[Africa] Ch.10: สวัสดีแซมเบีย!!

posted on 13 Sep 2011 18:44 by simpskwan in AfricaAdventure directory Travel

ความเดิมตอนที่แล้ว: คลิก Ch.1, Ch.2, Ch.3, Ch.4, Ch.5, Ch.6, Ch.7, Ch.8, Ch.9

 

ห่างหายกันไปนานเลยทีเดียวเลยนะครับคราวนี้ อันเนื่องมาจาก จขบ. อู้ ติดภารกิจสำคัญมากมายครับ เลยอัพได้แต่อะไรสั้นๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ Foot in mouth แต่ยังไงก็ตั้งปณิธานไว้แล้วครับว่าต้องสานต่อทริปนี้ให้ถึงบทสุดท้ายให้จงได้!! และวันนี้เราก็มาถึงช่วงสำคัญอีกช่วงนึงของการเดินทางเช่นกันครับ ว่าแล้วก็เริ่มกันเลยดีกว่า

 

เริ่มด้วยภาพบังคับประจำวัน Cry

 

เก็บเต๊นท์กันเป็นครั้งสุดท้าย เพราะจากนี้ไปจะไม่ได้นอนกลางป่าแล้ว Tongue out

 

 

แร้งที่ยังหลับๆ กันอยู่ เกาะเรียงกันเต็มต้นไม้ที่ไม่มีใบเลย

 

 

 

 

ก้อนดำๆ ที่ติดกันเป็นพรืดนั่นคือฝูงฮิปโปที่เบียดกันอยู่ในน้ำครับ สงสัยเป็นเพราะตอนเช้าน้ำในแม่น้ำยังเย็นอยู่ล่ะกระมัง เลยต้องเบียดกันให้อุ่นๆ

 

อย่างที่เคยบอกไป วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะเที่ยวในบอตสวานากันแล้วครับ หรือที่จริงต้องบอกว่า ครึ่งวันสุดท้ายที่จะได้เที่ยวซะมากกว่า เพราะช่วงสายๆ พวกเราจะเดินทางข้ามด่านชายแดน ไปสู่ประเทศ “แซมเบีย” เพื่อไปชมไฮไลท์อย่างสุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้กัน (ซึ่งเป็นอะไรนั้นขออุบไว้ก่อน)

 

ตัวนี้เป็นนกกระสา เรียกว่า นกมาริบู (Maribu Stork) เป็นอีกหนึ่งตัวกินซากสัตว์ประจำแอฟริกาครับ เห็นแบบนี้ก็เถอะ เวลาแย่งกันกินซากนี่ เขาว่ากันว่าพวกนี้มีศักดฺิ์เป็นรองไฮยีน่าเลยทีเดียว (คือสิงโตกินก่อน ไฮยีน่ากินของเหลือ แล้วนกนี่ก็มาต่อไฮยีน่าอีกที)

 

ช้างในกำมือ!!

ช่วงเช้า ระหว่างขับรถไปชายแดนก็ยังพอมีเวลานิดหน่อย ก็เลยมีการแวะดูสัตว์ระหว่างทางกันบ้าง ทีนี้ก็ตื่นเต้นกันอีกรอบเมื่อไกด์ได้รับ ว. มาว่ามีสิงโตปรากฎตัวแถวนี้ พวกเราจึงรีบเลี้ยวรถแวะไปดูโดยไม่รอช้า

ตอนแรกก็ตื่นเต้นครับว่าจะได้เห็นสิงโตแบบใกล้ชิด เป็นการส่งท้ายซาฟารีที่นี่พอดี (เพราะแถวริมแม่น้ำโชเบนี่อุดมสมบูรณ์มาก เลยเดาๆ เอาว่าสิงโตน่าจะตัวอวบอ้วนกว่าที่ผ่านๆ มาไม่มากก็น้อย)

 

รถฝรั่งมุงสิงโต

แต่แล้ว สิ่งพวกเราเจอก็คือ บรรดารถนักท่องเที่ยวตรงริมแม่น้ำ แห่กันมาดูสิงโตกันหมดครับ ทีนี้เลยกลายเป็นว่ามีรถห้าหกคันรายล้อมรอบพุ่มไม้พุ่มเดียว  (ซึ่งเห็นแต่หูสิงโตแพลมๆ อยู่ข้างใน) Foot in mouth Foot in mouth น่าสงสารสิงโตมากมาย สุดท้ายก็เลยไม่ได้ถ่ายซักรูป (เพราะถ่ายไปก็เห็นแต่หูอยู่ดี)

 

 ผ่านมาอีกสักพักก็พ้นพื้นที่ป่า บอกลาแม่น้ำโชเบ ขึ้นมาวิ่งบนถนนลาดยางกันอีกครั้ง

 

พอออกมาพ้นป่า เราก็จะเริ่มเห็นสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ กลับมาปรากฎแก่สายตาอีกครั้งครับ ก่อนจะข้ามประเทศ เอ็ดดี้จึงให้พวกเราแวะพักเติมเสบียง และเติมน้ำมันให้รถกันที่ห้างซูเปอร์เล็กๆ ตรงนี้ก่อน (อ้อ จะบอกว่ารถคันที่พวกเราใช้นี่ วิ่งข้ามประเทศตลอดหกเจ็ดวันที่ผ่านมาโดยไม่ต้องเติมน้ำมันแม้แต่ครั้งเดียวเลยครับ อึดมั้ยล่ะ!!)

 

 

บ้านเมืองแถวนี้คิดว่าคงมีฝรั่งอยู่เยอะครับ ร้านรวงต่างๆ เลยได้บรรยากาศแบบฝรั่งมาก มีทั้งพิซซ่า KFC พร้อมสรรพ

 

อันนี้คือซูเปอร์มาร์เก็ตเจ้าใหญ่ที่สุดของที่นี่ นามว่า SPAR

ป้าย Internet Cafe ที่ไม่ทันได้ใช้

 

ในซูเปอร์ก็มีป้ายโฆษณาทั้งหลายอยู่ ดูแล้วนายแบบนางแบบเขาก็ดูดีมากเลยทีเดียว สมกับที่ประเทศแถบนี้ได้รางวัลนางงามอะไรต่างๆ อยู่บ่อยๆ

เอกลักษณ์อันโดดเด่นของคนที่นี่ก็คือวิธีหิ้วของนี่แหละ

 

บรรยากาศรอบๆ ย่านนี้

เห็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยวด้วยครับ แต่ดูเก่ามากกก หน้าตาไม่น่าเดินเข้าไปเลยแม้แต่น้อย (กลัวว่าเข้าไปแล้วจะไม่ได้กลับออกมานี่สิ) ไม่แน่ใจว่าเป็นของทางการหรือบริษัทเอกชนทำ แต่ถ้าเป็นของทางการนี่บอกได้เลยว่าควรปรับปรุงอย่างด่วน อย่างน้อยเอาให้ดูดีเท่าร้าน KFC ที่ตั้งอยู่ข้างๆ ก็ยังดี Foot in mouth

 

 

เติมน้ำมันเสร็จก็ออกรถไปชายแดนกันต่อ พอพ้นเขตบ้านเมืองฝรั่งแล้ว ก็จะกลับมาเป็นบ้านปูนเกลี้ยงๆ ของคนพื้นเมืองกันอีกรอบ แน่นอนว่าทุกหลังยังใช้สีโทนชมพูเช่นเคย

และแล้วเราก็มาถึงจุดแวะสุดท้าย นั่นคือ Toro Camp Site ที่เราจำต้องโบกมืออำลากับทีมกุ๊กประจำคณะทั้งสองคนเสียแล้วครับ Tongue out

ถึงดูเหมือนเป็นรีสอร์ทแต่จริงๆ เหมือนลานตั้งแคมป์มากกว่าครับ คือให้คนมากางเต๊นท์ในเขตของโรงแรมได้ และก็มีการจัดห้องน้ำกับเครื่องอำนวยความสะดวกไว้ให้ เหมาะกับคนที่จะกางเต๊นท์นอน แต่ก็ดันอยากอยู่แบบสบายๆ มีห้องน้ำอะไรพร้อม และไม่อยากไปกางเต๊นท์ในป่า (ถ้างั้นก็นอนโรงแรมดีๆ ไปเลยเถอะคุณพี่ - แอบคิดในใจ)

 

ที่พักที่ทาสีโทนส้มนี่ก็สวยดีเหมือนกันนะ อย่างที่บอกว่าสีโทนชมพูๆ ส้มๆ นี่ดูเข้ากับแอฟริกามากทีเดียว

 

ยามจากลาก็มีอาลัยกันนิดหน่อยครับ เพราะกุ๊กของพวกเราน่ารักมากและทำอาหารเก่งขั้นเทพเลยทีเดียว (ดูได้จากรูปอาหารเย็นในตอนก่อนๆ) Cry พอร่ำลากันเสร็จ ตอนนี้คนพื้นเมืองผู้เป็นเสาหลักในคณะเราก็เหลือแค่เอ็ดดี้เพียงคนเดียวซะแล้ว (หรือก็คือ ถ้าขาดเอ็ดดี้ไปคนเดียวก็จบเห่เลยนั่นเอง) Foot in mouth

หลังจากเดินทางต่อมาอีกหน่อย ก็ใกล้ถึงชายแดนแล้วครับ ภาพอันอลังการที่เ ห็นเป็นอย่างแรกเลย คือแถวของรถบรรทุก ที่จอดเรียงกันนับไม่ถ้วน ยาวสุดสายตาเลยทีเดียว Sealed

เอ็ดดี้อธิบายว่า พวกนี้คือคนที่จะขนสินค้าไปขายในแซมเบียครับ แต่เนื่องจากชายแดนสองประเทศมีแม่น้ำกั้น รถคนนึงเลยต้องใช้เรือขนรถหนึ่งเที่ยวในการข้ามแม่น้ำ ประกอบกับระบบราชการที่ช้าแบบสุดๆ เลยเกิดเป็นอภิมหาคิวขึ้นมาแบบนี้ ว่ากันว่ารถที่อยู่ท้ายๆ แถวต้องรอกันเป็นเดือนทีเดียว กว่าจะได้ข้ามแม่น้ำไปขายของ

ตอนขับรถผ่านก็พอเห็นครับว่าเจ้าของรถเขาก็เตรียมการใช้ชีวิตในคิวกันเต็มที่ มีทั้งอาหารที่พักพร้อม เพราะคงต้องกินนอนในคิวไปอีกนานแสนนาน Foot in mouth

 

มาถึงแล้วครับ ด่านตรวจชายแดนของฝั่งบอตสวานา ตรงนี้ก็ต้องทำตามขั้นตอน เอาพาสปอร์ต รูปถ่าย เงิน เอกสาร บลาๆๆ ที่เตรียมไว้ตั้งแต่ตอนอยู่เมืองไทย เข้าไปยื่นให้เขาเพื่อขอออกจากประเทศ ตอนแรกก็หวั่นๆ อยู่เหมือนกันว่าจะมีปัญหาอะไรรึเปล่า (เพราะถ้ามามีปัญหาในกลางที่กันดารเช่นนี้นี่ตายแน่นอน) Foot in mouth แต่สุดท้ายก็ผ่านได้เรียบร้อยครับ บรรยากาศในตึกก็ดีกว่าที่คิดไว้ สงสัยเพราะเรายังอยู่ในเขตประเทศที่ปลอดภัยพอสมควรล่ะมั้ง เจ้าหน้าที่ข้างในตึกก็อัธยาศัยดีครับ พูดอังกฤษคล่อง เลยไม่มีปัญหาอะไรเท่าไหร่ แต่พอข้ามไปฝั่งแซมเบีย (ที่อันตรายกว่ากันเยอะ) นี่จะเป็นยังไงก็อีกเรื่องนะ

 

ตึกของหน่วยงานราชการของเขา ก็นับว่าสร้างได้ดูภูมิฐานดีทีเดียว

หลังจากผ่านขั้นตอนเอกสารแล้ว ก็ขับรถเข้าไปต่ออีกหน่อย และแล้วที่เห็นอยู่ตรงหน้า ก็คือแม่น้ำแซมเบซี (Zambezi River) แม่น้ำใหญ่ที่แบ่งชายแดนระหว่างบอตสวานาและแซมเบียครับ เนื่องจากกลุ่มเรามีรถมาด้วย เลยต้องข้ามฟากด้วยเรือ ferry สำหรับขนรถบรรทุกโดยเฉพาะ

 

บรรยากาศบนเรือ ที่ดูไม่ค่อยเหมือนเรือซักเท่าไหร่ ตรงข้างเรือจะมีหลังคาให้พวกเรานั่งพัก ส่วนทางขวาของรูปคือรถซาฟารีพวกเราเอง

 

จากนั้นก็ออกเรือกันละครับ ลาก่อนบอตสวานา!! Tongue out

 

และแล้วเรื่อก็เริ่มเดินเครื่อง พวกเราจึงได้เวลาอำลาประเทศบอตสวานากันแล้วครับ (รวมทั้งอำลาการเที่ยวป่าซาฟารีด้วย เพราะหลังจากนี้จะไม่ได้เที่ยวแบบนั้นแล้ว) ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ประทับใจมากมายทีเดียว ถึงจะแอบเสียดายที่ยังเห็นสัตว์ที่เป็นดารานำไม่ครบก็เถอะ (ยังไม่เจอ ไฮยีน่า กับแรดแอฟริกาเลย) Tongue out แต่อีกใจนึง ผมก็อยากเปลี่ยนจากนอนเต็นท์ กลับมานอนเตียงโรงแรมจนแทบรอไม่ไหวละ 5555 Kiss

 

 

ส่วนที่เป็นเครื่องยนต์ตรงท้ายเรือ

แม่น้ำแซมเบซี (ความหมายของชื่อคือ “แม่น้ำของพระเจ้า”) เป็นแม่น้ำสายหลักของภูมิภาคนี้ และยาวเป็นอันดับ 4 ของทวีปแอฟริกา บริเวณที่เราข้ามนี่เป็นจุดบรรจบระหว่างแม่น้ำแซมเบซีกับแม่น้ำโชเบพอดีครับ และเนื่องจากแม่น้ำสองสายนี่ก็ถูกใช้เป็นตัวแบ่งชายแดนประเทศอยู่แล้ว จุดบรรจบของแม่น้ำจึงเป็นจุดบรรจบของชายแดนประเทศถึงสี่ประเทศด้วยเช่นกัน

 

ท่าเรือฝั่งแซมเบีย ที่มองเห็นอยู่ไกลๆ

 

จากกลางแม่น้ำ พ