[Africa] Ch.6: ช้างบุก!!!

posted on 13 Jul 2011 22:49 by simpskwan in AfricaAdventure directory Travel

ความเดิมตอนที่แล้ว: คลิก Ch.1, Ch.2, Ch.3, Ch.4, Ch.5

 

 

ไม่เจอกันซะนานเลยนะพวกนาย (ทำเสียงแบบตัวร้ายการ์ตูนญี่ปุ่น)  อะแฮ่มๆๆ กลับมาละครับหลังจากห่างหายกันไปนาน เพราะจขบ. ต้องแบ่งเวลาไปเคลียร์เรื่องงานรับปริญญาทั้งหลายด้วย (เป็นงานที่ทำให้หมดพลัง จนไม่อยากถ่ายรูปไปอีกนานเลยจริงๆ) Foot in mouth

 

ก่อนจะเข้าเรื่องในคราวนี้ ก็ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงครับ ที่ช่วยกันปาดาวกันคนละเล็กละน้อย จนเอ็นทรี่ที่แล้วอยู่ดีๆ ก็ได้ขึ้น hot ไปพร้อมกับความมึนงงของจขบ. ซะงั้น !!! Money mouth

 

 แคปภาพไว้เป็นเกียรติเป็นศรีแก่บล็อกนี้สืบไป

 

ส่วนตัวแล้ว ผมนั้นเขียนบล็อกเพื่อสนองความพอใจของตัวเองเป็นหลัก แต่ถ้าสิ่งที่ระบายไป เกิดถูกตาต้องใจคนอ่านทุกท่าน ก็นับว่ายินดีเป็นอย่างยิ่งครับ Money mouth

ฉะนั้นก็ขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้งที่ทำให้บล็อกน้อยๆ เปิดใหม่ เดินทางมาได้ไกลขนาดนี้ (//ซับน้ำตาประหนึ่งได้ออสการ์) Tongue out 

และถ้าหากใครที่สังเกตตรงแบ็คกราวน์ ก็จะเห็นว่าเหล่าปลาในบล็อกก็เฉลิมฉลองโอกาสนี้ด้วยการออกลูกหลานมาแหวกว่ายอยู่เต็มไปหมดเช่นกัน!! (เกี่ยวมั้ย??) Undecided

 

 

หลังจากซาบซึ้งกันเสร็จแล้ว (หรือ จขบ. ซึ้งอยู่คนเดียวก็ไม่รู้) ก็มาเที่ยวแอฟริกากันต่อเลยดีกว่า Surprised

 

 

หลังตื่นและออกจากเต๊นท์ ก็พบกับบรรยากาศตอนเช้า ณ ที่โล่งกลางป่าครับ

แสงแดดตอนเช้าของแอฟริกานั้นช่างงามยิ่งนัก โดยเฉพาะตอนที่แสงกระทบต้นไม้หงิกๆ งอๆ นี่แหละบรรยากาศจะสวยงามมากกกกก

 

ทีมงานกำลังขุดหลุมกลบกองไฟ โดยมีแสงอรุณช่วยแต้มสีให้ควัน ดูแล้วเหมือนฉากหนังอาร์ตๆ ซักเรื่อง

หลังข้าวเช้าเราก็เก็บแคมป์กันอีกครั้งครับ เพราะคราวนี้จุดหมายต่อไปคืออุทยานโชเบ (Chobe) อันเป็นเขตดูสัตว์ริมแม่น้ำที่ (หวังว่า) จะอลังการที่สุดของทริปนี้กันล่ะครับ

 

ตามที่เอ็ดดี้ชี้ให้ดูนี่แหละ การจะไปอุทยานโชเบเราต้องขึ้นเหนือไปอีก ซึ่งพอหลังเที่ยวตรงนั้นเสร็จก็จะข้ามประเทศเข้าแซมเบียต่อได้พอดี

 

และแล้วก็ออกเดินทางขึ้นเหนือกัน 

ภาพฉาว: ม้าลายโจ๊ะพรึมๆ กันต่อหน้าลูกๆ!!! Sealed

 

ตอนเช้านี่ต้องเร่งถ่ายรูปให้เยอะที่สุดครับ เพราะจะได้วิวสวยๆ แบบนี้เพียบ

 

 

ร้านขายของข้างทาง ที่นี่สงสัยคนเขาจะชอบสีชมพูมากกก เกือบทุกบ้านต้องทาเป็นสีชมพูหมดเลย (ผมลองถามไกด์ดูว่าทำไมถึงต้องใช้สีนี้ พี่แกก็ไม่รู้เหมือกัน) ส่วนเมนูกับโฆษณาคอลเกตก็เพ้นท์มันลงไปบนผนังนั่นแหละ ไม่ต้องเสียเวลาทำป้ายด้วย  Cry

 

 

หมู่บ้านเล็กๆ ระหว่างทาง

 

อันนี้เป็นที่ทิ้งขยะของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่กลางป่าครับ ไม่มีอะไรเลยนอกจากตึกคอนกรีตล้วนๆ กับรั้วกันหมา (ซึ่งก็กันไม่ได้อยู่ดี) คณะเราก็แวะตรงนี้เพื่อให้ทีมงานเอาขยะลงไปทิ้ง

ข้างในอาคารก็มีแค่พื้นโล่งๆ + กองขยะปริมาณมหาศาล คนทิ้งก็แค่เอาขยะใส่ถุงแล้วโยนเข้าไป ดูแล้วสงสารคนเก็บขยะเขานะครับ (หรือว่าบ้านเขาไม่มีคนเก็บขยะ แล้วปล่อยให้ธรรมชาติจัดการเองก็ไม่รู้) Foot in mouth

 

 

ทางก็ยังวิบากเช่นเดิม ตรงนี้มีการลุยน้ำกันเล็กน้อย

และแล้วเบื้องหน้าของพวกเรา ก็ปรากฎสิ่งแปลกประหลาดของแอฟริกาอีกอย่างนึง นั่นก็คือรันเวย์สนามบินกลางป่าครับพี่น้อง ที่ว่ากลางป่านี่คือกลางป่าจริงๆ นอกจากรั้วกับพื้นรันเวย์เรียบๆ แล้วก็ไม่มีอะไรอีกเลย!! ใครจะเอาเครื่องบินมาจอดก็คงต้องนัดคนมารับดีๆ ครับไม่งั้นลงมาติดกลางดงไฮยีน่าแน่ๆ

 

พอรถหยุดพักเราก็เอาของยังชีพ (ขนม) ออกมาจากที่เก็บใต้ที่นั่ง (เปิดฝาลำบากเพราะหนักมาก ซึ่งความหนักนี่ก็ช่วยกันสัตว์ป่าไม่ให้แงะเข้าไปกินเสบียงเราตอนกลางคืนด้วย)

และแล้วก็เข้าเขตโชเบแล้วครับ แต่กว่าจะไปถึงแม่น้ำที่เป็นจุดดูสัตว์หลัก คณะของเราก็ต้องฝ่าทุ่งทรายอันแห้งแล้งอีกยาวไกลนัก Foot in mouth

 

พักกลางวันกินข้าวกันกลางป่าอีกครั้ง (มีทูน่าสลัดด้วยคราวนี้) จริงๆ อยากกินชิกเก้นปาป้าที่เหลือเมื่อคืนมากกว่า (เพราะอร่อยมากกก) แต่เขาทำเมนูนี้ให้กินก็ต้องกินกันไป จริงๆ แอบเห็นด้วยว่าทีมไกด์ของเราเอาชิกเก้นปาป้าที่เหลือไปหม่ำเองซะแล้ว แต่ก็ยอมๆ เขาไปครับ เพราะเขาเป็นฝ่ายทำให้เรากินหมดเลยนี่นา

 

วันนี้กินกันใกล้ๆ แหล่งน้ำครับเลยได้เห็นผีเสื้อสีส้มๆ บินมาเยี่ยมเต็มไปหมด

พูดถึงผีเสื้อเนี่ย ผมจำได้ว่าเคยอ่านหนังสือเรียน สปช. สมัยประถม เขาบอกว่าหน้าที่ของผีเสื้อคือ “ผสมเกสรให้ดอกไม้ และประดับโลกให้สวยงาม”

พอกลับมาคิดดูตอนนี้แล้ว รู้สึกว่าการเขียนตำราแบบนี้ทำให้มนุษย์เราดูเห็นแก่ตัวยังไงก็ไม่รู้นะครับ ไปกำหนดหน้าที่ให้เขาว่าเป็นตัว “ประดับ” โลกให้สวยงาม (ในสายตาเรา) อีกแน่ะ ทั้งๆ ที่จริงๆ สีบนปีกผีเสื้อก็เอาไว้ช่วยเพิ่มโอกาสแพร่พันธุ์ของเขาเองนี่นา Foot in mouth Foot in mouth

 

 

บ่นนอกเรื่องเสร็จแล้วก็ไปกันต่อครับ หลังออกรถไปซักพักก็เจอะเจ้าถิ่นเข้าพอดี

ตัวนี้เป็น Bull Elephant หรือก็คือตัวผู้ที่อยู่เดี่ยวๆ ครับ ถึงจะตัวใหญ่มากกกกก แต่เอ็ดดี้บอกว่าพวกนี้ไม่ดุเลยซักนิด ที่ดุๆ จะเป็นช้างที่อยู่ในโขลงและมีลูกซะมากกว่า

พอจ้องหน้าวัดใจกันซักพักก็เดินหลบรถไปเองด้วยกิริยาอันสุภาพเรียบร้อย

 

หลังจากฝ่าฝุ่นและแดดอันรุนแรงมาทั้งบาย ก็เจอจุดที่เอ็ดดี้เรียกว่า Paradise เป็นแหล่งน้ำกลางความแล้งนี่เอง

 

นี่คือต้นบาโอบับ (หรือเบาบับ อะไรไม่รู้แล้วแต่จะอ่าน) หลายคนคงเคยเห็นจากหนังอย่าง Madagascar  ใช่มั้ยครับ บาโอบับเป็นต้นไม้พันปีที่ไซส์ใหญ่มากกกกกกกกกกก ใหญ่จนเอารูปถ่ายเล็กๆ มาแปะคงไม่อาจถ่ายทอดความใหญ่ของมันได้หมด เพราะงั้นเรามาเทียบขนาดต้นไม้ต้นนี้กับมนุษย์สองเผ่าพันธุ์กันดีกว่า

มนุษย์เอเชียไซส์มินิ มนุษย์แอฟริกาไซส์ปกติ และ อภิมหาต้นไม้พันปี  Foot in mouth

 

ระหว่างทางก็เจอฝรั่งติดหล่มนิดหน่อย ก็มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นที่ผ่านมาช่วยกันดึงอยู่

 

ทีนี้ความตื่นเต้นก็เริ่มขึ้นเมื่อมีคน ว. มาบอกเอ็ดดี้ครับว่ามีสิงโตมาโผล่ในแคมป์ใกล้ๆ จุดที่เราอยู่พอดี ก็เลยแวะออกนอกทางไปดูซะหน่อย

แคมป์ที่ว่านี่เป็นแคมป์ไฮโซครับ เต๊นท์ของเขาก็เป็นเต๊นท์ใหญ่ๆ มีห้องน้ำในตัวแบบที่เราแอบไปใช้ในตอนที่แล้วนั่นแหละ

พอมาถึงทางเข้า ก็จะเห็นว่าที่ทำงานที่นี่ติดลูกกรงด้วย เหมือนจะเว่อร์แต่ก็เหมาะสมแล้วล่ะ เพราะคราวนี้เอ็ดดี้บอกว่าสิงโตมันมากินนอนในแคมป์กันเลยทีเดียว!! ลูกกรงที่เห็นนี่ก็เลยดูมีประโยชน์ขึ้นมาในทันใด

เอ็ดดี้บอกเราว่าทางแคมป์แจ้งมาว่าเมื่อคืนมีสิงโตมาฆ่าม้าลายตายกลางแคมป์ (คนในเต๊นท์คงได้ยินเสียงกันสดๆ เลยสินะ บรื่อๆๆๆๆๆๆๆ) Undecided แล้วพอกินเสร็จมันก็นอนอื่ดอยู่แถวๆ เต๊นท์ที่คนพักนี่แหละ!! แหมแอบอิจฉาเหล่าไฮโซที่พักกันที่นี่นะครับ พวกเราขับรถหาสิงโตกันแทบตาย แต่ของเขานี่มีตัวเป็นๆ