[Africa] Ch.11: วิกฤติการณ์ฝ่าด่านแซมเบีย
posted on 20 Sep 2011 21:49 by simpskwan in AfricaAdventure directory Travelความเดิมตอนที่แล้ว: คลิก Ch.1, Ch.2, Ch.3, Ch.4, Ch.5, Ch.6, Ch.7, Ch.8, Ch.9, Ch.10


นี่คือธงชาติแซมเบีย
หลังจากปล่อยให้ค้างเติ่งมาตั้งแต่ตอนที่แล้ว บัดนี้คณะของเราก็มาขึ้นฝั่งแซมเบียกันแล้วครับ ตอนนั้นเวลาประมาณ 10-11 โมงพอดี แดดร้อนๆ จึงแผดเผาใส่พวกเราอย่างไม่ปราณีปราศรัย (ทั้งที่ตอนเช้าเย็นมากกก) 


สิ่งก่อสร้างต่างๆ ของที่นี่ดูโทรมกว่าฝั่งบอตสวานาเยอะเลยทีเดียว เนื่องจากประเทศเขาพัฒนาน้อยกว่ามาก และแน่นอนว่าระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวก็น้อยกว่าหลายเท่าด้วย

แต่ไม่ว่าจะไปที่ไหน สกิลในการขนของของเขาก็เหมือนกันหมด
หลังจากขึ้นฝั่ง สิ่งแรกที่ต้องทำเลยคือจัดการเรื่องเอกสารวีซ่าเข้าประเทศ ซึ่งก็ทำกันตรงด่านตรวจคนเข้าเมืองตรงริมแม่น้ำนั่นแหละ (เหมือนของบอตสวานา) รอบๆ ก็เต็มไปด้วยรถบรรทุกทั้งหลายที่จอดรอกันเป็นตับ (ใช้คำนี้ถูกรึเปล่าเนี่ย?)
พ่อค้าแม่ค้าที่หอบหิ้วข้าวของข้ามชายแดนมา และที่มองไม่เห็น แต่รู้ว่ามีแน่นอน คือเหล่ามิจฉาชีพที่กำลังจ้องนักท่องเที่ยวเอเชียตาเป็นมัน 
ความน่ากลัวของแซมเบีย อยู่ที่คนของเขานี่ล่ะครับ ตั้งแต่เข้าเมืองมา จะเห็นได้ชัดเลยจากหน้าตาท่าทาง และสายตาที่มองมา ว่าคนของเขาไม่ต้อนรับคนต่างชาติกันสักเท่าไหร่ (ทั้งที่มีสุดยอดแหล่งท่องเที่ยวอยู่ในประเทศแท้ๆ) ส่วนคนที่ต้อนรับเพื่อจะรอปล้นก็มีเพียบเหมือนกัน
ดังนั้นทางที่ดีที่สุดในการเข้าชายแดนคือ รีบๆ ยื่นเอกสารทุกอย่างให้เสร็จๆ แล้วบึ่งเข้าประเทศไปเลยดีกว่า ยิ่งไปหยุดอยู่ในที่แจ้งนานๆ หรือไปเที่ยวคุยกับใครเขา จะยิ่งรู้สึกถึงบรรยากาศอันตรายครับ
ความระแวงนี้มันมีที่มาครับ คือเรื่องมันมีอยู่ว่า ผมเคยเข้ามาเที่ยวในแซมเบียนี่ครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อสี่ปีก่อน (ตอนนั้นข้ามฝั่งจากชายแดนนามิเบียเข้าแซมเบีย) ความประทับใจแรกเกี่ยวกับประเทศนี้เลย คือด่านตรวจคนเข้าเมืองของเขามันเป็นอะไรที่น่าสยดสยองมาก!!
ความสยองมันอยู่ที่หลังเคาน์เตอร์ทำวีซ่าครับ หลังจากต่อคิวอยู่นานสองนาน (ในตึกที่เหม็นกลิ่นเหงื่อสุดๆ เหงื่อคนที่นี่กลิ่นไม่เหมือนเหงื่อบ้านเรานะ จะเป็นกลิ่นแบบพิเศษหน่อยซึ่งผมก็บรรยายไม่ถูกเหมือนกัน เอาเป็นว่าสูดเข้าไปทีนึงนี่ลืมไม่ลงเลยล่ะ ต้องเอายาดมอุดจมูกไว้ตลอด) พอถึงคิวผมเข้าไปทำแล้ว สิ่งแรกที่เห็นคือ ตรงหลังเคาน์เตอร์นั่นมีนักโทษถูกจับมานั่งเรียงกันอยู่เป็นสิบคน!! 
นักโทษที่ว่านี่ ส่วนใหญ่ก็พวกคนที่พยายามลักลอบข้ามชายแดนด้วยการว่ายน้ำ แล้วถูกจับได้นั่นแหละ เจ้าหน้าที่ก็จะให้เขามานั่งเรียงๆ กันตรงผนังห้องด้านหลังโต๊ะทำเอกสาร ระหว่างที่ผมทำวีซ่าอยู่ก็จะเห็นผู้คุมเดินสอบสวนพวกนี้ไปเรื่อยๆ และถ้าผู้คุมเกินคันมือขึ้นมาก็จะตบหัวนักโทษสั่งสอนครับ ตบทีนึงก็ได้ยินเสียงป๊าบๆๆ ตับๆๆๆ (อันนี้ไม่ใช่ละ) ไปทั้งตึก ส่วนเจ้าหน้าที่วีซ่าข้างหน้าก็ตรวจเอกสารต่อไปเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น สรุปคือตลอดขั้นตอนการทำวีซ่าแซมเบีย ผมต้องยืนดูมหกรรมทรมานนักโทษของเขา กว่าครึ่งชั่วโมงด้วยกัน 
ด้วยเหตุนี้แหละ ผมเลยมี impression ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่สำหรับประเทศนี้ (ก็ยังไม่ทันเข้าประเทศเลย มันก็เอานักโทษมาตบหัวโชว์ซะแล้วนิหว่า)
แถมตอนนั้นแอบคิดด้วยว่า ถ้าเกิดวีซ่าไม่ผ่านขึ้นมา เขาจะลากผมไปตบหัวหลังเคาน์เตอร์รึเปล่านะ
ย้อนกลับมาที่ปัจจุบัน เป็นโชคดีของพวกเราครับที่ด่านตรวจคราวนี้ไม่มีการตบหัวนักโทษโชว์ มีแต่เจ้าหน้าที่หน้าตาบูดๆ เสมือนอยากไล่แขกนั่งอยู่คนเดียว (คนน้อย กลิ่นเลยไม่แรงมากด้วย) พวกเราก็เอาพาสปอร์ตกับเอกสารอื่นๆ ไปให้เขาจัดการ จ่ายค่าเหยียบแผ่นดินอีกคนละ 50 เหรียญให้เสร็จๆ แล้วก็กลับมารอที่รถกัน

อันนี้เป็นสถานีตำรวจของเขาครับ ตั้งอยู่ข้างๆ ด่านตรวจคนเข้าเมือง ที่สะดุดตาคือมันมีเก้าอี้วางอยู่บนหลังคานี่แหละ (เป็นเก้าอี้ที่ดูสูงส่งมาก สงสัยเอาไว้ให้หัวหน้า สน. นั่ง 5555) ผมเลยหยิบกล้องมาถ่ายไปรูปสองรูป แบบไม่ได้คิดอะไรมาก
ที่นี้ความน่ากลัวมันก็เริ่มแล้วครับ พอผมเดินเลย สน.มาได้นิดเดียว ก็มีผู้ชายผิวดำชุดดำ (ที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนเจ้าหน้าที่) เดินมาเรียกตัวในทันที
ชายชุดดำ: You! Stop there!!
ผม: (ด้วยความที่ถูกสอนไม่ให้คุยกับคนแถวนี้ เลยแกล้งทำเป็นพูดอังกฤษไม่รู้เรื่อง) เอ่อๆๆๆ อืมๆๆๆ อ่าโน ไอค้านสะปี้กอิงแลน บลาๆๆๆๆ
ชายชุดดำ: I want you to open your camera, and delete the photo you just took.
ผม: ?????!!!!!!!!!!!
เนื่องจากการแกล้งพูดไม่รู้เรื่องของผมถูกมองทะลุซะแล้ว พี่แกเลยอธิบายต่อเลยว่าภาพเก้าอี้บนหลังคาที่ผมถ่ายไปนั่น เป็นสถานีตำรวจของเขา ซึ่งเขาห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด!! (พูดพลางจ้องตาถลน) จะว่าไป อีตาคนนี้เป็นตำรวจรึเปล่าก็ไม่รู้นะครับ แต่รู้อย่างเดียวว่าพี่แกน่ากลัวมาก สีหน้าที่จ้องมานี่ เหมือนอยากจะลากผมไปตบหัวในโรงพักก็ไม่ปาน ผมเลยรีบจัดการลบรูปให้เขาดู แกเลยเดินจากไป แต่ยังมีแอบมองกลับมาเป็นระยะๆ
จริงๆ ก็แอบขัดใจนะว่า รูปเก้าอี้บนหลังคา สน. นี่มันเป็นความลับทางราชการถึงขนาดห้ามถ่ายรูปหรือไงกัน !?
คิดๆ ดูแล้ว ที่เขาห้ามถ่าย อาจจะไม่ใช่เพราะมีกฎห้ามอะไรหรอก แต่เขากลัวผมไปถ่ายติดอะไรที่ไม่ควรถ่ายมากกว่า (เป็นต้นว่า ตำรวจเขาอาจจะกำลังรับส่วยจากเจ้าพ่ออะไรซักอย่าง ตอนที่ผมถ่ายก็ได้นะ 555)
แต่มี่สิ่งที่พี่ชุดดำไม่รู้อยู่เรื่องหนึ่งครับ นั่นคือตอนที่ผมขึ้นฝั่งมาเมื่อสิบห้านาทีก่อน ผมเคยถ่ายรูปตัวโรงพักไว้รูปหนึ่งตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ส่วนรูปที่เขาสั่งให้ลบไปน่ะ เป็นรูปที่ถ่ายทีหลัง 
ใช่แล้วครับ ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงสามารถลักลอบ เอารูปสถานีตำรวจลับสุดยอดจากแซมเบียมาฝากทุกท่านได้ในที่สุด!! ต้องสารภาพว่าตอนนั้นไม่ได้คิดจะแอบเอาความลับราชการ (?) ของเขามาเผยแพร่เลยนะ (ก็กลัวซะขนาดนั้น) จริงๆ คือมาเปิดเจอในกล้องทีหลังครับว่ามีรูปที่ไม่ได้โดนลบอยู่ด้วยนี่นา ถือว่าเป็นการผิดพลาดโดยสุจริตละกัน อิอิอิอิ
ฉะนั้นแล้วก็ขอให้ทุกท่านดูกันให้เต็มที่เลยครับ เพราะนี่ไม่ใช่รูปโรงพักธรรมดา แต่มันคือโรงพักแซมเบีย โรงพักที่มีเก้าอี้บนหลังคา และโรงพักที่คนถ่ายรูปอาจโดนจับกุมได้!! 
ทุกคนกลับมาที่รถกับครบ พอเอ็ดดี้เห็นพวกเราทำเอกสารกันเรียบร้อย ก็ขอตัวไปทำเอกสารสำหรับไกด์บ้าง โดยให้พวกเรานั่งรออยู่บนรถกลางด่านตรวจคนเข้าเมืองนี่แหละ
และแล้วช่วงระทึกก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีผู้ชายวัยรุ่นท่าทางโหดๆ สองคน (ตอนแรกคิดว่าคงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ เพราะไม่มีเครื่องแบบ) เข้ามาทักทายเอ็ดดี้ แล้วก็ประกบสองข้าง เหมือนกลัวเอ็ดดี้วิ่งหนียังไงชอบกล
จากนั้น สองคนนั้นก็พาไกด์ของพวกเราเดินหายลับเข้าตึกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเอ็ดดี้ก็หยิบกระเป๋าสีดำลึกลับไปด้วย (ที่ในตอนก่อน แกไม่ยอมบอกว่ามีอะไรอยู่ข้างในนั่นแหละ)
เอ็ดดี้หายเข้าตึกไปนานมาก ผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ ก็ยังไม่มีวี่แวว ส่วนพวกเราก็ถูกทิ้งอยู่บนรถ กลางแดดและฝุ่นบนด่านตรวจ และเป็นเหยื่อของการจับจ้องด้วยสายตาของคนที่ผ่านไปมา

แฟชั่นคนหนุ่มสาวของที่นี่จะเน้นสดใสมากครับ สาวคนนี้แต่งซะยังกับแท่งไอติมวอลล์
ความตึงเครียดยังไม่หมดแค่นั้นครับ พอเห็นนักท่องเที่ยวเอเชียท่าทางซื่อๆ นั่งกันเป็นกระจุกเดียวแบบนี้ บรรดาพ่อค้า (ที่มีแต่ผู้ชายถึกๆ) ราวสิบกว่าคนก็เข้ามาล้อมรถยังกับฝูงไฮยีน่า!!
พวกเราก็ยึดนโยบายเดิม คือทำเป็นพูดอังกฤษไม่รู้เรื่อง ไม่คุยโต้ตอบกับเขา จะได้ไม่โดนบังคับซื้อ (ซึ่งถ้ามันอยากบังคับล่ะก็ทำได้แน่) และก็ซ่อนของมีค่าของตัวเองกันอย่างสุดชีวิต
บรรดาพ่อค้าก็พยายามจีบพวกเรากันสุดชีวิตครับ เรียก “มายเฟรนๆ” (ใครเพื่อนเมิง?) ให้เราหันไปมองให้ได้ แต่คณะทัวร์ของเราก็มีความอดทนสูงไม่แพ้กัน มันยืนตื๊อไปเราก็นั่งเฉยไป

แดดตอนนั้นร้อนสุดๆ แต่พ่อค้าพวกนี้ไม่ยอมแพ้กันง่ายๆ คราวนี้พูดทั้งจีนทั้งญี่ปุ่นใส่เรากันอุตลุด ส่วนพวกเราก็ทำอะไรไม่ได้เลย เพราะดูแล้วพวกนี้จะไม่ยอมไปกันแน่ๆ และถ้ายอมซื้อสินค้าจากพ่อค้าซักคนขึ้นมา ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะยิ่งรุมรึเปล่า 
นับเป็นช่วงที่ทรมานที่สุดของทริปเราครับ ร้อนก็ร้อน ไปไหนก็ไม่ได้ นั่งตากฝุ่นอยู่บนรถ (ที่ไม่มีผนัง) กลางถนน และมีพ่อค้าท่าทางโหดๆ ยืนล้อม จะขยับตัวก็ยังไม่กล้า 
เอาเป็นว่าขนาดอยู่กลางป่า เจอฝูงสิงโตมาห้าหกวันแล้ว ยังไม่มีวันไหนที่ผมเครียดเท่าตอนนี้เลย เพราะบรรยากาศในด่านตรวจนี่มันน่ากลัวกว่าหลายเท่าจริงๆ (คิดไปถึงขนาดว่า ถ้าเราโดนไถตังค์ ก็คงไม่มีใครมาช่วย เพราะไอ้คุณตำรวจยังงอนที่เราไปถ่ายโรงพักเขาอยู่ 555)
หลังจากโดนกดดันอยู่ซักพัก ปรากฏว่ามีพี่มืดคนนึงมองเห็นพาสปอร์ตของผมเข้า เลยพูดเสียงดังขึ้นมาว่า อ้อออ ยูอาร์ฟอร์มไทยแลนด์!! จากนั้นอยู่ดีๆ บรรดาพ่อค้าก็มีท่าทางผิดหวัง พึมพำภาษาแซมเบียอะไรก็ไม่รู้ (แต่คิดว่าคงด่าพวกเรา) ตื๊อกันต่ออีกนิดเดียวก็สลายตัวกันไปหมด เหมือนกับว่าชื่อประเทศเราเป็นตัวไล่พ่อค้าอย่างนั้นแหละ
ทำไมกลายเป็นแบบนี้ไปได้นี่ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ได้แต่เดาๆ เอาว่า สงสัยเป็นเพราะนักท่องเที่ยวไทยจะเงินไม่เยอะ เทียบกับพวกจีนญี่ปุ่นล่ะมั้ง เขาเลยไม่อยากขาย หรือไม่ในหมู่คนแอฟริกา ประเทศเราอาจจะดังเรื่องความขี้เหนียวก็เป็นได้ จะว่าโล่งใจก็โล่งใจนะครับ แต่ก็รู้สึกเหมือนโดนดูถูกอยู่ยังไงชอบกลแฮะ 

ทางผ่านเข้าประเทศมีทหารยืนคุมหนาแน่น คอยเก็บส่วย ดูแลความปลอดภัยให้ชาวประชากันอย่างทั่วถึง
ผ่านวิกฤติพ่อค้าล้อมกรอบมาได้ แต่ก็ยังไม่จบแค่นั้นครับ เพราะอีตาเอ็ดดี้ก็ยังไม่กลับมาซะที พวกเราเลยต้องนั่งตากแดดตากฝุ่นกันต่อ ระหว่างนั้นก็มียัยป้าท่าทางเมาๆ แต่งตัวหลุดลุ่ยคนนึง เดินผ่านมาโวยวายภาษาอะไรก็ไม่รู้ใส่ด้วย พอเราไม่ตอบป้าแกก็เดินไปโวยใส่คนอื่นต่อ นี่ก็่น่ากลัวเหมือนกันเพราะป้าแกดูไม่ค่อยเต็ม ถ้าแกนึกครึ้มปีนขึ้นมานั่งบนรถกับเรานี่คงสนุกพิลึก
พอรอไปนานๆ ก็เริ่มพาลระแวงแล้วครับว่า พี่เอ็ดดี้แกแอบเอาอะไรผิดกฎหมายเข้ามาขายรึเปล่า ถึงต้องแอบเอากระเป๋าดำๆ เข้าประเทศมา แถมมีคนที่ดูยังไง้ยังไงก็น่าสงสัย มาพาตัวไปไหนก็ไม่รู้ด้วย???!!
ที่จริงก็ไม่ใช่ว่าผมจะไม่ไว้ใจเอ็ดดี้นะ เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นไกด์ที่เก่งมากกกก ทั้งด้านบันเทิงและด้านวิชาการเลย แต่พอมาตอนนี้ อะไรๆ มันก็น่าระแวงไปหมดครับ เพราะตั้งแต่เหยียบประเทศนี้มา ก็เจอแต่อะไรไม่คาดฝันทั้งนั้น (และในอนาคตก็คงหนีไม่พ้นเช่นกัน)
ยังไม่ทันจะระแวงไปมากกว่านั้น พ่อเจ้าประคุณเอ็ดดี้ก็จรลีกลับมาที่รถจนได้!! (เป็นอีกโมเม้นท์ที่ประทับใจที่สุดของทริปนี้ เพราะมันโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก) 
เอ็ดดี้อธิบายกับพวกเราว่า ที่เขาหายไปเกือบสองชั่วโมงนี่ก็เพราะว่า สำหรับไกด์แล้ว การจะเข้าประเทศแซมเบียต้องเจองานเอกสารเป็นร้อยแปดอย่างครับ มีตั้งแต่บังคับทำประกัน ไปจนถึงการขอใบอนุญาตใช้ถนนลาดยางในประเทศเขาเลยทีเดียว (สงสัยพวกนี้จะภูมิใจคุณภาพถนนมาก ถึงขนาดต้องขอใบรับรองกันด้วย)
สำหรับพวกเราที่เป็นนักท่องเที่ยว เขาก็ไม่ยุ่งด้วยเท่าไหร่ แต่ไกด์ที่เป็นคนพื้นเมืองนี่จะโดนหนักเลยครับ ที่ใช้เวลานานมากนี่ สงสัยเขาคงตั้งใจกดดันให้จ่ายใต้โต๊ะนี่แหละ
ผมไม่ได้ถามเอ็ดดี้ว่าเขายัดเงินอะไรไปบ้างรึเปล่า แต่ดูจากเวลาที่ใช้แล้ว คิดว่าคงไม่ได้สิทธิพิเศษใดๆ ครับ เห็นแล้วก็รู้สึกว่า ระบบราชการเขาก็น่ากลัวไม่แพ้แก๊งพ่อค้าข้างนอกตึกเลย

หลังจากผ่านวิกฤติชายแดนมาได้ (สองชั่วโมงกว่าๆ กับการถูกขังอยู่บนรถกลางแดด) ก็ได้เวลาไปต่อกันซะที วินาทีที่รถแล่นออกจากที่จอด ทิ้งด่านตรวจไว้เบื้องหลัง เราก็พลันหายใจได้ทั่วท้องอีกครั้ง (ตอนหนีช้างพ้นในป่า ยังไม่โล่งเท่านี้เลยล่ะเธอ) 
แซมเบีย เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในแถบนี้ที่ไม่มีพรมแดนติดทะเล แต่จริงๆ จะติดหรือไม่ติดก็แห้งแล้งไม่ต่างกันครับ อันจะเห็นได้จากข้างทางที่มีแต่ฝุ่นทราย เหมือนฝั่งบอตสวานาไม่มีผิด
รถสีม่วงๆ ที่เห็นไกลๆ นั่นคือ “แท็กซี่” ของที่นี่ครับ เป็นรถสีม่วงทรงป้อมๆ มีป้ายสีเหลือง น่ารักดี
หนีจากด่านตรวจมหาประลัยมาได้ไกลพอสมควรแล้ว ก็ได้เวลาพักกินข้าวกันข้างทาง ข้าวกลางวันก็เหมือนวันก่อนๆ คือไม่มีอะไรให้จดจำเท่าไหร่ มีพิเศษนิดหน่อยคือคุณกุ๊กของเรา เอาพาสต้าที่เหลือจากเมื่อคืนมาผสมกับผักและน้ำสลัดจนกลายเป็นสลัดพาสต้าไป อันนี้ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ครับ เพราะน้ำสลัดของเขามันหวานเปรี้ยวซะจนเลี่ยน แต่กินๆ ไปก็คิดถึงกุ๊กของพวกเราเหมือนกัน (จริงๆ ถ้าพาเขาข้ามประเทศมาด้วยจะอุ่นใจขึ้นเยอะเลยแหละ ไม่น่าทิ้งไว้เลย) 

พวกเรากินมื้อนี้กันอย่างทุลักทุเล เพราะบรรดาอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งเต็นท์ เครื่องครัว รถพ่วงก็ทิ้งไว้ในบอตสวานาหมดแล้ว คราวนี้เลยต้องเตรียมอาหารกันบนกระโปรงหน้ารถแทน (ถึงตอนนี้ แอบอยากบอกเอ็ดดี้ว่าไม่ต้องกินก็ได้ รีบๆ บึ่งไปโรงแรมเลยดีกว่า แต่เขาก็ทำตามโปรแกรมอะนะครับ เลยต้องปล่อยไป)

ลองสังเกตลักษณะถนนของที่นี่อยู่ แซมเบียนี่ถนนเขาแปลกดีครับ คือมีถนนลาดยางอย่างดี (ใหญ่มาก) เป็นถนนสายหลัก และข้างทางจะมีถนนย่อยๆ ตัดเข้าป่าไปเป็นระยะๆ (ในที่นี้จะขอเรียกว่า ซอย) ซึ่งซอยแต่ละสายนี่จะทอดยาวเข้าป่าไปลึกมากก มากจนมองไม่เห็นว่าไปจบตรงไหน
และที่แปลกกว่านั้นคือ ซอยพวกนี้ไม่มีป้ายบอกทางแม้แต่ป้ายเดียวครับ แถมหน้าตาแต่ละซอยก็เป็นป่าเหมือนกันหมดด้วย แต่ไม่รู้ทำไม รถคันอื่นๆ ของชาวแซมเบียที่เราเห็น ต่างก็เลี้ยวเข้าซอยเหล่านี้ได้อย่างไม่ลังเล เหมือนเลี้ยวเข้าซอยบ้านตัวเองยังไงยังงั้น 
ตอนที่พวกเรากินข้าวอยู่ ก็มีรถคันหนึ่งเลี้ยวเข้า ถนนเส้นเล็กที่อยู่ใกล้ๆ แล้วแล่นเข้าป่าหายไปพักนึงครับ แต่ผ่านไปเดี๋ยวเดียวก็ขับกลับออกมา (คุณน้าคนนึงบอกว่า สงสัยเขาคงเข้าซอยผิด 5555)

ตอนแรกนึกว่าขอนไม้ธรรมชาติ แต่เอ็ดดี้บอกว่าจริงๆ มันคือ “ที่นั่งรอรถ” ของที่นี่ ที่ทางการเขาจัดไว้ให้ครับ เท่สุดๆ ไปเลยใช่มะ

เริ่มเข้าเขตบ้านเรือนกันแล้ว

ถึงจะมีปัญหาเรื่องความยากจน แต่แซมเบียก็เป็นประเทศที่มี "เขตพื้นที่เมือง" (หรือโดน urbanization) เยอะที่สุด ประเทศหนึ่งในแถบนี้เลยนะ ดูๆ แล้ว เมืองเขาก็ดูทันสมัยดีทีเดียวนะครับ แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศก็ยังอยู่กันอย่างลำบาก ไม่ต่างจากที่เป็นมา (คิดว่าส่วนใหญ่คงเป็นเพราะพวกฝรั่งมาสร้างเมืองไว้ใช้เอง ส่วนคนพื้นเมืองอยู่ยังไงก็อยู่แบบนั้นต่อไป)


ศาสนาประจำชาติเขาคือคริสต์ครับ ในเมืองก็จะเห็นโบสถ์อยู่เยอะเหมือนกัน


เจ้าหน้าที่กำลังติดกล้องดัมมี่ CCTV เอ๊ย...กำลังติดไฟจราจรกันอยู่พอดี


มาถึงที่พักกันแล้วครับ คำกล่าวที่ว่า ฟ้าหลังฝนจะสดใสกว่าเดิมนั้นเห็นจะเป็นจริง เพราะหลังจากฝ่าวิกฤติตรงชายแดนมาได้แล้ว ที่พักที่รอพวกเราอยู่นั้นนับว่าดีกว่าที่คาดหวังไว้หลายเท่าเลยเชียว

ที่พักของเรามี เป็น Lodge ที่อยู่ติดกับแม่น้ำพอดี บรรยากาศเลยชุ่มชื่นทีเดียว
ส่วนห้องพักของที่นี่ เป็นสไตล์กึ่งๆเต็นท์ คือผนังหลังคาเป็นผ้าใบอย่างหนาหมด แต่ข้างในนี่เหมือนห้องโรงแรมเลยครับ มีโต๊ะตู้ตั่งเตียงพครบ พร้อมห้องน้ำข้างหลัง (ส่วนที่เป็นห้องน้ำนี่จะสร้างด้วยอิฐด้วยปูนเหมือนห้องปกติ)
ดูแล้วเป็นแดนสุขาวดีจริงแท้ โดยเฉพาะถ้าเทียบกับเต๊นท์ไซส์มินิที่พวกเรานอนกันมาตลอดห้าหกคืน เสียอย่างเดียวคือพื้นเต๊นท์ปูด้วยหินโดยไม่มีพรมรองครับ เลยดูดซับความเย็นตลอดวัน ไว้เต็มเปี่ยม แถมโรงแรมยังงกไม่มีรองเท้าแตะให้อีก ดังนั้นตอนเดินในห้องแต่ละก้าวนี่เหมือนเดินบนลานเสก็ตน้ำแข็งเลยล่ะ (เว่อร์ซะ)


ที่ต้องพูดถึงอีกอย่างคือ วันนี้ผมได้ส่องกระจกแบบเต็มๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันครับ เพราะตอนอยู่ในป่ามันก็ไม่มีห้องน้ำแบบเป็นเรื่องเป็นราวใช่มะ ตอนแวะห้องน้ำตามศูนย์ป่าไม้ก็ไม่มีเวลาสำรวจผิวหน้ามากเท่าไหร่ เลยต้องปล่อยเลยตามเลยซะหลายวัน
พอมาวันนี้ได้ส่องกระจกในห้องน้ำแบบเต็มๆ เลยได้เห็นว่าการตากฝุ่น + ตากแดด + โปะครีมกันแดดสารพัดยี่ห้อตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา มันทำร้ายผิวหน้ามนุษย์ได้อย่างน่าสะพรึงกลัวมาก บอกได้เพียงว่าเหมือนในหนัง Poltergeist ฉากที่พระเอกส่องกระจกแล้วเห็นตัวเองหน้าเละนั่นแหละ 
ถึงจะสยองนิดหน่อย แต่ก็ดีครับที่ได้ล้างหน้าอาบน้ำแบบเป็นเรื่องเป็นราวซะที ช่วงบ่ายผมก็ใช้เวลาขัดร่างกายทุกซอกทุกมุมจนสะอาด + ล้างหน้าแบบล้างแล้วล้างอีกจนหน้าแทบหลุด สุดท้ายก็รู้สึกตัวเบาขึ้นเยอะเลย (อาจจะเป็นเพราะฝุ่นที่สะสมมาหกวันโดนล้างออกหมดก็เป็นได้)

ตอกย้ำความน่ากลัวของแซมเบีย ด้วยป้ายในห้องพักนี่ ป้ายนี้บอกว่า ตรงใกล้ๆ ที่พักมีจุดชมวิวอยู่จุดนึงครับ แต่ห้ามหยุดชมวิวเด็ดขาด เพราะถ้าหยุดคุณจะโดนปล้นแน่นอน 
มาถึงจุดนี้ สิ่งเดียวที่ผมอยากทำ คือล้มตัวลงบนเตียงตรงนั้นแล้วนอนมันซะตลอดวันที่เหลือไปเลย แต่ก็มิอาจทำได้ เพราะหลังอาบน้ำกันไม่ถึงชั่วโมง เอ็ดดี้กับพวกเราก็ต้องมาเตรียมทริปสำหรับพรุ่งนี้กันต่อ

ก่อนจะออกจากโรงแรมไปบริษัทจองทัวร์ ก็มาแวะที่ล็อบบี้กันหน่อย อาคารของรีสอร์ททาสีตกแต่งโทนเหลืองๆ เหมือนกันหมดเลยครับ สวยดี
ระหว่างรอคนอื่นๆ ผมก็เข้าไปส่องๆ ดูว่าในตึกล็อบบี้มีอะไรบ้าง ตาก็เหลือบไปเห็นรูป ประธานาธิบดีของแซมเบียติดอยู่ด้วย มือเกือบคว้ากล้องมาถ่ายแล้ว แต่คิดอีกทีอย่าดีกว่า เพราะเหตุการณ์ตรงด่านตรวจคนเข้าเมืองยังหลอนอยู่ครับ เผลอๆ ถ้าผมหยิบกล้องมาถ่ายอะไรที่เขาห้ามอีก เดี๋ยวเจ้าของโรงแรมเดินมาตบหัวล่ะแย่เลย 

ห้องพักแบบไม่ใช่เต๊นท์ก็มี
ช่วงบ่ายๆ เย็นๆ เอ็ดดี้ก็พาพวกเรานั่งรถตระเวนไปตามบริษัททัวร์ต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียง แล้วให้พวกเราเข้าไปเลือกกิจกรรมที่อยากทำกันเอง บริษัททัวร์ที่นี่ก็เตรียมทริปไว้ให้หลากหลายดีครับ เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ก็เป็นฝรั่ง คุยฟังรู้เรื่องดี (คิดว่าส่วนใหญ่เขาคงทำมาขายนักท่องเที่ยวฝรั่งน่ะ)
ซึ่งเจ้าสถานที่ท่องเที่ยวของแซมเบียที่พวกเราจะไปเนี่ย มีทุกอย่างให้ทำตั้งแต่ล่องแก่งยันนั่งเครื่องบินครับ แล้วมันเป็นที่แบบไหนกันล่ะ?? เรื่องนั้นไว้เฉลยคราวหน้าละกัน หุหุหุ 

แมวอ้วนที่นอนอืดอยู่ในบริษัททัวร์ แมวที่นี่ตัวใหญ่มากครับ ใหญ่ยังกะเสือ


ระหว่างทางกลับมาโรงแรม ที่จุดชุมวิวตรงมุมถนน เราก็มีโอกาสได้เห็นส่วนหนึ่ง ของสถานที่ที่เราจะไปพรุ่งนี้ด้วย
ตอนนี้เอารูปเรียกน้ำย่อยมาฝากแค่นี้ก่อน ส่วนของจริงแบบจัดเต็มเอาไว้ตอนหน้าครับ
ส่วนใครที่รู้ว่าแซมเบียมีดีอะไร ก็คงรู้แล้วล่ะว่า เจ้าควันๆ ที่เห็นนี่คืออะไร

เกือบลืมๆๆ ภาพบังคับ อาทิตย์อัสดงที่แซมเบีย
อาหารเย็นวันนี้ เนื้องจากกุ๊กทิ้งเราไปแล้ว เลยต้องกินอาหารแพงๆ ของโรงแรมกัน ผมสั่ง Beef Curry ไป ด้วยหวังว่าจะได้กินอะไรจัดจ้านซะหน่อย ผลที่ออกมาคือเจ้านี่ครับ เนื้อคล้ายๆ มัสมั่นบ้านเราแต่จืดกว่า ไม่อร่อยเท่า ที่แน่ๆ คืออาหารแบบประหยัดที่กุ๊กของพวกเราทำให้กลางป่า ด้วยวัตถุดิบกระป๋องกับอุปกรณ์สนามธรรมดาๆ ยังอร่อยกว่าเยอะเลย

แต่ตอนกินข้าวเย็น ก็ยังพอมีอะไรน่าจดจำอยู่ เพราะห้องอาหารโรงแรมมันอยู่ติดแม่น้ำครับ ยิ่งโต๊ะที่นั่งกินนี่อยู่บนระเบียงที่ยื่นออกไปริมฝั่งน้ำพอดีเลย ดังนั้นระหว่างกินเราจะได้ยินเสียงฮิปโปร้อง อืดๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ดังมาจากแม่น้ำ เป็นเหมือนดนตรีคลออยู่ตลอด บางทีก็ดังจนตกใจเพราะเหมือนมันอยู่ใกล้มากกกกกกกกก (หรือมันอยู่ไกลแต่เสียงดังก็ไม่รู้) บางจังหวะก็จะมีเสียงน้ำป๋อมแป๋ม เสียงพี่ฮิปโปพลิกตัวดังซ่าๆ ให้ได้ยินเหมือนกัน
คิดแล้วก็แอบระแวงนะครับ ว่าตอนกลางคืน พี่ฮิปโปแกจะขึ้นมาเดินเล่นในสวนของโรงแรมรึเปล่า ที่พักที่นี่รั้วกั้นก็ไม่มี ผนังเต็นท์ก็ใช่ว่าจะแข็งแรงอะไรมากมายด้วย แต่โรงแรมไม่เห็นมีเตือนแขกเรื่องนี้เลย เขาคงมั่นใจในความปลอดภัยล่ะนะ (???) 
มหากาพย์วิกฤติชายแดนของเราก็จบแต่เพียงเท่านี้ครับ จะว่าไป ตอนที่เจอกับตัวนี่ผมเครียดสติแทบแตกเลยนะ (นึกภาพ นักท่องเที่ยวชาวเอเชีย ที่โดนจับนั่งเรียงกัน อัดวิดิโอเรียกค่าไถ่ ฯลฯ) แต่พอมานั่งพิมพ์เล่าแบบนี้ เลยทำให้ได้รู้ว่าจริงๆ เหตุการณ์มันไม่ได้ร้ายแรงอะไรเท่าไหร่เลย ออกจะขำๆ ด้วยซ้ำ ที่น่ากลัวน่ะ คือเราคิดไปเองซะส่วนใหญ่
เลยต้องคิดใหม่ว่า ถึงประเทศเขาจะน่ากลัว แต่บางทีก็อาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิดก็ได้... (ยกเว้นเรื่องตบหัวนักโทษไว้เรื่องนึง อันนั้นยังไงก็น่ากลัวเกิน)
จขบ. จะเจอฮิปโปในโรงแรมหรือไม่?? และที่ท่องเที่ยวปริศนาของเราคืออะไร?? ติดตามการผจญภัยในแซมเบียของเราต่อในตอนหน้าครับ 


แต่ก็น่าสนุกมากกว่า อิอิ
#1 By อลิซกะเต้าฮวย on 2011-09-25 16:09