ความเดิมตอนที่แล้ว: คลิก Ch.1, Ch.2, Ch.3, Ch.4, Ch.5, Ch.6, Ch.7, Ch.8, Ch.9, Ch.10

 

 

 

นี่คือธงชาติแซมเบีย

หลังจากปล่อยให้ค้างเติ่งมาตั้งแต่ตอนที่แล้ว บัดนี้คณะของเราก็มาขึ้นฝั่งแซมเบียกันแล้วครับ ตอนนั้นเวลาประมาณ 10-11 โมงพอดี แดดร้อนๆ จึงแผดเผาใส่พวกเราอย่างไม่ปราณีปราศรัย (ทั้งที่ตอนเช้าเย็นมากกก) Foot in mouth

 

 

สิ่งก่อสร้างต่างๆ ของที่นี่ดูโทรมกว่าฝั่งบอตสวานาเยอะเลยทีเดียว เนื่องจากประเทศเขาพัฒนาน้อยกว่ามาก และแน่นอนว่าระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวก็น้อยกว่าหลายเท่าด้วย

 

แต่ไม่ว่าจะไปที่ไหน สกิลในการขนของของเขาก็เหมือนกันหมด

หลังจากขึ้นฝั่ง สิ่งแรกที่ต้องทำเลยคือจัดการเรื่องเอกสารวีซ่าเข้าประเทศ ซึ่งก็ทำกันตรงด่านตรวจคนเข้าเมืองตรงริมแม่น้ำนั่นแหละ (เหมือนของบอตสวานา) รอบๆ ก็เต็มไปด้วยรถบรรทุกทั้งหลายที่จอดรอกันเป็นตับ (ใช้คำนี้ถูกรึเปล่าเนี่ย?) Foot in mouth พ่อค้าแม่ค้าที่หอบหิ้วข้าวของข้ามชายแดนมา และที่มองไม่เห็น แต่รู้ว่ามีแน่นอน คือเหล่ามิจฉาชีพที่กำลังจ้องนักท่องเที่ยวเอเชียตาเป็นมัน Foot in mouth

 

ความน่ากลัวของแซมเบีย อยู่ที่คนของเขานี่ล่ะครับ ตั้งแต่เข้าเมืองมา จะเห็นได้ชัดเลยจากหน้าตาท่าทาง และสายตาที่มองมา  ว่าคนของเขาไม่ต้อนรับคนต่างชาติกันสักเท่าไหร่ (ทั้งที่มีสุดยอดแหล่งท่องเที่ยวอยู่ในประเทศแท้ๆ) ส่วนคนที่ต้อนรับเพื่อจะรอปล้นก็มีเพียบเหมือนกัน Foot in mouth ดังนั้นทางที่ดีที่สุดในการเข้าชายแดนคือ รีบๆ ยื่นเอกสารทุกอย่างให้เสร็จๆ แล้วบึ่งเข้าประเทศไปเลยดีกว่า ยิ่งไปหยุดอยู่ในที่แจ้งนานๆ หรือไปเที่ยวคุยกับใครเขา จะยิ่งรู้สึกถึงบรรยากาศอันตรายครับ

 

ความระแวงนี้มันมีที่มาครับ คือเรื่องมันมีอยู่ว่า ผมเคยเข้ามาเที่ยวในแซมเบียนี่ครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อสี่ปีก่อน (ตอนนั้นข้ามฝั่งจากชายแดนนามิเบียเข้าแซมเบีย) ความประทับใจแรกเกี่ยวกับประเทศนี้เลย คือด่านตรวจคนเข้าเมืองของเขามันเป็นอะไรที่น่าสยดสยองมาก!!

ความสยองมันอยู่ที่หลังเคาน์เตอร์ทำวีซ่าครับ หลังจากต่อคิวอยู่นานสองนาน (ในตึกที่เหม็นกลิ่นเหงื่อสุดๆ เหงื่อคนที่นี่กลิ่นไม่เหมือนเหงื่อบ้านเรานะ จะเป็นกลิ่นแบบพิเศษหน่อยซึ่งผมก็บรรยายไม่ถูกเหมือนกัน เอาเป็นว่าสูดเข้าไปทีนึงนี่ลืมไม่ลงเลยล่ะ ต้องเอายาดมอุดจมูกไว้ตลอด) พอถึงคิวผมเข้าไปทำแล้ว สิ่งแรกที่เห็นคือ ตรงหลังเคาน์เตอร์นั่นมีนักโทษถูกจับมานั่งเรียงกันอยู่เป็นสิบคน!! Sealed

นักโทษที่ว่านี่ ส่วนใหญ่ก็พวกคนที่พยายามลักลอบข้ามชายแดนด้วยการว่ายน้ำ แล้วถูกจับได้นั่นแหละ เจ้าหน้าที่ก็จะให้เขามานั่งเรียงๆ กันตรงผนังห้องด้านหลังโต๊ะทำเอกสาร ระหว่างที่ผมทำวีซ่าอยู่ก็จะเห็นผู้คุมเดินสอบสวนพวกนี้ไปเรื่อยๆ และถ้าผู้คุมเกินคันมือขึ้นมาก็จะตบหัวนักโทษสั่งสอนครับ ตบทีนึงก็ได้ยินเสียงป๊าบๆๆ ตับๆๆๆ (อันนี้ไม่ใช่ละ) ไปทั้งตึก  ส่วนเจ้าหน้าที่วีซ่าข้างหน้าก็ตรวจเอกสารต่อไปเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น สรุปคือตลอดขั้นตอนการทำวีซ่าแซมเบีย ผมต้องยืนดูมหกรรมทรมานนักโทษของเขา กว่าครึ่งชั่วโมงด้วยกัน   Tongue out

 

ด้วยเหตุนี้แหละ ผมเลยมี impression ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่สำหรับประเทศนี้ (ก็ยังไม่ทันเข้าประเทศเลย มันก็เอานักโทษมาตบหัวโชว์ซะแล้วนิหว่า) Foot in mouth แถมตอนนั้นแอบคิดด้วยว่า ถ้าเกิดวีซ่าไม่ผ่านขึ้นมา เขาจะลากผมไปตบหัวหลังเคาน์เตอร์รึเปล่านะ

 

ย้อนกลับมาที่ปัจจุบัน เป็นโชคดีของพวกเราครับที่ด่านตรวจคราวนี้ไม่มีการตบหัวนักโทษโชว์ มีแต่เจ้าหน้าที่หน้าตาบูดๆ เสมือนอยากไล่แขกนั่งอยู่คนเดียว (คนน้อย กลิ่นเลยไม่แรงมากด้วย) พวกเราก็เอาพาสปอร์ตกับเอกสารอื่นๆ ไปให้เขาจัดการ จ่ายค่าเหยียบแผ่นดินอีกคนละ 50 เหรียญให้เสร็จๆ แล้วก็กลับมารอที่รถกัน

 

 

อันนี้เป็นสถานีตำรวจของเขาครับ ตั้งอยู่ข้างๆ ด่านตรวจคนเข้าเมือง ที่สะดุดตาคือมันมีเก้าอี้วางอยู่บนหลังคานี่แหละ (เป็นเก้าอี้ที่ดูสูงส่งมาก สงสัยเอาไว้ให้หัวหน้า สน. นั่ง 5555) ผมเลยหยิบกล้องมาถ่ายไปรูปสองรูป แบบไม่ได้คิดอะไรมาก

 

ที่นี้ความน่ากลัวมันก็เริ่มแล้วครับ พอผมเดินเลย สน.มาได้นิดเดียว ก็มีผู้ชายผิวดำชุดดำ (ที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนเจ้าหน้าที่) เดินมาเรียกตัวในทันที

ชายชุดดำ: You! Stop there!!

ผม: (ด้วยความที่ถูกสอนไม่ให้คุยกับคนแถวนี้ เลยแกล้งทำเป็นพูดอังกฤษไม่รู้เรื่อง) เอ่อๆๆๆ อืมๆๆๆ อ่าโน ไอค้านสะปี้กอิงแลน บลาๆๆๆๆ

ชายชุดดำ: I want you to open your camera, and delete the photo you just took.

ผม: ?????!!!!!!!!!!!

 

เนื่องจากการแกล้งพูดไม่รู้เรื่องของผมถูกมองทะลุซะแล้ว พี่แกเลยอธิบายต่อเลยว่าภาพเก้าอี้บนหลังคาที่ผมถ่ายไปนั่น เป็นสถานีตำรวจของเขา ซึ่งเขาห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด!! (พูดพลางจ้องตาถลน) จะว่าไป อีตาคนนี้เป็นตำรวจรึเปล่าก็ไม่รู้นะครับ แต่รู้อย่างเดียวว่าพี่แกน่ากลัวมาก สีหน้าที่จ้องมานี่  เหมือนอยากจะลากผมไปตบหัวในโรงพักก็ไม่ปาน ผมเลยรีบจัดการลบรูปให้เขาดู แกเลยเดินจากไป แต่ยังมีแอบมองกลับมาเป็นระยะๆ

จริงๆ ก็แอบขัดใจนะว่า รูปเก้าอี้บนหลังคา สน. นี่มันเป็นความลับทางราชการถึงขนาดห้ามถ่ายรูปหรือไงกัน !? Laughing คิดๆ ดูแล้ว ที่เขาห้ามถ่าย อาจจะไม่ใช่เพราะมีกฎห้ามอะไรหรอก แต่เขากลัวผมไปถ่ายติดอะไรที่ไม่ควรถ่ายมากกว่า (เป็นต้นว่า ตำรวจเขาอาจจะกำลังรับส่วยจากเจ้าพ่ออะไรซักอย่าง ตอนที่ผมถ่ายก็ได้นะ 555)

แต่มี่สิ่งที่พี่ชุดดำไม่รู้อยู่เรื่องหนึ่งครับ นั่นคือตอนที่ผมขึ้นฝั่งมาเมื่อสิบห้านาทีก่อน ผมเคยถ่ายรูปตัวโรงพักไว้รูปหนึ่งตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ส่วนรูปที่เขาสั่งให้ลบไปน่ะ เป็นรูปที่ถ่ายทีหลัง Kiss

 

ใช่แล้วครับ ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงสามารถลักลอบ เอารูปสถานีตำรวจลับสุดยอดจากแซมเบียมาฝากทุกท่านได้ในที่สุด!! ต้องสารภาพว่าตอนนั้นไม่ได้คิดจะแอบเอาความลับราชการ (?) ของเขามาเผยแพร่เลยนะ (ก็กลัวซะขนาดนั้น)  จริงๆ คือมาเปิดเจอในกล้องทีหลังครับว่ามีรูปที่ไม่ได้โดนลบอยู่ด้วยนี่นา ถือว่าเป็นการผิดพลาดโดยสุจริตละกัน อิอิอิอิ  

ฉะนั้นแล้วก็ขอให้ทุกท่านดูกันให้เต็มที่เลยครับ เพราะนี่ไม่ใช่รูปโรงพักธรรมดา แต่มันคือโรงพักแซมเบีย โรงพักที่มีเก้าอี้บนหลังคา และโรงพักที่คนถ่ายรูปอาจโดนจับกุมได้!!  Foot in mouth

 

ทุกคนกลับมาที่รถกับครบ  พอเอ็ดดี้เห็นพวกเราทำเอกสารกันเรียบร้อย ก็ขอตัวไปทำเอกสารสำหรับไกด์บ้าง โดยให้พวกเรานั่งรออยู่บนรถกลางด่านตรวจคนเข้าเมืองนี่แหละ

 

และแล้วช่วงระทึกก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีผู้ชายวัยรุ่นท่าทางโหดๆ สองคน (ตอนแรกคิดว่าคงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ เพราะไม่มีเครื่องแบบ) เข้ามาทักทายเอ็ดดี้ แล้วก็ประกบสองข้าง เหมือนกลัวเอ็ดดี้วิ่งหนียังไงชอบกล

จากนั้น สองคนนั้นก็พาไกด์ของพวกเราเดินหายลับเข้าตึกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเอ็ดดี้ก็หยิบกระเป๋าสีดำลึกลับไปด้วย (ที่ในตอนก่อน แกไม่ยอมบอกว่ามีอะไรอยู่ข้างในนั่นแหละ)

 

เอ็ดดี้หายเข้าตึกไปนานมาก ผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ ก็ยังไม่มีวี่แวว ส่วนพวกเราก็ถูกทิ้งอยู่บนรถ กลางแดดและฝุ่นบนด่านตรวจ และเป็นเหยื่อของการจับจ้องด้วยสายตาของคนที่ผ่านไปมา

 

แฟชั่นคนหนุ่มสาวของที่นี่จะเน้นสดใสมากครับ สาวคนนี้แต่งซะยังกับแท่งไอติมวอลล์

 

ความตึงเครียดยังไม่หมดแค่นั้นครับ พอเห็นนักท่องเที่ยวเอเชียท่าทางซื่อๆ นั่งกันเป็นกระจุกเดียวแบบนี้ บรรดาพ่อค้า (ที่มีแต่ผู้ชายถึกๆ) ราวสิบกว่าคนก็เข้ามาล้อมรถยังกับฝูงไฮยีน่า!!

พวกเราก็ยึดนโยบายเดิม คือทำเป็นพูดอังกฤษไม่รู้เรื่อง ไม่คุยโต้ตอบกับเขา จะได้ไม่โดนบังคับซื้อ (ซึ่งถ้ามันอยากบังคับล่ะก็ทำได้แน่) และก็ซ่อนของมีค่าของตัวเองกันอย่างสุดชีวิต

 

บรรดาพ่อค้าก็พยายามจีบพวกเรากันสุดชีวิตครับ เรียก “มายเฟรนๆ” (ใครเพื่อนเมิง?) ให้เราหันไปมองให้ได้ แต่คณะทัวร์ของเราก็มีความอดทนสูงไม่แพ้กัน มันยืนตื๊อไปเราก็นั่งเฉยไป

 

 

แดดตอนนั้นร้อนสุดๆ แต่พ่อค้าพวกนี้ไม่ยอมแพ้กันง่ายๆ คราวนี้พูดทั้งจีนทั้งญี่ปุ่นใส่เรากันอุตลุด ส่วนพวกเราก็ทำอะไรไม่ได้เลย เพราะดูแล้วพวกนี้จะไม่ยอมไปกันแน่ๆ และถ้ายอมซื้อสินค้าจากพ่อค้าซักคนขึ้นมา ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะยิ่งรุมรึเปล่า Foot in mouth

นับเป็นช่วงที่ทรมานที่สุดของทริปเราครับ ร้อนก็ร้อน ไปไหนก็ไม่ได้ นั่งตากฝุ่นอยู่บนรถ (ที่ไม่มีผนัง) กลางถนน และมีพ่อค้าท่าทางโหดๆ ยืนล้อม จะขยับตัวก็ยังไม่กล้า Foot in mouth

เอาเป็นว่าขนาดอยู่กลางป่า เจอฝูงสิงโตมาห้าหกวันแล้ว ยังไม่มีวันไหนที่ผมเครียดเท่าตอนนี้เลย เพราะบรรยากาศในด่านตรวจนี่มันน่ากลัวกว่าหลายเท่าจริงๆ (คิดไปถึงขนาดว่า ถ้าเราโดนไถตังค์ ก็คงไม่มีใครมาช่วย เพราะไอ้คุณตำรวจยังงอนที่เราไปถ่ายโรงพักเขาอยู่ 555)

 

 

หลังจากโดนกดดันอยู่ซักพัก ปรากฏว่ามีพี่มืดคนนึงมองเห็นพาสปอร์ตของผมเข้า เลยพูดเสียงดังขึ้นมาว่า อ้อออ ยูอาร์ฟอร์มไทยแลนด์!! จากนั้นอยู่ดีๆ บรรดาพ่อค้าก็มีท่าทางผิดหวัง พึมพำภาษาแซมเบียอะไรก็ไม่รู้ (แต่คิดว่าคงด่าพวกเรา) ตื๊อกันต่ออีกนิดเดียวก็สลายตัวกันไปหมด เหมือนกับว่าชื่อประเทศเราเป็นตัวไล่พ่อค้าอย่างนั้นแหละ

ทำไมกลายเป็นแบบนี้ไปได้นี่ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ได้แต่เดาๆ เอาว่า สงสัยเป็นเพราะนักท่องเที่ยวไทยจะเงินไม่เยอะ เทียบกับพวกจีนญี่ปุ่นล่ะมั้ง เขาเลยไม่อยากขาย หรือไม่ในหมู่คนแอฟริกา ประเทศเราอาจจะดังเรื่องความขี้เหนียวก็เป็นได้ จะว่าโล่งใจก็โล่งใจนะครับ แต่ก็รู้สึกเหมือนโดนดูถูกอยู่ยังไงชอบกลแฮะ Foot in mouth

 

 

ทางผ่านเข้าประเทศมีทหารยืนคุมหนาแน่น คอยเก็บส่วย ดูแลความปลอดภัยให้ชาวประชากันอย่างทั่วถึง

 

ผ่านวิกฤติพ่อค้าล้อมกรอบมาได้ แต่ก็ยังไม่จบแค่นั้นครับ เพราะอีตาเอ็ดดี้ก็ยังไม่กลับมาซะที พวกเราเลยต้องนั่งตากแดดตากฝุ่นกันต่อ ระหว่างนั้นก็มียัยป้าท่าทางเมาๆ แต่งตัวหลุดลุ่ยคนนึง เดินผ่านมาโวยวายภาษาอะไรก็ไม่รู้ใส่ด้วย พอเราไม่ตอบป้าแกก็เดินไปโวยใส่คนอื่นต่อ นี่ก็่น่ากลัวเหมือนกันเพราะป้าแกดูไม่ค่อยเต็ม ถ้าแกนึกครึ้มปีนขึ้นมานั่งบนรถกับเรานี่คงสนุกพิลึก

 

พอรอไปนานๆ ก็เริ่มพาลระแวงแล้วครับว่า พี่เอ็ดดี้แกแอบเอาอะไรผิดกฎหมายเข้ามาขายรึเ