ความเดิมตอนที่แล้ว: คลิก Ch.1, Ch.2, Ch.3, Ch.4, Ch.5, Ch.6, Ch.7, Ch.8, Ch.9, Ch.10, Ch.11

 

และแล้ว... พวกเราก็เข้าสู่วันก่อนสุดท้ายของการท่องเที่ยวแอฟริกาในครั้งนี้กันแล้วครับ และวันนี้ก็เป็นจุดพีคสุดท้ายของทริปเลยเช่นกัน Embarassed

 
เตือนความจำกันหน่อย ว่าตอนนี้เราย้ายจากเต๊นท์กลางป่าบอตสวานา มาอยู่ในโรงแรมสบายๆ ที่แซมเบียกันแล้วนะจ๊ะ

  

จะว่าไป ในตอนก่อนนี่ ผมก็ได้เผาทั้งคนทั้งประเทศแซมเบียไปไม่ใช่น้อย แต่ก็อย่างที่ทุกคนคงรู้แหละว่า ทุกประเทศมันก็มีทั้งด้านดีด้านไม่ดีของตัวเอง จะหาที่ดีหมดจดนั้นคงไม่ได้ จะมีก็แต่หลายๆ ประเทศที่โปรโมทด้านดีๆ ของตัว ส่วนด้านชั่วๆ ก็แกล้งทำเป็นไม่มีเท่านั้นเอง Cry


ฉะนั้นแล้ว ก่อนที่คนแซมเบียจะมาเจอการ "ตบหัว" ในบล็อกผม แล้วเกิดเป็นดราม่าอะไรขึ้นมา วันนี้เราจะขอ "ลูบหลัง" ด้วยการเสนอด้านที่งดงามของประเทศนี้ เพื่อความเท่าเทียมกันบ้างดีกว่า 

วันนี้พวกเราตื่นกันประมาณเจ็ดโมงเช้า อากาศนั้นก็หนาวสุดขั้วตามประสาเช้าเมืองนอกครับ แค่เอาเท้าหย่อนจากเตียงมาโดนพื้นหินในเต๊นท์นี่ ก็เรียกได้ว่าความเย็นเยียบแล่นปรี๊ดไปทั่วร่างเลยทีเดียว คิดแล้วก็แอบสงสัยว่า โรงแรมไม่เคยโดนแขกบ่นเรื่องไม่มีรองเท้าแตะบ้างเลยเรอะ??

 

ความงดงามอย่างแรกของวัน ก็คืออาหารเช้านี่แหละ อันนี้เป็นไข่ออมเล็ต สีดูไหม้ๆ แต่จริงๆ แล้วมันอร่อยกว่าที่เห็นนะ ข้อดีของอาหารเช้าที่นี่คือทุกอย่างจัดเต็มมากกกกก ทั้งไข่ ขนมปัง แฮม สั่งที่เดียวแต่กินได้สองคนเลยทีเดียว ติดอยู่ที่แฮมเขาสีชมพูจนน่ากลัวมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเนื้อของแอฟริกามันเปล่งปลั่งเกินไป หรือคนผลิตแอบใส่สีอะไรลงไปรึเปล่า Foot in mouth


แต่ที่ลำบากหน่อยคือมันนั่งกินตรงระเบียงนี่แหละ ตอนข้าวเย็นก็พอกินได้นะครับ แต่ตอนเช้าที่ลมกำลังมานี่ กินของร้อนๆ ไปตัวก็สั่นไปด้วยตลอด เป็นความทรมานปนความสุขแบบแปลกๆ

ระหว่างกินๆ กันอยู่ก็มีผู้ชายหน้าตาแขกๆ คนนึงเข้ามาชวนคุยด้วย (สงสัยเพราะเราเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มเดียวในห้องอาหารที่ไม่ใช่ฝรั่งละกระมัง เขาเห็นเป็นชาวโลกที่สามเหมือนกันเลยรีบมาสนิทกันไว้ก่อน) Foot in mouth ลุงแกเป็นชาวตะวันออกกลาง มาจากคูเวตครับ

พอบอกเขาไปว่ามาจากเมืองไทยลุงแกก็ตื่นเต้นใหญ่ บอกว่าเคยพาภรรยาไปเมืองไทยเหมือนกัน เราเลยพูดไปทำนองชวนคุยว่า แบบนี้สงสัยภรรยาคุณต้องชอบเมืองไทยแน่ๆ เลย เพราะของช็อปปิ้งราคาถูกมาก
ลุงแกได้ยินดังนั้น จึงตอบโชว์บารมีอย่างนิ่มๆ ว่า เมียพ้มก็ชอบเมืองไทยนะ แต่ชีชอบช็อปปิ้งที่ลอนดอนมากกว่า

ผ่างๆๆๆๆ พวกเราก็อึ้งสิทีนี้ แล้วยังครับยังอวดไม่จบ ลุงแกก็พูดต่อไปว่า แกมาเที่ยวกับเพื่อนแค่สามคนเองนะ ด้วยการขี่มอเตอร์ไซค์ฮาเลย์ แบ็คแพ็คจากประเทศบ้านเกิด!! ลุยลงมาถึงประเทศเขคแอฟริกาใต้กันเลยทีเดียว ซึ่งครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกด้วยครับ เพราะจริงๆ งานอดิเรกของลุงคือการ "เที่ยวรอบโลก" ยังไงล่ะ !!

เห็นเขาพูดสาธยายเช่นนั้นแล้ว จากที่ตอนแรกเราเห็นแกเป็นตาลุงใส่แว่นธรรมดาๆ อยู่ดีๆ ก็มีแสงออร่าเฮ้ากวงมหาเศรษฐีเฉิดฉายออกมาซะงั้น จริงๆ เขารวยแค่ไหนไม่ได้ถามครับ แต่เงินเยอะขนาดขี่ฮาร์เลย์เที่ยวรอบโลกกับเพื่อนเป็นเดือนเป็นปี งานการไม่ทำแบบนี้ก็คงเงินเยอะอยู่แหละ


คุณน้าคนนึงเลยแอบกระซิบว่า  สงสัยอีตานี่จะเป็นชีค ผู้มาจากอัครราชตระกูลอันสูงส่ง หรือไม่ก็เจ้าชายผู้ครองอาณาจักรบ่อน้ำมันเป็นแน่ (นึกภาพคุณลุงแว่นใส่เครื่องทรงราชนิกุล นอนเอกเขนกในวังกลางทะเลทราย มีสาวแขกผูกผ้าปิดปากเต้นประกอบเพลงให้ดูเป็นแถวๆ พร้อมดนตรีประกอบ แตร่งๆๆๆๆๆ)
ดังนั้นตั้งแต่นี้ไป ผมจะขอเรียกลุงคนนี้ว่า "ท่านชีค" ไปก่อนละกันCry


หลังกินข้าวเช้า และอำลาท่านชีค (ด้วยความเคารพ) เสร็จแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทางไปชมไฮไลท์สุดท้ายของพวกเรากันซะที ซึ่งจริงๆ ผมก็สปอยล์ไปตั้งแต่หัวเอ็นทรี่แล้วว่ามันคืออะไร แต่ไหนๆ แล้วก็ช่วยกันตื่นเต้นหน่อยละกันนะครับ ไฮไลท์นี้ก็คือออ คือออออออออ....

อภิมหามหึมาน้ำตก Victoria Falls แห่งนี้นี่เอง!! วิคตอเรีย เป็นชื่อของน้ำตกที่โด่งดังที่สุดของแอฟริกา กินเขตแดนระหว่างประเทศแซมเบียและซิมบับเวพอดีครับ และเขาว่ากันว่าอลังการที่สุดในโลก และเป็นความภาคภูมิในสูงสุดของแซมเบียเขาล่ะครับ ชนิดที่ว่า ถ้าเราเขียนคำขวัญให้ประเทศเขา (แบบจังหวัดบ้านเรา) คงต้องมีวรรคที่บอกประมาณว่า "เลิศล้ำน้ำตกวิคตอเรีย" เป็นแน่

ควันที่เห็นพุ่งๆ ขึ้นมานี่ก็ควันจากน้ำตกนั่นแล

 

 

พอมาถึงทางเข้า ก็ต้องจ่ายเงินซื้อตั๋วกันก่อน จ่ายคนละ 20 เหรียญ และมีเสื้อฝนให้เช่าครบครัน เสื้อฝนนี่จำเป็นเลยครับ เพราะถ้าเดินเข้าไปแล้ว จะได้เปียกโชกแน่นอน ถ้าให้ดีก็เอาเสื้อกันฝนแบบเป็นแพ็คเล็กๆ พกพาง่ายมาเลยดีกว่า หรือถ้าเช่าเอาก็จะได้เสื้อสีเหลืองแสบตา ถ่ายรูปออกมาสวยดีไปอีกแบบ

ตรงทางเข้าน้ำตก จะมีรูปปั้นของ Dr. David Livingstone ตั้งเด่นให้ได้ถ่ายรูปกันก่อน ดร. ลิฟวิงสโตนเป็นมิชชันนารีและนักสำรวจชาวสก็อตที่ค้นพบน้ำตกวิคตอเรียครับ และคุณคนนี้นี่แหละ เป็นชาวยุโรปคนแรกที่ได้ยลโฉมน้ำตกนี้  และตั้งชื่อว่า "วิคตอเรีย" ตามชื่อควีนของอังกฤษ


ส่วนชื่อพื้นเมืองของน้ำตก คือ Mosi-oa-Tunya ไม่ออกเสียงไอนะครับ (ก็จะอ่านได้ว่า โมส โออา ทุนย่า ทำนองนี้) ความหมายคือ "Smoke that Thunders" หรือแปลเป็นไทยๆ คงได้ประมาณว่า "ควันกัมปนาท" ล่ะมั้ง ก็คือควันที่สงเสียงดังนั่นแหละครับ ซึ่งพอเราไปถึงน้ำตก เดี๋ยวก็จะได้เห็นกันล่ะว่ามันเป็นอย่างชื่อจริงๆ

วิคฟอลล์ เป็นน้ำตกที่สูงมากกกกกกกกก สูงกว่า 108 เมตรได้ (มองดูไม่รู้หรอก ก็อปจากวิกิมา) Foot in mouth แต่จุดที่อลังมันคือด้านกว้างครับ เพราะน้ำตกแห่งนี้มีความกว้างถึงกว่า 1,700 เมตร หรือกว่า 2 กิโลเลยทีเดียว พูดง่ายๆ คือ มันเหมือนกับดูภาพแม่น้ำทั้งสาย (ซึ่งแม่น้ำแซมเบซีนี่ก็ใหญ่มากกกก) ร่วงลงเหวไปต่อหน้าต่อตาเลยนั่นแหละ

 

เพราะเหตุนี้นี่เอง น้ำตกแห่งนี้เลยถูกจัดเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก (ที่มนุษย์ไม่ได้สร้าง) ซะด้วย พูดถึงไอ้เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์นี่ ผมก็เพิ่งรู้นะว่าเดี๋ยวนี้มันตั้งเพิ่มกันหลายเจ็ดเหลือเกิน จนที่เหลือมีอะไรบ้างก็นับกันไม่ไหวแล้ว Foot in mouth

ช่วงที่เราไปเป็นฤดูน้ำมามาก สายน้ำเลยพรั่งพรูกันอย่างเต็มที่

ถึงตรงนี้ก็เข้าใจเลยครับว่าทำไมคนพื้นเมืองเขาตั้งชื่อให้แบบนี้
ตอนมองน้ำตก เราจะพบกับละอองน้ำเหมือนควันลอยขึ้นมาเพียบ ทำเอาบรรดานักท่องเที่ยวเปียกปอนไปตามๆ กัน ส่วนเสียงน้ำตกก็ดังซะจนคุยกันไม่รู้เรื่อง
สรุปคือถ่ายรูปออกมาบางรูป ตัวน้ำตกแทบมองไม่เห็น มีแต่ไอน้ำนี่แหละ แต่ก็พอเห็นภาพ ว่ามันอลังจริงๆ นะเธอ!!

 

 

สะพานที่เห็นเขาตั้งชื่อแบบเดาไม่อยากว่า Victoria Falls Bridge เป็นสะพานให้รถไฟวิ่งข้าม และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความเจริญ (และนักท่องเที่ยว) เข้ามาดูที่นี่แบบใกล้ชิดได้
รุ้งแบบที่เห็นนี่จะพบได้ทุกทิศทุกทางเลยตอนเดินทัวร์น้ำตก เพราะละอองน้ำมันกระจายอยู่ตลอดเวลา งามมาก

 

พอเดินมาถึงช่วงที่น้ำน้อยก็จะถ่ายรูปได้ชัดขึ้น (เห็นมั้ยว่าน้ำตกมันกว้างจริงอะไรจริง!!)

ที่เด่นมากอีกอย่างนึงคือป่าที่นี่เป็นป่าแบบป่าฝนครับ คนละเรื่องกับทุ่งหญ้าแห้งๆ ที่พวกเราเจอมาตลอดทริปเลย ซึ่งป่าทั้งป่านี่อยู่ได้ก็เพราะละอองจากน้ำตกล้วนๆ เป็นเหมือนฝักบัวที่คอยพรมน้ำให้ตลอด 24 ชั่วโมงน่ะครับ แถบอื่นของแม่น้ำก็ไม่ได้เขียวขนาดนี้นะ เพราะละอองน้ำมันไม่ได้กระจายออกไปเผื่อแผ่มาก สรุปก็คือป่าทั้งป่านี้เกิดขึ้นมาเพราะละอองจากน้ำตกล้วนๆ เลย

 

เห็นแล้วก็คิดได้ว่า ต้นไม้ที่โตแถวนี้เป็นต้นไม้ที่โชคดีที่สุดในโลกเลยนะนี่ เพราะเหมือนมีคนมารถน้ำให้ทั้งวันเลยแฮะ Cry

 

เดินมาจนถึงสะพานข้ามเหวอันนี้กัน ตอนเดินข้ามนี่เหมือนเดินใต้ฝักบัวที่เปิดแรงสุดเลยครับ

 

สัตว์ตัวแรก (จริงๆ คือครึ่งตัว อีกครึ่งไม่เหลือสภาพเดิมเสียแล้ว) ที่เจอในเขตน้ำตก

พอเดินอ้อมมาไกลๆ เราจะเห็นสะพานจากอีกมุม