ความเดิมตอนที่แล้ว: คลิก Ch.1, Ch.2, Ch.3, Ch.4, Ch.5, Ch.6, Ch.7, Ch.8, Ch.9, Ch.10, Ch.11, Ch.12

 

สวัสดีทุกท่านครับ Embarassed

 

เจอกันอีกครั้ง หลังจากไม่ได้อัพมาหลายเดือนเลย Tongue out  เป็นช่วงที่ยอด view ลดลงฮวบๆ จนแทบจะไม่เหลือซะแล้ว (แต่ก็ยังมีบางคนอุตส่าห์แวะเวียนเข้ามาดูนะเนี่ย ไม่รู้ไปเจอ link บล็อกผมที่ไหนเข้าเหมือนกัน แต่ยังไงก็ขอบคุณมากๆ ครับที่เข้ามาชมกัน)

จริงๆ อย่าว่าแต่คนอ่านเลยครับที่ไม่มี คนเขียนเองก็ไม่ค่อยกล้าเปิดเข้ามาดูบล็อกตัวเองเหมือนกัน 5555 เพราะเปิดมาทีไร เจอแต่ฝุ่นกับกลิ่นเปรี้ยวๆ ของบล็อกโดนดองที่ดูจะแรงขึ้นทุกวี่วัน เลยพาลไม่อยากเปิดซะงั้น Foot in mouth

ที่ว่างเว้นไปนานนี่ ไม่ใช่ว่าคนเขียนขี้เกียจหรือคิดจะลอยแพบล็อก เหมือนที่สำนักพิมพ์การ์ตูนบ้านเราชอบทำนะครับ แต่เรื่องของเรื่องครือว่า ตอนนี้ผมกำลังเรียนต่อที่ญี่ปุ่นอยู่ ทั้งตารางชีวิตทั้งหน้าที่อะไรต่างๆ ก็เปลี่ยนไปจากตอนที่อยู่เมืองไทยแบบคนละเรื่องเลยทีเดียว ทั้งการเรียนภาษาที่หนักหนาสาหัส และการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นมหาโหด (ที่อาจจะได้มีโอกาสมาระบายให้ฟังในอนาคต) แถมยังต้องแบ่งเวลาอ่านสอบกับเวลาเที่ยว + เล่นเฟสบุ้คด้วย (อ่าาา ยอมรับก็ได้ว่า จริงๆ ความขี้เกียจก็เป็นสาเหตุนึงเหมือนกัน 555)

ด้วยเหตุนี้เอง ผมเลยจำใจต้องดองบล็อกมาเป็นเวลาร่วมสามสี่เดือนแล้ว (มั้ง) ก็ต้องขออภัยผู้อ่านทุกท่านที่รอตามอ่านอย่างใจจดจ่อด้วยนะครับ (มีด้วยรึ??) แต่ก็อย่างที่บอกไปว่าผมไม่มีทางทิ้งบล็อกนี้แน่ๆ (ก็เขียนมาตั้งขนาดนี้แล้วนี่นา) ทุกๆ วันที่เรียนที่นี่ พอมีเวลาว่างและมีอารมณ์อยากเขียน ก็กลับมานั่งร่างตอนต่อไปอยู่บ่อยๆ เหมือนกันครับ แต่ไปๆ มาๆ กว่าจะร่างตอนสุดท้าย ให้ยาวสมน้ำสมเนื้อทัดเทียมตอนก่อนๆ ได้ เผลอแป๊บเดียวก็กินเวลาไปเป็นเดือนซะแล้ว แต่ก็ช่วยไม่ได้อะเนอะ เพราะส่วนตัวแล้วผมว่า ออกตอนใหม่ช้าๆ ยังดีกว่ารีบทำให้เสร็จแล้วได้งานคุณภาพขึ้นๆ ลงๆ จริงมะครับ Cry

 

สำหรับอนาคตของบล็อกนี้ หลังจากซีรี่ส์แอฟริกาจบไปแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ ไว้คุยกันอย่างละเอียดในเอ็นทรี่หน้าครับ ตอนนี้ไปพบกับบทสุดท้ายของการเดินทางกันเลยยยยยย:

 -------------------------------------------------------------------------------------

 

เวลาผ่านไปไวเหมือนเสือชีตาห์ บัดนี้เราก็มาถึงบทสิ้นสุดการเดินทางกันแล้วล่ะครับ ถึงไคลแม็กซ์ของทริปจะผ่านไปในบทที่แล้ว แต่แอฟริกาก็ยังเหลืออะไรน่าสนใจและน่าพรั่นพรึง (?) ให้ได้ชมอีกมากมาย สุดท้ายแล้วทริปนี้จะนำเราไปถึงที่ใด?? การกลับบ้านจะยังมีอะไรให้ระทึกอีกหรือไม่?? คำตอบทั้งหมดอยู่ในบทนี้ครับCry

 

คืนสุดท้ายของเราในโรงแรม ก็ยังเต็มไปด้วยเสียงฮิปโปดังตลอดคืนเหมือนเดิม แต่พอตื่นมาก็ไม่เจออะไรซักที (จนเริ่มแอบคิดว่า สงสัยโรงแรมมันต้องแอบเอาลำโพงอัดเสียงฮิปโปมาติดไว้ตามต้นไม้แหงๆ) Foot in mouth ส่วนอาหารเช้าวันสุดท้ายก็เดิมๆ ครับ เหมือนเมื่อวาน ให้เยอะดีแต่ไม่มีอะไรน่าจดจำมาก

 

หลังอำลาโรงแรมเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว พวกเราก็มุ่งหน้าสู่ซูเปอร์มาร์เก็ตประจำเมือง (ที่เดียวกับที่กินแฮมเบอร์เกอร์เมื่อวานนั่นแหละ) เพื่อใช้เงินแซมเบียที่แลกมาเกินให้หมดๆ ด้วยการซื้ออาหารแปลกๆ กลับเมืองไทย ของที่ซื้อก็ประกอบด้วย พวกขนมอะไรก็ตามที่กินระหว่างทาง แล้วเห็นว่าอร่อย อาหารแห้งและเครื่องปรุงทั้งหลาย อะไรประมาณนี้แหละครับ

 

เงินที่ต้องรีบใช้ให้หมด เพราะถ้าไปแลกคืนจะไม่คุ้ม

 

ไปกันตอนเช้าเลยโล่งมากกกกกกกกกกกกกกกกกก

 

และแล้ว คณะทัวร์ร่วมสิบชีวิตก็วิ่งวุ่นซื้อของกันไปทั่วซูเปอร์ (ตอนเช้าๆ แทบไม่มีคนอื่นอยู่เลยนอกจากพวกเรา) ผมชอบช่วงซื้อของก่อนกลับแบบนี้นะ มันให้ความรู้สึกว่า เออจะไปแล้ว ต้องรีบคว้าอะไรติดตัวไปให้ได้มากที่สุด เพราะชีวิตนี้อาจจะไม่ได้มาอีกก็ได้

 

เดินๆ ดูของในซูเปอร์ไป ผมก็เพิ่งมาสังเกตเห็นว่า มะละกอ ที่นี่เขาไม่เรียน Papaya แต่ใช้คำว่า Paw Paw แฮะ คิดแล้วก็นึกได้ว่า เมื่อคืนก่อนผมเกือบสั่งเมนูที่เรียกว่า Paw Paw Salad ไปซะแล้ว (เพราะชื่อมันแปลกดีนี่แหละ) โชคดีที่เปลี่ยนใจไม่สั่ง ไม่งั้นคงได้ซาบซึ้งกลางโต๊ะอาหาร ว่าพอว์พอว์นั้นไซร้คือมะละกอธรรมดาๆ Foot in mouth

 

กลับมาที่รถอีกครั้ง เพื่อเตรียมเดินทางไปสนามบินลิฟวิงสโตน ก่อนจะออกรถพวกเราก็ได้โอกาสถ่ายรูปกับเอ็ดดี้เป็นครั้งสุดท้าย เลยแอ็คท่ากันเต็มที่

พอถ่ายๆ ไปสองสามภาพ เอ็ดดี้แกก็ถามขึ้นมาด้วยความงงว่า ทำไมคนไทยเวลาถ่ายรูปชอบชูสองนิ้วกันจัง?? เออนั่นสินะ จะว่าไปการชูสองนิ้วนี่ถ้าจำไม่ผิดเราจะเอามาจากญี่ปุ่นใช่มั้ยครับ? ของประเทศเขาเมื่อก่อนชูนิ้วแบบนี้เพราะเป็นสัญลักษณ์สันติภาพ (พีซ) แต่เราเห็นมันน่ารักก็ทำตามมาเรื่อยๆ

แต่ถ้าจะให้อธิบายหมดก็จะยาวไปหน่อย ผมเลยตัดบทตอบไปว่าเพราะมันดูน่ารัก คาวาอี้ดีล่ะมั้ง เอ็ดดี้ได้ยินดังนั้นจึงทำมั่งซะเลย

 

ความพยายามที่จะแอ๊บแบ๊วครั้งสุดท้ายของเอ็ดดี้ !!

 

หลังจบการช็อปปิ้งก็นั่งรถไปสนามบินกันครับ ระหว่างทางก็ผ่านสถานที่สำคัญในเขตเมืองของแซมเบียไปพอประมาณ เท่าที่เห็นส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกพิพิธภัณฑ์ ไม่ก็ตึกของหน่วยงานราชการเขา ส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งก่อสร้างแบบยุโรปๆ นะครับ คงได้อิทธิพลมาจากพวกฝรั่งมาเยอะเหมือนกัน

 

จากนั้นเราก็มาถึง Livingstone Airport จุดหมายสุดท้ายของพวกเราในแซมเบีย อีกราวๆ สองชั่วโมงก็จะได้เวลาบินกลับไปแอฟริกาใต้กันแล้ว แต่มีหรือที่มิจฉาชีพของที่นี่จะปล่อยพวกเราให้พ้นมือไปได้ง่ายๆ Foot in mouth พอมาถึงหน้าสนามบิน มันก็มาเลยครับ เป็นเจ้าหน้าที่เฝ้าประตูธรรมดาๆ คนนึง ที่สั่งหยุดไม่ให้รถเราเข้าไป

 

เจ้าหน้าที่คนนั้นเข้ามาประชิดรถแล้วเรียกเอ็ดดี้ไปคุยทันที ถึงจะฟังไม่ออก แต่พอดูท่าทางก็รู้เลยว่าพี่แกมาแบบข่มขู่คุกคามสุดๆ (ถ้าเอานิ้วค่อยๆ ขูดกระโปรงรถตอนเดินมา แบบตัวร้ายในหนังได้นี่คงทำไปแล้ว เสียที่กระโปรงรถเรายาวไปหน่อย 555) เอ็ดดี้ก็ทำท่าหงุดหงิดชี้ไม้ชี้มือเป็นการใหญ่ ส่วนอีตาเจ้าหน้าที่นั่นก็ยืนสบายๆ พูดช้าๆ ทำหน้ายิ้มๆ ด้วยท่าทางกวนตรีนสุดชีวิต (เขาคุยอะไรกันเราไม่รู้หรอกครับ ดูหน้าแล้วเดาเอาเฉยๆ) Kiss

 

พอคุยกันเสร็จ เอ็ดดี้ก็อธิบายให้เราฟังว่า อีตาเจ้าหน้าที่นี่มันไม่ให้รถผ่าน ด้วยข้อหา "เอากระเป๋าเดินทางวางไว้ตรงเบาะหลังรถ"  (คือรถซาฟารีเราไม่มีที่เก็บของท้ายรถครับ มีแต่ที่นั่งเป็นแถวๆ จนสดคันรถเลย เมื่อก่อนก็จะใช้รถพ่วงขนของเอา แต่หลังจากทิ้งรถพ่วงไว้ในบอตสวานาแล้ว ก็ย้ายกระเป๋ามาเก็บไว้ในที่นั่งแถวหลังแทน

อีตาเจ้าหน้าที่คงจะอ้างเรื่องความปลอดภัยอะไรแบบนี้น่ะครับ เช่นว่าเราอาจจะทำกระเป๋าหล่นจากที่นั่งหลังลงมากลิ้งบนถนนได้ บลาๆๆ

แต่ที่จริงรถเราก็มีผนังกั้นข้างๆ เรียบร้อยดีนะ และที่สำคัญ ถ้าไม่เก็บกระเป๋าตรงเบาะหลัง มันก็ไม่มีที่จะให้เก็บแล้วครับ หรือคุณพี่จะให้เอาไปผูกบนหลังคาก็ไม่รู้ Foot in mouth

พอเจรจาๆ กันไป จนท. คนนี้ก็ยอมให้รถเราผ่านเข้าไปได้ครับ แต่แค่ให้เข้าไปส่งพวกเราเฉยๆ นะ พอส่งเสร็จแล้ว เอ็ดดี้ต้องวนรถกลับมาเจอกับมันอีกรอบ และสรุปก็คือ มันจะไม่ให้ไปจนกว่าเอ็ดดี้จะยอมให้เงินนั่นแหละ

 

ดูแล้วก็อายแทนบ้านเมืองเขานะครับ อำนาจตัวเองก็ใช่ว่าจะมีมากมาย แต่ก็ยังอุตส่าห์เอามาใช้กลั่นแกล้งนักท่องเที่ยวตาดำๆ อย่างพวกเราได้  (บ้านเราก็มีเยอะแหละ แต่ไม่โจ่งแจ้งขนาดนี้ เอ๊ะหรือฝรั่งที่มาเมืองไทย จะโดนอะไรแนวๆ นี้เหมือนกันรึเปล่าหนอ อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน)

 

อันนี้รูปปั้น ดร.ลิฟวิงสโตนตรงหน้าสนามบินครับ พูดถึงรูปปั้นนี่ ผมชอบนะที่นอกจาก ดร.ลิฟวิงสโตน ที่เป็นคนสำคัญของชาติเขาแล้ว ก็ยังมีการทำรูปปั้นให้กับคนนำทางท้องถิ่นสองคน ที่เป็นคนนำ ดร. เดินป่าไปจนเจอน้ำตกวิคตอเรียในสมัยนั้นด้วย เห็นแล้วก็น่าดีใจนะครับ ที่เขาให้ความสำคัญกับคนพื้นเมืองไม่แพ้ฝรั่งที่ได้หน้าไปเยอะแล้ว

 

มาถึงหน้าประตูอาคารสนามบิน ก็ได้เวลากล่าวอำลากับคุณเอ็ดดี้ ไกด์ผู้ดูแลพวกเรามาตลอดสิบกว่าวันกันแล้วครับ

จะว่าไปแล้ว การมาแอฟริกานั้น โอกาสที่จะได้ไกด์ไม่ดี อธิบายไม่เก่ง ดูแลแบบส่งๆ พาเที่ยวแบบมั่วๆ ก็มีเยอะเหมือนกันนะครับ เพราะมาตรฐานของบริษัททัวร์แต่ละเจ้ามันก็ไม่เหมือนกันด้วยแหละ

แต่การที่เราได้คนความรู้แน่น อารมณ์ขันเยี่ยม คุมตัวเองได้ท