย??? ซึ่งก็โชคดีที่ไม่ใช่ครับ  เพราะจริงๆ ที่ผมกลัวไม่ใช่ไฮยีน่าหรอก แต่เป็นผีเด็กนั่นมากกว่า!! (ลองนึกภาพ ตอนนอนอยู่ในเต๊นท์ แล้วได้ยินเสียงเด็กร้องให้ช่วยดังออกมาจากข้างนอกตอนดึกๆ สิครับ บรึ่ยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ) Foot in mouth Foot in mouth

 

และแล้วอีกวันหนึ่งในแอฟริกาก็จบลงด้วยประการฉะนี้ครับ วันนี้ยังไม่เจออะไรตื่นเต้นมาก แต่สำหรับพรุ่งนี้นั้นนับว่าเป็นไฮไลท์ของทริปกันเลยทีเดียว ว่าแล้วก็โปรดติดตามต่อใน Ch.6-ช้างบุก!! ครับ Embarassed

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Hot! มีเรื่องสยองขวัญปิดท้ายด้วย confused smile

ได้ไปทัวร์ลุย ๆ แบบนี้คงสนุกไปอีกแบบเน้อะ

#1 By D-faxtory on 2011-07-01 10:56

Hot! Hot! Hot! Hot!

มันเจ๋งมากเลยท่าน

กับการได้เดินทางท่องเที่ยวแบบนี้ แอฟริกา

เจอแต่เรื่องตื่นเต้นทุกวัน สุดๆ ไปเลยคะbig smile big smile

-----------------------

#2 By YiiM-YiiM on 2011-07-01 12:05

ชอบรูปสิงโตอ่า....แล้วก้ชอบซากเต่าด้วย

#3 By Rapbitan on 2011-07-01 15:04

ชอบรูปบรรยากาศตอนเย็นๆ :D

เรื่องเล่าสยองมาก D: !!
Hot!

#4 By AelitaX on 2011-07-01 15:35

Hot! Hot! Hot! big smile

สุดยอดเลยครับ~cry

#5 By Lil'BoX on 2011-07-01 16:00

เป็นการเที่ยวที่น่าตื่นเต้นจริง ๆ ครับ
อิมพาลา ยอมให้ถ่ามรูปใกล้ ๆ ได้ด้วยembarrassed

เรื่องเล่าที่เป็นอักษรสีส้ม
เป็นบทเรียนที่น่าเศร้าสำหรับนักเดินทางเลย
เล่าในวงรอบกองไฟช่วงค่ำสินะครับ
กลางป่าแบบนั้นถ้าเป็นผม
คงผวานอนไม่หลับเลยทีเดียว

#6 By Nest on 2011-07-01 16:00

Hot! Hot!
เป็นการเที่ยวที่น่าสนุกมากเลยค่ะ
เห็นแล้วอยากเกาะล้อไปด้วย (ฮา)

// ชื่อตอนต่อไปน่าสนใจมว๊ากก

#7 By Mew Al Sax ' on 2011-07-01 18:18

Hot! Hot! Hot!

เป็นทริปที่ Adventure มากเลยค่ะ สุดยอด

สิงห์โตหล่อดี
สงสัยตรงถังน้ำที่ต่อสายยังไปฟักบัวอาบน้ำน่ะค่ะ ถังแค่นั้นน้ำพออาบเหรอคะbig smile big smile

#8 By Pat on 2011-07-01 19:56

ผมชอบอาหารแอฟริกานะ (แต่ไม่ใช่ของดิบๆ พอสุกหน่อยอะได้ ) ชอบกินไรแบบนี้ เนื้อเป็นเนื้อ 55

#9 By Howl on 2011-07-01 20:21

โห เรื่องเด็กตอนท้ายนี่หลอนระดับสิบดาวเลยครับ
Hot! Hot! Hot! sad smile

#10 By 2521luck on 2011-07-01 21:32

ทัวร์สนุกมากค่ะ
ชักเริ่มสนใจอาหารแอฟริกาแล้วสิ (ยัยนี่มันสนแต่อาหาร?sad smile)

#11 By ♪~Blazechan~♪ on 2011-07-01 22:01

อาหารแอบน่ากิน

open-mounthed smile open-mounthed smile

#12 By อิสระรำพัน on 2011-07-02 02:45

โหย... เรื่องเล่าสยองขวัญท้ายเอนทรี่นี่...
น่าสะเทือนใจมากครับ...

ป.ล. รอเอนทรี่หน้า ท่าทางจะน่าตื่นเต้น
ช้างบุก !!! confused smile

#13 By IMAGLΣLIO on 2011-07-02 02:56

โอ้ ทริปนี้ สุดยอดมากจริง ๆ ค่ะ
เปิดหูเปิดตาในแอฟริกา เน้ออ
ปล. ติดตามต่อกับช้างบุกค่ะ ! ฮาาา
cry cry

#14 By littleffrog on 2011-07-02 11:56

เหอะๆๆๆ ป้าอ่านซะเพลิน จบซะแล้ว มีข้อข้องใจบางประการค่ะ

- เนื่องจากเอ็ดดี้เวทนาพวกเราซึ่งไม่ได้อาบน้ำแบบจริงๆ จังๆ มาสองสามวันแล้ว

แน่ใจนะคะว่าเอ็ดดี้เค้าเวทนาน้องจริงๆ ไม่ใช่เค้าสงสารจมูกของหรอกหรือค๊ะ..

-เอ็ดดี้ได้ชิม นรกปลาสลิดหรือเปล่าคะ..ถ้าชิมเค้าพูดว่าอะไร..หรอยจังฮู้ หรือว่าแซบหลาย..คะคุณน้องขา

ชอบภาพที่ถ่ายมาทุกภาพ สีเป็นธรรมชาติ สวยดีค่ะ
ฝีมือก็ใช่ย่อย..

แล้วจะติดตามอ่านต่อ..ถ้าคนเขียนยังไม่ได้โดนช้างเหยียบแบนแต๊ดแต๋ไปซะก่อน.. ไปและค่ะHot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#15 By jeabjung on 2011-07-02 14:38

เที่ยวสนุกดีแท้!! แต่แอบเป็นทริปสู้ชีวิตอยู่เหมือนกันนะ sad smile

ปาดาว Hot! Hot! Hot!
(จะบอกว่าพึ่งเข้าใจว่าปาดาวคืออะไร แบบว่ามือใหม่หัดเล่นexteen ฮา~~)

#16 By som-sakura on 2011-07-02 18:12

...ทัวร์แบบนี้น่าสนุกนะครับ...

ฮ่าๆ

ลุยดี

เรื่องสยองอันสุดท้ายนี่...น่ากลัว...- -"

#17 By I am DangerousFox on 2011-07-02 18:17

@pat: ถังเอาไว้ใส่เฉพาะน้ำอุ่นครับ น้ำเย็นจะมาตามท่อ ฝักบัวเขาจะออกแบบให้น้ำไหลออกทีละไม่มาก (เพราะต้องประหยัดด้วย) ถ้าน้ำหมดก็จะมี จนท. แถวนั้นมาดึงถังลงและเติมให้ครับ

@jeabjung: ผมว่ากลิ่นตัวเอ็ดดี้เค้าก็พอกันแหละครับ ยิ่งตอนถอดเสื้อโค้ตเนี่ยอื้อหือออ....sad smile sad smile sad smile

น้ำพริกได้ชิมครับ ชิมแล้วพี่แกก็ไม่ได้พูดอะไรเลย....เพราะอยู่ดีๆ หน้าก็แดงขึ้นมา (แดงทั้งๆ ที่หน้าดำนี่แหละ) แล้วก็วิ่งหนีไปหาน้ำโดยพลัน และหลังจากครั้งนั้นก็พี่ท่านก็ไม่ยอมเข้าใกล้เครื่องปรุงไทยๆ ของเราอีกเลย sad smile sad smile sad smile

#18 By SimpsKwan on 2011-07-02 21:32

น้ำพริกนรกปลาสลิด
ชอบจังเลย มีแอบพกพาไปกินด้วยอ่ะ 555+Hot! Hot! confused smile

#19 By Deecaa on 2011-07-03 00:19

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

อะไรไม่สะดุดตาเท่าคำถามของไกด์ครับ ยากจริงๆแหะ เดาไม่ได้หมือนกัน แต่พอรู้คำตอบแล้วคมกริบเลยทีเดียว

(แต่รูปที่เอามาแบ่งก็ชอบนะครับ อย่าเพิ่งน้อยใจไป ดูสบายตาเรื่อยๆ แต่ไม่รู้จะคอมเมนท์อะไรละ เพราะเพิ่งเคยเห็นการเที่ยวแบบซาฟารีที่ไม่ใช่สารคดีจริงๆ จังๆ ครั้งแรกเหมือนกัน)

ตอบจากเอนทรีย์ของผมนะครับ: แน่นอนอยู่แล้วครับ สังคมชายเป็นใหญ่บังคับให้ผู้หญิงหยุดสวยไม่ได้ เพราะ คุณค่าของผู้หญิงต้องถูกกำหนดผ่าน "การถูกเลือก" ของฝ่ายชาย ซึ่งจริงๆ มันไม่แฟร์แหละ ทำไมผู้ชายปล่อยตัวได้แล้วไม่โดนว่า ในขณะที่ผู้หญิงอ้วนนิดอ้วนหน่อย ดำนิดดำหน่อย ก็ไม่สวยแล้ว

อย่าให้ said เรื่อง gender เลยครับ ร่ายได้อีกประมาณ 8 หน้า ฮ่าๆๆ (บังเอิญผมเรียนเรื่องนี้มาด้วยแหละ เลยอยากเอามาลงบล็อคสักครั้ง)

#20 By Notti Sweettoothi on 2011-07-03 11:17

ดูรูปแล้วจุดประกาย

ขอบคุณข้อมูลการเดินทางที่ตอบมาทาง EMS ด้วยคร้าบบบบ
ขอบคุณนะคะสำหรับคอมเม้น

เพื่อนเล่าให้ฟัง อมยิ้มก็เลยเอามาวาดอะคะ

วาดไปวาดมาเป็นตู้โทรศัพท์แบบอังกฤษเฉยเลยคะ

555+big smile big smile

--------------------------

#22 By YiiM-YiiM on 2011-07-04 11:25

พวกฝรั่งชอบแดดจัง คนไทยกลัว
เห็นอาหารแล้ว คงไม่ไปหรอก เที่ยวสวนสัตว์
ในไทยดีกว่า อิอิ

big smile sad smile Hot!

#23 By ปิยะ99 on 2011-07-04 12:51

สนุก cry
เรื่องเด็กน่ากลัวและน่าสงสารจังค่ะ
ฝรั่งชอบเลี้ยงลูกให้แกร่งและกล้า แต่บางทีก็เยอะไปอะ

อ่านต่อๆ

#25 By แอ้ on 2012-02-24 21:57