[Africa] Ch.9: สัตว์น้อยใหญ่ในโชเบ
posted on 20 Aug 2011 20:48 by simpskwan in AfricaAdventure directory Travelความเดิมตอนที่แล้ว: คลิก Ch.1, Ch.2, Ch.3, Ch.4, Ch.5, Ch.6, Ch.7, Ch.8
หมายเหตุ: จขบ. ใส่ลูกเล่นเพิ่มให้ฉากหลังบล็อกเล็กน้อย ดังนั้นกรุณากด F5 ก่อนเริ่มอ่านซะ (//อยากอวด)
หลังจากเต็มอิ่มกับการชมพระอาทิตย์ตกเมื่อวานกันไปแล้ว วันนี้พวกเราจะเที่ยวแบบสบายๆ ด้วยการสำรวจสัตว์ต่างๆ รอบแม่น้ำโชเบกันครับ ที่ว่าสบายนี่ก็เพราะวันนี้เราไม่ต้องย้ายแคมป์ไปไหนเลย ออกไปดูสัตว์ทั้งวันแล้วก็กลับมาพักที่เดิมกัน (และเป็นคืนสุดท้ายแล้วด้วย ที่จะได้นอนเต๊นท์) ดังนั้นเนื้อเรื่องวันนี้ก็จะออกแนวไม่รีบร้อน เน้นรูปสัตว์มากหน่อย เพราะคราวนี้เรามีเวลาค่อยๆ จอดรถถ่ายรูปทีละตัวอยู่มากพอดู ว่าแล้วก็ไปชมกันโลดดดดด 


เริ่มมาก็เป็นภาพบังคับ ที่ดูกันจนเบื่อ แต่ผมก็จะให้ดูอยู่ดี นั่นคือพระอาทิตย์ขึ้น

ตอนนั้นเป็นเวลาเช้า เหล่าสัตว์ต่างๆ เลยอยู่ในช่วงเตรียมตัวหากินกันอยู่ บางพวกก็จะแห่กันลงไปดื่มน้ำ บางพวกก็ทำธุระยามเช้าอยู่ คือมันจะรู้สึกได้เลยครับว่าหลายๆ ตัวยังง่วงอยู่ เลยไม่สนใจจะวิ่งหนีพวกเราซักเท่าไหร่ เลยเป็นโอกาสอันดียิ่งที่จะถ่ายรูป




ส่วนลิงบาบูนพวกนี้กำลังหาเห็บเหาให้กันอยู่ครับ ตัวที่ให้เพื่อนช่วยหาเหาก็จะยกแขนขา โพสท่าโว้กกันอย่างอลังการ ผมเห็นแล้วนึกถึงนิสิตคู่รัก (?) คู่นึงในคลาสเดียวกัน สมัยที่ยังเรียนอยู่เลยครับ คู่นั้นผู้หญิงก็ชอบเกาหลังแกรกๆๆ ให้ผู้ชายแบบไม่เกรงสายตาผู้ใดในระหว่างเรียนอยู่ตลอด เหมือนลิงคู่นี้เด๊ะ
ดูๆ ไปแล้ว ก็คิดได้ว่า มันอาจจะเป็นพฤติกรรมที่มนุษย์เราได้สืบทอดมาจากการหาเห็บเหาให้กัน สมัยที่เรายังเป็นลิงกันอยู่ก็ได้นะเออ 

ผมชอบรูปสัตว์ที่ถ่ายที่นี่มากครับ เพราะฝุ่นบนพื้นตรงริมแม่น้ำเป็นสีแดง ภาพเลยออกมามีโทนสีชมพูนิดๆ

อย่างรูปช้างโขลงนี้ที่เจอระหว่างทาง ฝุ่นที่เกาะบนตัวช้างทำให้ผิวดูเนียนขึ้นเยอะเลย (เหมือนทาแป้งเด็กสินะ)



สัตว์ที่เป็นไฮไลท์ของริมแม่น้ำนี่เลยก็คือ “ควาย” มีเยอะมากกกกก เยอะจนเบื่อกันไปข้าง แต่ควายพวกนี้อยู่กันเป็นฝูงใหญ่ ชีวิตปลอดภัยเลยไม่ดุเหมือนตัวที่วิ่งไล่รถเราในตอนก่อนครับ อันที่จริงคือมันรักสงบกันจนน่าเบื่อเลยด้วยซ้ำ ตอนรถวิ่งผ่านผมก็แอบทำเสียงยั่วนิดๆ หน่อยๆ พี่ควายแกก็ไม่สนใจกันเล้ยยยยยย 

นกกระยางเลี้ยงควาย



นกที่ทำความสะอาดหลังให้ควาย ปากแดงมากกกก


วันนี้เห็นเยอะจนเบื่อควายไปเลย ทั้งที่ตอนช่วงแรกๆ เจอแค่ตัวเดียวก็ตื่นเต้นมากกก ขนาดถ่ายไปเป็นร้อยรูป 
นอกจากนี้ก็มีครอบครัวหมูป่า (หรือพุมบ้า จากไลอ้อนคิง) ที่กำลังขุดดินหาพวกรากไม้กันอยู่



ปากแบนๆ กับเขี้ยวคล้ายๆ จอบ เอาไว้ขุดดินได้เป็นอย่างดี

มีพุมบ้าแล้วจะขาดทีโมนได้อย่างไร นี่คือครอบครัวภรรยาแมว (เมียร์แคท) ไงครับ



ครอบครัวช้างที่กำลังข้ามถนน ซึ่งเอาภาพสวยๆ มาไม่ได้เพราะโดนรถไฮโซของกลุ่มฝรั่งบัง (ที่ว่าไฮโซก็เพราะมันเป็นรถของโรงแรมครับ แล้วเก้าอี้เขาก็ไฮโซเมื่อเทียบกับของเราจริงๆ ที่สำคัญเลยคือเบาะที่นั่งมีเบาะรองหัวด้วยนี่แหละ ของรถเราไม่มีเลยแม้แต่น้อย จะพิงหัวหลับก็พิงไม่ได้) 

ตัวคูดูนี่เอ็ดดี้บอกว่าเขามันจะบิดเป็นเกลียว 1 รอบเมื่ออายุครบ 4 ปีครับ ตัวในภาพมีสองเกลียวนิดๆ ก็คือมีอายุมากกว่า 8 ปีนั่นเอง

"แร้ง" (หรือที่คนไทยชอบเรียกว่า แรว๊งงงงงงงงงงง) อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของแอฟริกา

นกอินทรีกินปลาของแอฟริกา (African Fish Eagle) เท่มาก ถูกทัวร์เอามาโฆษณาจนเป็นดั่งมาสค็อตประจำโชเบ

ลืมเล่าเรื่องสถานที่อีกนิดหน่อย อย่างที่เคยบอกครับว่าโชเบเป็นแม่น้ำที่อยู่ตรงชายแดนพอดี ฝั่งที่พวกเราดูสัตว์กันอยู่นี่ก็คือฝั่งของประเทศบอตสวานา ส่วนอีกฝั่งของแม่น้ำเป็นเขตของประเทศนามิเบีย ซึ่งออกจะเจริญกว่าบอตสวานานิดนึง ดังนั้นระหว่างดูสัตว์เราก็จะมีสิทธิ์เห็นเรือสำราญหรูๆ ของนักท่องเที่ยวจากอีกฝั่งแล่นอยู่กลางแม่น้ำด้วย (อันนี้ถ่ายรูปมาไม่ทัน)
เอ็ดดี้เล่าให้เราฟังว่ารัฐบาลของบอตสวานาเขาดูแลสัตว์ที่นี่ดีนะครับ คือที่รัฐเขาตั้งราคาทัวร์ซาฟารีให้สูงๆ ไว้ก็เพราะเขาเล็งเห็นว่า ถ้าเกิดไปลดราคาทัวร์ นักท่องเที่ยวก็จะแห่กันมามากขึ้น ทำให้สภาพความเป็นอยู่ของสัตว์และสิ่งแวดล้อมของประเทศเขาเละไปในที่สุด บรรดาสัตว์ก็ต้องมาโพสท่าถ่ายรูปกันจนไม่เป็นอันกินอันนอนกันพอดี
แต่พอรัฐกำหนดให้บรรดาบริษัททัวร์ตั้งราคาสูงๆ หน่อยแล้ว นักท่องเที่ยวก็จะน้อยลง ทำให้ควบคุมอะไรๆ ได้ง่ายขึ้น สัตว์ก็ไม่ถูกรบกวนมาก ถึงจะได้เงินน้อยกว่า แต่ก็เป็นการช่วยรักษาธรรมชาติได้เป็นอย่างดี (หรือเหตุผลที่แท้จริงก็คือ เพื่อให้รัฐบาลเอาป่าไว้ใช้หาเงินในระยะยาวนั่นเอง) 
ฟังแล้วก็น่าดีใจนะครับ ที่รัฐบาลของเขาเห็นความสำคัญของธรรมชาติอย่างจริงจังพอควรเลยทีเดียว ถึงเหตุผลจริงๆ คือเขากลัวว่า ถ้าป่าเละไปซะก่อน ในอนาคตจะไม่มีรายได้เข้ากระเป๋าก็เถอะ

ตอนท้ายเอ็ดดี้ก็แอบเหน็บว่า คนบอตสวานานี่รักษาธรรมชาติกันดีนะ แต่ที่ยังมีการลักลอบล่าสัตว์กันอยู่ ก็เพราะไอ้พวกคนนามิเบียทั้งหลาย ที่แอบข้ามแม่น้ำมาจับสัตว์แถวนี้ พวกคนนามิเบียที่เขาว่าเจริญๆ นี่แหละ ที่ไม่เคารพธรรมชาติ รุกล้ำอธิปไตยบ้านคนอืน บลาๆๆๆๆๆๆ 
แต่ฟังๆ ไปแล้ว ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าเคยคุยกับคนนามิเบียระหว่างเที่ยวเมื่อราวๆ ห้าปีก่อน พี่แกก็บ่นเหมือนกันครับ ว่าคนบอตสวานานี่แหละน่ากลัว มีแต่นายพรานเถื่อนๆ เข้ามาลอบล่าสัตว์ในประเทศ (เจริญๆ) ของเขา เล่าซะตัวเรา (ตอนนั้น) มองบอตสวานาเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนไปเลย จนมาวันนี้ถึงได้เข้าใจถ่องแท้ ว่าในดราม่าระหว่างประเทศ ต่างฝ่ายต่างก็คิดว่าเราถูกตลอดทั้งนั้นแหละเนอะ (ประเทศเราก็เช่นกัน อุ๊บส์!!) 

พักกินของว่างระหว่างทาง เป็นส้มแอฟริกาที่หาความหวานไม่ได้แม้แต่น้อย

ด้านหลังของเอ็ดดี้ขณะเดินเข้าแคมป์เพื่อไปเอาอะไรลับๆ
กลับเข้าเรื่องกันดีกว่า หลังจากดูสัตว์ไปถึงตอนใกล้ๆ เที่ยง เอ็ดดี้ก็ขอขับแวะเข้าไปในแคมป์ใหญ่ของอีกกรุ๊ปทัวร์นึงที่ตั้งอยู่แถวนั้น ชื่อแคมป์ว่า CCAfrica (ย่อมาจาก Conservation Cooperation) เจ้าตัวบอกว่าต้องไปเอาของอะไรซักอย่าง จากเพื่อนที่เป็นไกด์ประจำแคมป์นี้
หลังจากเข้าไปจอดในแคมป์และปล่อยให้พวกเรารอไปพักนึง ก็กลับมาพร้อมกับกระเป๋าเอกสารสีดำลึกลับหนึ่งใบ และพอถามว่ามันคืออะไร อีตานี่ก็ดันตอบแค่ “ไม่มีอะไร” แล้วออกรถไปหน้าตาเฉยซะงั้น (ตอนนั้นแอบคิดว่า พี่แกจะลักลอบเอาอะไรข้ามชายแดนไปขายใช่มั้ย!!??
จะขายก็ขายไปเถอะแต่ผมกลัวโดนจับไปด้วยอะ)
หมายเหตุ: ในกระเป๋ามีอะไรอยู่นั้น ไว้เฉลยตอนหน้าครับ อิอิอิ

ตอนบ่ายกลับมาพักกันที่แคมป์ พร้อมด้วยอาหารกลางวันซึ่งเหมือนวันก่อนๆ เด๊ะ จึงไม่ขอเอามาลง 



นกสวยๆ นี้มีชื่อว่า Bee Eater หรือตัวกินผึ้งครับ ร้องเสียงดังจ้อกแจ้กๆ แต่ไม่บ่นเป็นหมีกินผึ้งนะ 

ตัวนี้คือ Sable Antelope เขาว่ากันว่าหายาก และต่างจากกวางปกติตรงที่ไม่มีการผลัดเขา

มีหัวกระโหลกควายอยู่บนพื้นด้วย ได้บรรยากาศป่าแอฟริกาสุดๆ

ที่เห็นไกลๆ นี่คือหมาจิ้งจอกครับ



ตอนเย็นเราก็ขับรถออกไปดูพระอาทิตย์ตกกันอีกรอบ หลังจากดูแบบจัดเต็มไปแล้วเมื่อวาน คราวนี้เราเลยเปลี่ยนวิธีดูกันใหม่ครับ นั่นคือจอดรถนิ่งๆ แล้วดูจากตำแหน่งเดิม รอดวงอาทิตย์หายไปหลังเส้นขอบฟ้าเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดดวง ซึ่งการนั่งดูแบบนี้ก็จะทำให้เราเห็นได้เลยว่า จริงๆ ดวงอาทิตย์นี้ก็เคลื่อนไหวเร็วเหมือนกันนะครับ




ระหว่างกลับแคมป์เจอคุณช้างยืนขวางกลางถนน เลยต้องวัดใจกันซะหน่อย
ตอนเย็นพวกเราก็กลับมาอาบน้ำกันที่แคมป์ครับ แล้วก็มีโมเม้นท์ที่ต้องจดจำกันอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือตอนที่ผมกำลังเดินวนรอบๆ เต๊นท์ที่ใช้อาบน้ำอยู่นั้น (ตอนนั้นกำลังหาทางปรับฝักบัวอยู่) ขาก็ไปสะดุดเอาหมุดสำหรับยึดมุมเต๊นท์ที่ปักไว้บนพื้น แค่สะดุดจึ๋งเดียวเท่านั้นแหละครับ เต๊นท์ทั้งเต๊นท์พังทลายลงมาเป็นกองอยู่แทบเท้าผมในทันที!!

ลองนึกภาพฉากใน Jurassic Park ภาคแรก ที่ตัวละครปากมากนั่นหนีไดโนเสาร์เข้าไปในห้องน้ำ แล้วห้องน้ำพังลงมาจนเหลือแต่ส้วมตั้งเด่นดูนะครับ ฉากที่ผมเตะเต๊นท์พัง ภาพก็ออกมาประมาณนั้นแหละ แต่โชคดีที่ในห้องน้ำไม่มีเหยื่อกำลังอาบน้ำอยู่น่ะนะ 

และแล้วก็มาถึง เวลาที่ผู้อ่าน (บางท่าน) รอคอยกันอีกครั้ง ซึ่งก็คือ อาหารเย็นนนนนนน นั่นเอง!!! คราวนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วครับที่ทีมกุ๊กของเราจะทำอาหารกลางกองไฟให้กิน (เพราะคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่จะนอนเต๊นท์กันแล้ว)
คราวนี้ก็กุ๊กของเราก็จัดอย่างหรูพิเศษคือ พาสต้าซอสเห็ด ครับ ตอนเห็นก็ตะลึงอยู่เหมือนกันว่าเขาทำอาหารแบบนี้ด้วยกองไฟกลางป่าได้ด้วยหรือ แต่กุ๊กเทพของพวกเราก็ทำได้ครับ ถึงซอสจะเป็นซอสกระป๋อง แต่ก็อร่อยมากมายทีเดียว จนตอนขากลับต้องซื้อซอสขาวของที่นี่กลับมาด้วย 

ตั๊กแตนยักษ์เขียวอื๋อที่มาร่วมโต๊ะกินข้าว 
ระหว่างกินๆ กันอยู่ หูพวกเราก็แว่วเสียงเพลงดังข้ามมาจากอีกฟากแม่น้ำ ซึ่งถ้ามันเป็นเพลงพื้นเมือง ตีกลองตึ่มๆๆๆๆๆ สไตล์ชนเผ่า มันจะเป็นบรรยากาศที่สุดยอดเลยล่ะ 
แต่ปรากฎว่ามันไม่ใช่ครับ เพราะตามที่เอ็ดดี้บอก นี่คือเสียงเพลงจากดิสโก้ของนามิเบียที่ตั้งอยู่อีกฝั่งแม่น้ำตะหาก
และเนื่องจากทุ่งหญ้าป่าเขาแถวนี้แทบจะไม่มีคนอยู่เลย แค่เสียงเพลงจากดิสโก้แห่งเดียวก็กระจายจนได้ยินกันทั่วแม่น้ำเลยทีเดียว 
ดูๆ แล้วมันก็เป็นบรรยากาศที่แปลกประหลาดพิสดารมากเลยนะครับ ฝั่งแม่น้ำฝั่งนึงก็มีช้างกับยีราฟเดินไปเดินมา แต่พอข้ามไปอีกฝั่งก็จะเจอคนแดนซ์อยู่ในดิสโก้เนี่ย ฟังแล้วก็พอเข้าใจเลยว่าทำไมคนบอตสวานาถึงไม่ชอบคนฝั่งนามีเบียกันเท่าไหร่ 
และเนื่องจากคืนนี้จะเป็นการนอนแคมป์ครั้งสุดท้ายกันแล้ว พวกเราเลยพยายามสร้างบรรยากาศแคมป์ไฟด้วยการให้เอ็ดดี้สอนเพลงแอฟริกาให้ (อีกแล้ว) เอ็ดดี้ก็ไม่ค่อยอยากสอนเท่าไหร่ เพราะว่าเพลงของที่นี่ร้องยากมากกก (หรือขี้เกียจสอนก็ไม่รู้) สุดท้ายเราเลยขอให้สอนเพลงเด็กๆ พวกเพลงสอนวิธีทักทายกัน อย่างของไทยเราก็มี “สวัสดีเธอจ๋า บลาๆๆๆๆ สวัสดีๆ” ไงครับ (จำเนื้อไม่ได้ละ)
เอ็ดดี้เลยโอเค 
เพลงที่สอนไม่มีอะไรมาก เนื้อเพลงก็ประมาณว่า “สวัสดี สบายดีมั้ย ลาๆๆ” ซ้ำไปเรื่อยๆ วิธีร้องคือ เอ็ดดี้จะขึ้นว่า “ดูเมลา ดูเมลาาาาา” (เสียงต่ำๆ) แล้วเราก็ต้องร้องตอบว่า “รีโอ ดูเม้ดีซ่ะ”
ร้องตอนแรกๆ ก็ยังขลุกขลักกันอยู่ครับ แต่พอคุณน้าคนนึงแปลงเนื้อเป็น “รีโอ ดูไม่ดีซะ” เท่านั้นแหละ ร้องกันคล่องจนเอ็ดดี้ยังงงเลย ฮ่าฮ่าฮ่า 
เสร็จแล้วก็สอนศัพท์เพิ่มอีกนิดหน่อย ที่ได้มาวันนี้คือคำว่า โซลา ซินเต้ (Sola Sinte) แปลว่า ลาก่อน ในภาษาบอตสวานาครับ จะว่าไป ฟังๆ ดูแล้ว ภาษาเขาก็เพราะดีนะครับเนี่ย ฟังแล้วเหมือนพวกชื่อในนิยายแฟนตาซีเลย (โดยเฉพาะนิยายแฟนตาซีไทยหลายเรื่อง ที่สักแต่เอาชื่อที่มันฟังดูอลังๆ มาใส่ไว้เต็มเรื่องโดยไม่สนใจความหมายนี่แหละ) 
วันนี้พอเข้าเต๊นท์เตรียมนอน ผมก็รู้สึกอาลัยเล็กๆ แฮะ เพราะนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของทริป (และอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต) ที่จะได้นอนกลางดินกินกลางป่าแบบนี้แล้ว ทั้งความรู้สึกของการนอนขดตัว คลุกฝุ่น ฟังเสียงสิงโตในเต๊นท์ จะไม่มีอีกแล้วสินะ 
สำหรับวันพรุ่งนี้ คณะของเราจะเดินทางออกจากบอตสวานา ข้ามชายแดนเข้าสู่แซมเบียกันแล้วครับ และการข้ามแดนนี่แหละ จะทำให้พวกเรารู้ซึ้งว่าแอฟริกาน่ากลัวได้ขนาดไหน
ความน่ากลัวที่ว่านั้นคืออะไร โปรดติดตามกันต่อในตอนที่ 10 ครับผม
สำหรับคราวนี้ก็ขอ โซลา ซินเต้ ไปก่อนนะครับ!! 

ที่เลี้ยงควายนั่นยังปากแดงสด แร๊วงส์จริงๆ 
#1 By utopui on 2011-08-21 07:19