ความเดิมตอนที่แล้ว: คลิก Ch.1, Ch.2, Ch.3, Ch.4, Ch.5, Ch.6

 

และแล้วหลังจากการรอคอยอันยาวนาน (ใครรอ?) ตอนใหม่ก็คลอดออกมาจนได้!! Surprised  ต้องขออภัยสำหรับความล่าช้าด้วยครับเพราะช่วงนี้ ชีวิต จขบ. ยุ่งจริงจัง เนื่องจากกำลังเตรียมการสำหรับการเดินทางครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของชีวิตอยู่ (ซึ่งจะมาเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป) เอาเป็นว่าไปเที่ยวกันต่อเลยดีกว่าาาาาา Embarassed

 

 

เริ่มด้วยพระอาทิตย์ขึ้นเหนือแคมป์อีกครั้ง ซึ่งคราวนี้สวยเป็นพิเศษเพราะเราตั้งแคมป์กันกลางทุ่ง เลยไม่มีต้นไม้มาบังเท่าไหร่

 

อากาศหนาวๆ กลิ่นป่าตอนเช้า กับกองไฟ รวมเป็นแค้มปิ้งที่สมบูรณ์ Cry

 

หลังเสร็จจากการเก็บแคมป์ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปแม่น้ำโชเบกัน อย่างแรกที่สังเกตเห็นวันนี้คือท้องฟ้ามี “เมฆ” เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เรามาถึงแอฟริกาครับ อาจจะเป็นเพราะเราเข้าใกล้แม่น้ำใหญ่แล้ว ความแล้งในอากาศเลยลดลงก็เป็นได้ (แต่ถ่ายรูปไม่สวยเท่าท้องฟ้าโล่งๆ เลยอะ) Foot in mouth

 

 

ช้างก็ยังเจออยู่ตลอดทาง แต่ไม่มีแบบดุๆ เหมือนเมื่อวานแล้วครับ น่าเสียดายเหมือนกันเนอะ ใจนึงก็กลัว ใจนึงก็อยากเจออีก (ผมเคยได้ยินคนพูดไว้ว่ามนุษย์เรามีความเป็น masochist แฝงอยู่โดยธรรมชาติ นั่นคือลึกๆ แล้วเราชอบอะไรที่มันทรมานตัวเองครับ เช่นการดูหนังดราม่าทั้งที่รู้ว่าจะร้องไห้ หรือเล่นอะไรที่มันเสี่ยงๆ จะว่าไป การที่ผมอยากถูกช้างวิ่งไล่อีกรอบนี่ มันจะจัดอยู่ในเคสนี้ด้วยรึเปล่าหนอ)  Kiss

 

ลืมตัวเล็กๆ พวกนี้ไปรึยังครับ ตัวพวกนี้เรียกว่ามองกูส คล้ายๆ พังพอนบ้านเรานี่เอง น่ารักดีนะ

 

ต้นบาโอบับ ต้นไม้โบราณที่เจอไปในตอนที่แล้ว ต้นนี้ถูกช้างแกล้งแถ (หรือที่เรียกว่า เอาสีข้างเข้าถู) จนโค่นอย่างที่เห็น เอ็ดดี้บอกเราว่าต้นไม้พวกนี้เหลือต้นใหญ่ๆ ไม่มากแล้ว เพราะถูกช้างเอางวงเอางามาสีจนเละไปหมดนี่แหละ พวกต้นใหญ่ๆ ที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่จะงอกอยู่บนเขา หรือพื้นที่ชันๆ ที่ช้างปีนขึ้นไปไม่ถึง

 

 

สะพานข้ามแม่น้ำควาย (ใช่แล้วครับอ่านว่าแม่น้ำควาย หรือไคว อะไรนี่แหละ) อย่างนึงเลยที่ผมขัดใจมากกับที่นี่คือ design สิ่งก่อสร้างในป่ามันช่างขัดกับธรรมชาติเหลือเกิน อย่างน้อยเอาสีเขียวๆ กากีๆ มาทาทับหน่อยก็จะดีนะ Tongue out

ขับๆ ไปก็ยังไม่เจออะไร เลยชวนเอ็ดดี้เม้าท์กันซะหน่อย เอ็ดดี้แกบอกว่าก่อนจะมาเป็นไกด์ เคยฝึกเป็น จนท. ranger ดูแลป่ามาก่อน ซึ่งการเป็นเรนเจอร์นี่ต้องฝึกกันอย่างน้อยปีนึงเลยทีเดียว แถมสมัยเรียนก่อนจะมาเป็นเรนเจอร์ พี่ท่านยังจบด้าน Zoology (สัตววิทยา?) และปักษีวิทยา (ศึกษานก) มาก่อนด้วย (ถึงว่าทำไมรู้กระทั่งชือวิทยาศาสตร์ของสัตว์ที่เจอทุกตัว)

จะเห็นชัดเลยนะครับว่าไกด์ของเขาต้องผ่านการฝึกฝนอะไรต่างๆ มาดีมากจริงๆ สมกับที่การท่องเที่ยวเป็นจุดขายหลักของประเทศเขาโดยแท้ และความรู้ที่เขามีก็ไม่ได้มาจากการเป็นคนท้องถิ่น หรือการมีประสบการณ์มากเพียงอย่างเดียว 

 

-----------------------------------------------------------------------

 

และแล้ว ระหว่างที่กำลังนั่งรถผ่านพุ่มไม้กันอยู่ดีๆ ผมก็มองไปทางซ้ายของรถ เอ๊ะเห็นอะไรดำๆ ใหญ่ๆ Sealed

 

พอพุ่มรถวิ่งเลยพุ่มไม้ที่บังอยู่ไป ก็ปรากฎร่างควายป่า!!!!! หนึ่งใน BIG FIVE ที่รอดูกันมานาน อยู่ใกล้รถในระยะประชิด กรี๊สสสสสสสสสสสสสสสส!!! (กรีดร้องเสียงหลงในใจ)  Undecided

 

ในเสียววินาทีแรกสุดนั้น สิ่งแรกทีแวบเข้ามาในหัว ทันทีที่เห็นหน้าคุณควายโผล่มา คือต้องตะโกนบอกให้คนอื่นรีบถ่ายรูป (อารมณ์ประมาณว่า เจอบิ๊กไฟว์อีกตัวแล้ววว เย่ๆๆๆ) Surprised

แต่พอเสี้ยววิถัดมา พลันสายตาก็เลื่อนต่ำลง เห็นว่าคุณควายไม่ได้มองพวกเราอยู่เฉยๆ แต่ขามันก็กำลังซอยถี่ๆ จนฝุ่นฟุ้งตลบ

หรือก็คือ คุณควายกำลังพุ่งเข้ามาหารถเรานั่นเอง!!! Undecided

 

อันนี้เอาจากกล้องคนอื่นมาลงครับ เพราะ จขบ. ถ่ายไม่ทัน (ตอนแรกคุณควายอยู่ใกล้กว่านี้มากกก นี่ถ่ายตอนที่กำลังบึ่งรถหนีอยู่)

 

จะบอกว่า ทั้งหมดที่เขียนมานี่ เกิดขึ้นภายในไม่ถึง 3 วินาทีครับ ณ จุดนั้นการรับรู้มันจะออกมาเป็นฉากๆ เลยจริงๆ เริ่มจากเห็นหน้าควาย => เห็นขาควาย => เห็นควายวิ่งมาใส่

 

ทุกอย่างเกิดเร็ว จนไม่ทันมีเสียงอุทานอะไรหลุดออกมาจากคอผมเลยด้วยซ้ำ แต่ทางไกด์ของเราก็รู้ตัวเร็วพอกัน จึงไม่รอช้าเหยียบคันเร่งบึ่งรถหนีทันที ซึ่งฝีเท้าควายก็สู้รถไม่ได้อยู่แล้ว อึดใจต่อมาเราเลยสลัดควายตัวนี้หลุดอย่างง่ายดาย Foot in mouth

 

ผมมาได้สติอีกครั้งก็ตอนที่ควายยอมแพ้ เลิกวิ่งไล่ซะแล้ว เลยเพิ่งรู้ตัวว่าในมือยังถือกล้องในท่าพร้อมกดชัตเตอร์อยู่เลย!! (ถือค้างไว้แบบนั้นตั้งแต่วินาทีที่เห็นหน้าควายนั่นแหละ) Foot in mouth ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถือกล้องค้างแบบนั้นมานานเท่าไหร่แล้ว นับว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยครับ ที่สติหลุดลอยออกจากตัวซะขนาดนี้

 

คุณไกด์เองก็ดูจะซีเรียสกับควายมากกว่าช้างเยอะทีเดียว ตอนช้างนี่พี่แกขับหนีแบบชิลๆ พอเจอควายดันเร่งเครื่องเหยียบมิดซะงั้น แต่พอหนีพ้นแล้วก็กลับมาเฮฮากันเหมือนเดิมครับ มีการถามพวกเราอีก ทำนองว่าเป็นไงควายดุมั้ยๆ ควายเมืองไทยเป็นแบบนี้รึเปล่า ฯลฯ ดูราวกับว่าพวกท่านทั้งหลายเจอควายไล่กันเป็นปกติทุกวัน!! Foot in mouth

 

-----------------------------------------------------------------------

 

 

เอาเป็นว่าความระทึกช่วงเช้าก็จบลงเท่านี้ครับ ก็นับว่าคุ้มนะกับการได้สัมผัสความตกใจขนาดนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต แต่จริงๆ ถ้าให้ควายมาวิ่งไล่รถอีกซักรอบผมก็เอานะ (เอ๊ะหรือว่านี่จะเป็นความ masochist ลึกๆ ในตัว แบบที่เคยพูดไปกันหนอ) Smile

น่าเสียดายที่ความตื่นเต้นช่วงเช้าก็เป็นแบบมาเร็วไปเร็วครับ การเดินทางช่วงสายๆ เลยออกแนวจืดๆ ซะมากกว่า ที่เจอก็มียีราฟสวยๆ (ซึ่งพอเทียบกับควายเมื่อกี้ก็กลายเป็นไก่กาที่ไม่มีใครสนไปเลย 555)  

 

จากนั้นก็เจอปัญหาติดหล่มทรายนิดหน่อย ซึ่งก็ต้องปล่อยเป็นหน้าที่ทีมไกด์ช่วยกันดึงรถให้พ้นครับ ส่วนพวกเราก็นั่งลุ้นกันตัวโก่ง เพราะถ้ารถเกิดเป็นอะไรขึ้นมากลางป่าล่ะก็…..ผมก็ไม่อยากจะคิดเหมือนกันล่ะ Foot in mouth

หลังหลุดจากหล่มมา ก็ขับรถสวนกับทัวร์ฝรั่งกลุ่มนึงครับ พอเจอพวกเรา พวกเขาเหล่านั้นก็พร้อมใจกันตะโกน “โอฮาโย่!!!!” เป็นการทักทายโดยพลัน

ถ้าเป็นครั้งแรกก็ยังพอว่า แต่นี่เป็นคราวที่ 6 แล้วครับที่พวกเราถูกทักว่าเป็นคนญี่ปุ่น (คุณน้าคนนึงในกลุ่มบอกว่า อาจจะเป็นเพราะคุณน้าหน้าตาคล้าย “เจ้าหญิงมิชิโกะ” ก็เป็นได้ ฮ่าฮ่าฮ่า) Foot in mouth

สุดท้ายผมเลยลองตะโกนตอบไปว่า “นิฮงจินจะไน่!!!!” (ตูไม่ใช่คนญี่ปุ่นเฟร่ย!!!) แต่เขาก็คงไม่รู้เรื่องหรอกมั้ง Kiss

 

อีกอย่างที่น่าสังเกตคือ ทุกครั้งที่รถเราสวนกับทัวร์ฝรั่ง กลุ่มฝรั่งเขาจะเป็นฝ่ายเบี่ยงรถปีนขึ้นข้างทางเพื่อหลบรถเราตลอดเลยครับ

ตอนแรกก็แอบปลื้มนะว่าฝรั่งนักท่องเที่ยวที่นี่ช่างมีมารยาทให้เกี่ยรติกลุ่มผู้มีอาวุโสชาวเอเชียเสียเหลือเกิน แต่คิดไปคิดมาถึงนึกออกว่า คงเป็นเพราะรถเราใหญ่ยาวกว่าชาวบ้านเขาเป็นเท่าตัว เขาเลยต้องหลบให้ เพราะกลัวว่าถ้ารถเราเป็นฝ่ายปีนขอบทาง คงมีสิทธิ์กลิ้งลงมาทับรถเขาซะมากกว่า Foot in mouth

 

เราจอดรถดูช้างตัวนี้นานมากกกกกกกกครับ เพราะว่าทุกคนอยากถ่ายรูปตอนช้างว่ายน้ำ ไอ้เจ้าช้างนี่ก็เหมือนจะรู้ว่าเราแอบดูอยู่ เพราะเดี๋ยวก็ทำยั่วเดินไปทางบ่อน้ำแบบช้าๆ แล้วพอจะถึงบ่อก็ดันหันกลับซะงั้น!!  Tongue out

 

 

ซูมเข้าไปๆๆ 

ช่วงใกล้ๆ เที่ยงเจอช้างอีกแล้วครับ ตัวนี้ทำท่าดุแต่จริงๆ ไม่ค่อยดุนะ แค่ยืนจ้องเฉยๆ เดี๋ยวเดียวก็ไป

 

  

ผ่านมาสักพัก คราวนี้มากันทั้งครอบครัวเลยทีเดียว ปกติเขาว่าพวกที่อยู่กันเป็นโขลงนี่จะดุนะ แต่ครอบครัวนี้กำลังเอ็นจอยบ่อน้ำกันอยู่เลยไม่สนใจเราเท่าไหร่ เปิดโอกาสให้พวกเราจอดรถถ่ายรูปกันจนอิ่มหนำ Embarassed

 

 

มีเล่นกันด้วย Surprised

 

-----------------------------------------------------------------------

 

 

หลังเสร็จมื้อกลางวัน อันได้แก่แซนด์วิช บลาๆๆ เหมือนเมื่อวานเด๊ะ (ซึงทำใจไว้แล้วว่าต้องกินของเหมือนกันแทบทุกวัน แต่เอาเถอะรอกินของอร่อยเฉพาะตอนเย็นก็ยังคุ้ม) ก็เริ่มการนั่งรถลุยฝุ่นอันแสนวิบากกันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะไปถึงโชเบซึ่งเป็นจุดหมายสุดท้ายในบอตสวานาของพวกเราครับ

นั่งๆ ไปก็เริ่มจะสังเกตได้นะครับว่า ภูมิประเทศบางส่วนจะดูเปลี่ยนไปแบบชัดเจนมาก ที่เด่นสุดเลยคือดินทรายบนพื้น ซึ่งเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีแดงล้วน

 

 

เร้ด ลิชเว เป็นกวางพันธุ์นึงที่เจออยู่บ่อยๆ ตลอดทาง

 

ส่วนพื้นดินจากที่เรียบๆ ก็จะเริ่มมีลุ่มๆ ดอนๆ ขึ้นๆ ลงๆ สลับกันไป ซึ่งเอ็ดดี้อธิบายว่าทางลาดแบบนี้เรียกว่า