[Africa] Ch.13: เหมือนจะจบแต่ยังไม่จบ
posted on 30 Oct 2011 01:21 by simpskwan in AfricaAdventure directory Travelความเดิมตอนที่แล้ว: คลิก Ch.1, Ch.2, Ch.3, Ch.4, Ch.5, Ch.6, Ch.7, Ch.8, Ch.9, Ch.10, Ch.11, Ch.12
สวัสดีทุกท่านครับ 
เจอกันอีกครั้ง หลังจากไม่ได้อัพมาหลายเดือนเลย
เป็นช่วงที่ยอด view ลดลงฮวบๆ จนแทบจะไม่เหลือซะแล้ว (แต่ก็ยังมีบางคนอุตส่าห์แวะเวียนเข้ามาดูนะเนี่ย ไม่รู้ไปเจอ link บล็อกผมที่ไหนเข้าเหมือนกัน แต่ยังไงก็ขอบคุณมากๆ ครับที่เข้ามาชมกัน)
จริงๆ อย่าว่าแต่คนอ่านเลยครับที่ไม่มี คนเขียนเองก็ไม่ค่อยกล้าเปิดเข้ามาดูบล็อกตัวเองเหมือนกัน 5555 เพราะเปิดมาทีไร เจอแต่ฝุ่นกับกลิ่นเปรี้ยวๆ ของบล็อกโดนดองที่ดูจะแรงขึ้นทุกวี่วัน เลยพาลไม่อยากเปิดซะงั้น 
ที่ว่างเว้นไปนานนี่ ไม่ใช่ว่าคนเขียนขี้เกียจหรือคิดจะลอยแพบล็อก เหมือนที่สำนักพิมพ์การ์ตูนบ้านเราชอบทำนะครับ แต่เรื่องของเรื่องครือว่า ตอนนี้ผมกำลังเรียนต่อที่ญี่ปุ่นอยู่ ทั้งตารางชีวิตทั้งหน้าที่อะไรต่างๆ ก็เปลี่ยนไปจากตอนที่อยู่เมืองไทยแบบคนละเรื่องเลยทีเดียว ทั้งการเรียนภาษาที่หนักหนาสาหัส และการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นมหาโหด (ที่อาจจะได้มีโอกาสมาระบายให้ฟังในอนาคต) แถมยังต้องแบ่งเวลาอ่านสอบกับเวลาเที่ยว + เล่นเฟสบุ้คด้วย (อ่าาา ยอมรับก็ได้ว่า จริงๆ ความขี้เกียจก็เป็นสาเหตุนึงเหมือนกัน 555)
ด้วยเหตุนี้เอง ผมเลยจำใจต้องดองบล็อกมาเป็นเวลาร่วมสามสี่เดือนแล้ว (มั้ง) ก็ต้องขออภัยผู้อ่านทุกท่านที่รอตามอ่านอย่างใจจดจ่อด้วยนะครับ (มีด้วยรึ??) แต่ก็อย่างที่บอกไปว่าผมไม่มีทางทิ้งบล็อกนี้แน่ๆ (ก็เขียนมาตั้งขนาดนี้แล้วนี่นา) ทุกๆ วันที่เรียนที่นี่ พอมีเวลาว่างและมีอารมณ์อยากเขียน ก็กลับมานั่งร่างตอนต่อไปอยู่บ่อยๆ เหมือนกันครับ แต่ไปๆ มาๆ กว่าจะร่างตอนสุดท้าย ให้ยาวสมน้ำสมเนื้อทัดเทียมตอนก่อนๆ ได้ เผลอแป๊บเดียวก็กินเวลาไปเป็นเดือนซะแล้ว แต่ก็ช่วยไม่ได้อะเนอะ เพราะส่วนตัวแล้วผมว่า ออกตอนใหม่ช้าๆ ยังดีกว่ารีบทำให้เสร็จแล้วได้งานคุณภาพขึ้นๆ ลงๆ จริงมะครับ 
สำหรับอนาคตของบล็อกนี้ หลังจากซีรี่ส์แอฟริกาจบไปแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ ไว้คุยกันอย่างละเอียดในเอ็นทรี่หน้าครับ ตอนนี้ไปพบกับบทสุดท้ายของการเดินทางกันเลยยยยยย:
-------------------------------------------------------------------------------------
เวลาผ่านไปไวเหมือนเสือชีตาห์ บัดนี้เราก็มาถึงบทสิ้นสุดการเดินทางกันแล้วล่ะครับ ถึงไคลแม็กซ์ของทริปจะผ่านไปในบทที่แล้ว แต่แอฟริกาก็ยังเหลืออะไรน่าสนใจและน่าพรั่นพรึง (?) ให้ได้ชมอีกมากมาย สุดท้ายแล้วทริปนี้จะนำเราไปถึงที่ใด?? การกลับบ้านจะยังมีอะไรให้ระทึกอีกหรือไม่?? คำตอบทั้งหมดอยู่ในบทนี้ครับ
คืนสุดท้ายของเราในโรงแรม ก็ยังเต็มไปด้วยเสียงฮิปโปดังตลอดคืนเหมือนเดิม แต่พอตื่นมาก็ไม่เจออะไรซักที (จนเริ่มแอบคิดว่า สงสัยโรงแรมมันต้องแอบเอาลำโพงอัดเสียงฮิปโปมาติดไว้ตามต้นไม้แหงๆ)
ส่วนอาหารเช้าวันสุดท้ายก็เดิมๆ ครับ เหมือนเมื่อวาน ให้เยอะดีแต่ไม่มีอะไรน่าจดจำมาก
หลังอำลาโรงแรมเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว พวกเราก็มุ่งหน้าสู่ซูเปอร์มาร์เก็ตประจำเมือง (ที่เดียวกับที่กินแฮมเบอร์เกอร์เมื่อวานนั่นแหละ) เพื่อใช้เงินแซมเบียที่แลกมาเกินให้หมดๆ ด้วยการซื้ออาหารแปลกๆ กลับเมืองไทย ของที่ซื้อก็ประกอบด้วย พวกขนมอะไรก็ตามที่กินระหว่างทาง แล้วเห็นว่าอร่อย อาหารแห้งและเครื่องปรุงทั้งหลาย อะไรประมาณนี้แหละครับ

เงินที่ต้องรีบใช้ให้หมด เพราะถ้าไปแลกคืนจะไม่คุ้ม
ไปกันตอนเช้าเลยโล่งมากกกกกกกกกกกกกกกกกก
และแล้ว คณะทัวร์ร่วมสิบชีวิตก็วิ่งวุ่นซื้อของกันไปทั่วซูเปอร์ (ตอนเช้าๆ แทบไม่มีคนอื่นอยู่เลยนอกจากพวกเรา) ผมชอบช่วงซื้อของก่อนกลับแบบนี้นะ มันให้ความรู้สึกว่า เออจะไปแล้ว ต้องรีบคว้าอะไรติดตัวไปให้ได้มากที่สุด เพราะชีวิตนี้อาจจะไม่ได้มาอีกก็ได้

เดินๆ ดูของในซูเปอร์ไป ผมก็เพิ่งมาสังเกตเห็นว่า มะละกอ ที่นี่เขาไม่เรียน Papaya แต่ใช้คำว่า Paw Paw แฮะ คิดแล้วก็นึกได้ว่า เมื่อคืนก่อนผมเกือบสั่งเมนูที่เรียกว่า Paw Paw Salad ไปซะแล้ว (เพราะชื่อมันแปลกดีนี่แหละ) โชคดีที่เปลี่ยนใจไม่สั่ง ไม่งั้นคงได้ซาบซึ้งกลางโต๊ะอาหาร ว่าพอว์พอว์นั้นไซร้คือมะละกอธรรมดาๆ 
กลับมาที่รถอีกครั้ง เพื่อเตรียมเดินทางไปสนามบินลิฟวิงสโตน ก่อนจะออกรถพวกเราก็ได้โอกาสถ่ายรูปกับเอ็ดดี้เป็นครั้งสุดท้าย เลยแอ็คท่ากันเต็มที่
พอถ่ายๆ ไปสองสามภาพ เอ็ดดี้แกก็ถามขึ้นมาด้วยความงงว่า ทำไมคนไทยเวลาถ่ายรูปชอบชูสองนิ้วกันจัง?? เออนั่นสินะ จะว่าไปการชูสองนิ้วนี่ถ้าจำไม่ผิดเราจะเอามาจากญี่ปุ่นใช่มั้ยครับ? ของประเทศเขาเมื่อก่อนชูนิ้วแบบนี้เพราะเป็นสัญลักษณ์สันติภาพ (พีซ) แต่เราเห็นมันน่ารักก็ทำตามมาเรื่อยๆ
แต่ถ้าจะให้อธิบายหมดก็จะยาวไปหน่อย ผมเลยตัดบทตอบไปว่าเพราะมันดูน่ารัก คาวาอี้ดีล่ะมั้ง เอ็ดดี้ได้ยินดังนั้นจึงทำมั่งซะเลย

ความพยายามที่จะแอ๊บแบ๊วครั้งสุดท้ายของเอ็ดดี้ !!



หลังจบการช็อปปิ้งก็นั่งรถไปสนามบินกันครับ ระหว่างทางก็ผ่านสถานที่สำคัญในเขตเมืองของแซมเบียไปพอประมาณ เท่าที่เห็นส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกพิพิธภัณฑ์ ไม่ก็ตึกของหน่วยงานราชการเขา ส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งก่อสร้างแบบยุโรปๆ นะครับ คงได้อิทธิพลมาจากพวกฝรั่งมาเยอะเหมือนกัน

จากนั้นเราก็มาถึง Livingstone Airport จุดหมายสุดท้ายของพวกเราในแซมเบีย อีกราวๆ สองชั่วโมงก็จะได้เวลาบินกลับไปแอฟริกาใต้กันแล้ว แต่มีหรือที่มิจฉาชีพของที่นี่จะปล่อยพวกเราให้พ้นมือไปได้ง่ายๆ
พอมาถึงหน้าสนามบิน มันก็มาเลยครับ เป็นเจ้าหน้าที่เฝ้าประตูธรรมดาๆ คนนึง ที่สั่งหยุดไม่ให้รถเราเข้าไป
เจ้าหน้าที่คนนั้นเข้ามาประชิดรถแล้วเรียกเอ็ดดี้ไปคุยทันที ถึงจะฟังไม่ออก แต่พอดูท่าทางก็รู้เลยว่าพี่แกมาแบบข่มขู่คุกคามสุดๆ (ถ้าเอานิ้วค่อยๆ ขูดกระโปรงรถตอนเดินมา แบบตัวร้ายในหนังได้นี่คงทำไปแล้ว เสียที่กระโปรงรถเรายาวไปหน่อย 555) เอ็ดดี้ก็ทำท่าหงุดหงิดชี้ไม้ชี้มือเป็นการใหญ่ ส่วนอีตาเจ้าหน้าที่นั่นก็ยืนสบายๆ พูดช้าๆ ทำหน้ายิ้มๆ ด้วยท่าทางกวนตรีนสุดชีวิต (เขาคุยอะไรกันเราไม่รู้หรอกครับ ดูหน้าแล้วเดาเอาเฉยๆ) 
พอคุยกันเสร็จ เอ็ดดี้ก็อธิบายให้เราฟังว่า อีตาเจ้าหน้าที่นี่มันไม่ให้รถผ่าน ด้วยข้อหา "เอากระเป๋าเดินทางวางไว้ตรงเบาะหลังรถ" (คือรถซาฟารีเราไม่มีที่เก็บของท้ายรถครับ มีแต่ที่นั่งเป็นแถวๆ จนสดคันรถเลย เมื่อก่อนก็จะใช้รถพ่วงขนของเอา แต่หลังจากทิ้งรถพ่วงไว้ในบอตสวานาแล้ว ก็ย้ายกระเป๋ามาเก็บไว้ในที่นั่งแถวหลังแทน
อีตาเจ้าหน้าที่คงจะอ้างเรื่องความปลอดภัยอะไรแบบนี้น่ะครับ เช่นว่าเราอาจจะทำกระเป๋าหล่นจากที่นั่งหลังลงมากลิ้งบนถนนได้ บลาๆๆ
แต่ที่จริงรถเราก็มีผนังกั้นข้างๆ เรียบร้อยดีนะ และที่สำคัญ ถ้าไม่เก็บกระเป๋าตรงเบาะหลัง มันก็ไม่มีที่จะให้เก็บแล้วครับ หรือคุณพี่จะให้เอาไปผูกบนหลังคาก็ไม่รู้ 
พอเจรจาๆ กันไป จนท. คนนี้ก็ยอมให้รถเราผ่านเข้าไปได้ครับ แต่แค่ให้เข้าไปส่งพวกเราเฉยๆ นะ พอส่งเสร็จแล้ว เอ็ดดี้ต้องวนรถกลับมาเจอกับมันอีกรอบ และสรุปก็คือ มันจะไม่ให้ไปจนกว่าเอ็ดดี้จะยอมให้เงินนั่นแหละ
ดูแล้วก็อายแทนบ้านเมืองเขานะครับ อำนาจตัวเองก็ใช่ว่าจะมีมากมาย แต่ก็ยังอุตส่าห์เอามาใช้กลั่นแกล้งนักท่องเที่ยวตาดำๆ อย่างพวกเราได้ (บ้านเราก็มีเยอะแหละ แต่ไม่โจ่งแจ้งขนาดนี้ เอ๊ะหรือฝรั่งที่มาเมืองไทย จะโดนอะไรแนวๆ นี้เหมือนกันรึเปล่าหนอ อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน)

อันนี้รูปปั้น ดร.ลิฟวิงสโตนตรงหน้าสนามบินครับ พูดถึงรูปปั้นนี่ ผมชอบนะที่นอกจาก ดร.ลิฟวิงสโตน ที่เป็นคนสำคัญของชาติเขาแล้ว ก็ยังมีการทำรูปปั้นให้กับคนนำทางท้องถิ่นสองคน ที่เป็นคนนำ ดร. เดินป่าไปจนเจอน้ำตกวิคตอเรียในสมัยนั้นด้วย เห็นแล้วก็น่าดีใจนะครับ ที่เขาให้ความสำคัญกับคนพื้นเมืองไม่แพ้ฝรั่งที่ได้หน้าไปเยอะแล้ว
มาถึงหน้าประตูอาคารสนามบิน ก็ได้เวลากล่าวอำลากับคุณเอ็ดดี้ ไกด์ผู้ดูแลพวกเรามาตลอดสิบกว่าวันกันแล้วครับ
จะว่าไปแล้ว การมาแอฟริกานั้น โอกาสที่จะได้ไกด์ไม่ดี อธิบายไม่เก่ง ดูแลแบบส่งๆ พาเที่ยวแบบมั่วๆ ก็มีเยอะเหมือนกันนะครับ เพราะมาตรฐานของบริษัททัวร์แต่ละเจ้ามันก็ไม่เหมือนกันด้วยแหละ
แต่การที่เราได้คนความรู้แน่น อารมณ์ขันเยี่ยม คุมตัวเองได้ทุกสถานการณ์ แถมมีคำถามเชาวน์คมๆ มาถามได้ตลอดทริป แบบเอ็ดดี้นี่ ก็นับว่ากรุ๊ปเราโชคดีมากจริงๆ
หลังจากขอบคุณกันไป 10 กว่ารอบ พร้อมสัญญาว่าจะส่ง mail สรรเสริญเอ็ดดี้ไปให้บริษัทต้นสังกัดอ่านแล้ว พวกเราก็มอบทิปเล็กๆ น้อยๆ ให้ (ซึ่งไม่รู้ว่าเดี๋ยวจะโดนไถไปซักเท่าไหร่) ก็ถึงเวลากล่าวอำลากัน (ดราม่าเล็กน้อย) ก่อนจะส่งเอ็ดดี้ขับรถกลับไปเผชิญหน้าอีตาเจ้าหน้าที่ตรงทางออกโดยลำพังคนเดียว
คิดแล้วก็แอบเจ็บใจเหมือนกันนะ แต่เราอยู่ในบ้านเขา เสียเปรียบเขาทุกอย่าง จะทำอะไรก็ไม่ได้ (ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่คนอื่นในสนามบิน มันร่วมมือกันเป็นองค์กรเลยรึเปล่า) ก็ได้แต่ภาวนาให้วิญญาณ ดร.ลิฟวิงสโตน ช่วยลงทัณฑ์พวกมันด้วยเถิด!!

สนามบินที่นี่เล็กมากครับ อาคารผู้โดยสารเป็นห้องโล่งๆ ใหญ่ๆ ห้องเดียว มีห้องกระจกของพวกตัวแทนโรงแรม ธนาคาร บริษัททัวร์ต่างๆ ที่จ้องจะจับนักท่องเที่ยวเป็นเหยื่อ ตั้งเรียงอยู่สองข้าง ให้คนที่เพิ่งเข้าประเทศแวะไปติดต่อได้

คุ้นๆ หน้าเขาคนนี้มั้ยครับ เขาคือท่านลอร์ดบาเด็น พาเวลล์ ผู้ก่อตั้งลูกเสือและผู้นำลูกเสือโลกคนแรกนี่เอง ไม่เกี่ยวอะไรกับทริปหรอก แต่เดินไปเห็นตรงร้านไปรษณีย์ในสนามบินแล้ว ทำให้นึกถึงตอนเรียนลูกเสือสมัยประถมขึ้นมาเลย 
พอมาถึงตรงนี้ ก็มีเวลาอีกนิดนึงก่อนจะขึ้นเครื่อง เลยได้โอกาสไปส่งโปสการ์ดกันตรงไปรษณีย์บ้างอะไรบ้าง แต่ก็ต้องทำแบบระวังๆ นะ เพราะสนามบินที่นี่ ไม่รู้กระเป๋าเราจะปลอดภัยได้ซักแค่ไหน (ไปๆ มาๆ อยู่ในเมืองที่นี่ตื่นเต้นกว่าอยู่กลางป่าเยอะเลย) 

เมื่อถึงตอนเดินจากอาคารผู้โดยสารไปรอหน้าเกท (มันก็คือห้องติดกันนั่นแหละ) ก็จะได้เห็นป้ายบอกอัตราค่าบริการสนามบินอันสวยงาม (เห็นตรง ยูโร ที่มีป้ายสีขาวแปะแล้ว อดคิดไม่ได้ว่าวันที่เขาประกาศใช้ยูโรใหม่ๆ ที่นี่คงอัพเดทด้วยการเอาป้ายมาแปะทับไว้จนทุกวันนี้เป็นแน่) 

ถึงเวลาขึ้นเครื่องกันแล้วครับ เรายังใช้เครื่องบินเล็กอย่างเท่กันเหมือนเดิม ตอนที่ขึ้นเครื่องก็แอบใจหายเหมือนกันนะครับ ว่าคงไม่มีโอกาสกลับมาเหยียบที่นี่อีกแล้ว (แต่ก็โล่งใจด้วยที่ออกประเทศไปได้โดยไม่โดนปล้นหมดตัวซะก่อน) 

และอาหารบนเครื่องบินก็จืดชืดไม่ต่างกัน แต่คราวนี้เราเปลี่ยนสายการบินแล้วครับ จาก Botswana Air มาเป็น South African Airlines แทน อาหารเลยดีขึ้นมานิดนึง นิ้ดดดดดดดนึงจริงๆ นะ
เนื่องจากที่แซมเบียไม่มีเที่ยวบินที่จะกลับไทยได้โดยตรง ก่อนกลับเราเลยต้องแวะรอเปลี่ยนเครื่องกันที่เมือง โจฮันเนสเบิร์กกันก่อนครับ ก็ที่เดียวกับที่เราเปลี่ยนเครื่องตอนขามานั่นแหละ
นั่งเครื่องกันราวๆ ชั่วโมงเดียว ก็กลับมาถึงโจเบิร์ก ถึงตอนนี้เหมือนใกล้จะได้กลับไทยแล้ว แต่สำหรับทริปนี้ ความตื่นเต้นมันยังไม่จบง่ายๆ แน่นอน 
คือว่า เนื่องจากไฟลท์การบินไทย สำหรับกลับกรุงเทพที่ใกล้ที่สุด มันเป็นวันถัดไป เราเลยต้องค้างกันในโจเบิร์กคืนนึงครับ ไม่ใช่นอนในสนามบินด้วยนะ แต่ออกไปนอนพักค้างคืนในเมืองกันเลย แล้วปัญหาคือ ผมเคยได้ยินฝรั่ง ที่เป็นเจ้าของเกสต์เฮาส์ในเมืองโจเบิร์กบอกว่า ถ้าคนเอเชียอย่างพวกยูเข้าไปในเมืองนี้นะ ได้กลับมาแบบไม่มีเสื้อผ้าแน่!!
ซึ่งที่เขาพูดก็ใช่ว่าจะไม่จริงนะ เพราะโจเบิร์กเป็นเมืองที่มีอัตราอาชญากรรมสูงมากกกกกกกกกกกก และอันตรายสำหรับชาวต่างชาติที่ไม่รู้ประสีประสาเป็นที่สุด แซมเบียว่าน่ากลัวแล้ว ที่นี่ยิ่งน่ากลัวกว่าหลายเท่าครับ เรียกว่าอันตรายตั้งแต่ยังไม่ทันออกจากสนามบินเลยด้วยซ้ำ 
พูดเรื่องที่พักกันก่อนดีกว่า บ้านที่เราจะไปในคืนนี้ เป็นเกสต์เฮาส์ที่ฝรั่งชาติตะวันตกมาเปิดให้นักท่องเที่ยวพักในเมืองครับ (คือดัดแปลงบ้านตัวเองให้คนอื่นมาพักด้วยนั่นแหละ) ซึ่งเขาจะจัดรถมารับพวกเราจากสนามบินกันเลย
พอมาถึงทางออกสนามบิน ปัญหาแรกที่เจอคือ เราต้องหาทางโทรศัพท์ไปบอกที่พักให้ส่งรถมาครับ แต่พวกเราไม่รู้นี่สิว่าโทรศัพท์สาธารณะมันอยู่ตรงไหน และถึงหาเจอก็ใช้ของเขาไม่เป็น พวกเราจึงแก้ปัญหาด้วยการไปถามเจ้าหน้าที่ประจำบูธบริษัททัวร์ตรงแถวนั้น (ขอเรียกว่า พี่ดำขำ) ก็เห็นว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทดูเป็นหลักเป็นฐาน แต่งตัวอะไรก็ดี ไม่น่าจะหลอกเราไปไหนอะนะครับ ที่ไหนได้......
พี่ดำขำแกก็พาเราเดินไปจนเจอโทรศัพท์สาธารณะครับ แต่พอถึงตอนจะโทร พี่แกกลับไม่ให้เราโทร แล้วขอเบอร์ไปโทรเองซะงั้น เราก็ยอมแหละ เพราะดูแล้วเขาก็ไม่น่าจะตุกติกอะไรได้ (ยังไม่รู้วิธีใช้โทรศัพท์เค้าด้วย)
ปรากฎว่า เขาก็ทำสิ่งที่เราไม่คาดคิดจนได้ครับ นั่นก็คือ เขาโทรไปหาที่พักของเราจริง แต่ดันบอกให้ทางที่พักเปลี่ยนจุดนัดพบซะงั้น! (จากที่ตอนแรกจะเจอกันตรงหน้า terminal เลย พี่ดำขำก็สั่งให้ทางที่พักมารับข้างในตึกแทน) พวกเราจะเถียงอะไรก็ไม่ทันเสียแล้ว พี่ดำขำบอกว่าที่เขาเปลี่ยนที่นัดพบให้ ก็เพราะให้เรายืนรอข้างในตึกกับเขาจะสะดวกกว่า (??) อะไรของมันไม่รู้ แล้วเขาก็พาเราเดินไปตรงบูธบริษัททัวร์ที่เราเจอกันครั้งแรก
พอมาถึงบูธเท่านั้นแหละ ธาตุแท้ก็เผยโดยพลัน พี่ดำขำแกจัดการเอาโบรชัวร์ทัวร์เมืองโจเบิร์ก ของบริษัทมันออกมาโฆษณาเราเป็นการใหญ่ (เป็นทัวร์ประมาณว่า มีไกด์เดินพาเที่ยววันนึงเต็มๆ อะไรแบบนี้) ความจริงจึงเปิดเผย ว่าที่แท้มันก็หลอกให้เราเปลี่ยนที่ยืนรอมาตรงหน้าบริษัทมัน เพื่อจะได้จัดการยัดโฆษณาทัวร์ให้เรานี่เอง!! 
เรื่องเที่ยวเมืองนี่ พวกเราไม่คิดจะเที่ยวอยู่แล้วครับเพราะเวลาไม่มี (พรุ่งนี้เช้าก็กลับไทยละ) และจริงๆ ถึงมีเวลาไปเราก็ไม่คิดจะไปอยู่ดี เพราะไม่รู้จะได้กลับมาในสภาพเปลือยแบบที่เคยโดนขู่รึเปล่า แต่พอโดนมันยืนตื๊อแบบนี้ เราก็ทำอะไรไม่ได้ครับ นอกจากบอกว่าโนๆๆๆ แกล้งทำเป็นพูดไม่รู้เรื่อง (อีกแล้ว) สั่นหัวดุกดิกๆ ไปอีกห้านาที จนในที่สุดคนจากบ้านพักก็มาถึงจนได้ พี่ดำขำเลยยอมถอยหนีไป
อย่างที่บอกไปข้างบนว่าโจเบิร์กเป็นเมืองที่น่ากลัวมากกกกกก น่ากลัวขนาดที่ว่า พอออกจากสนามบินปุ๊บ จะมีชายฉกรรจ์หน้าตาไว้ใจไม่ได้เข้ามาประกบข้าง ช่วยยกกระเป๋าเดินทาง (เพื่อจะได้ไถค่ายกกระเป๋า) ในทันที พวกเราก็รีบเข็นกระเป๋าจ้ำไปที่รถกันสุดชีวิต โดยมีพวกพี่มืดเดินล้อมตามมาติดๆ สองสามคน โชคดีที่เราใช้รถเข็นครับมันเลยไม่มีจังหวะเข้ามาช่วยยก แต่พอถึงตอนยกกระเป๋าเข้าท้ายรถ พวกนี้ก็ยังอุตส่าห์จะเข้ามาช่วยดันขึ้นรถอีกจนได้ โชคดีที่มีเจ้าหน้าที่จากบ้านพักอยู่ด้วย (เป็นพี่มืดร่างมโหฬาร) พวกมันเลยไม่กล้าทำอะไรมาก

ที่พักของเราอยู่ห่างจากสนามบินไปประมาณ 5 นาที พอเข้ามาถึงซอยบ้านพักนี่จะเห็นเลยว่าบ้านที่นี่ทุกหลังมีรั้วคอนกรีตสูงมากกกก และบนรั้วทุกรั้วจะติดลวดหนามไม่ก็รั้วไฟฟ้าไว้อีกชั้นด้วย อยู่โจเบิร์กต้องทำบ้านตัวเองให้เป็นป้อมปราการแบบนี้สินะ


บ้านพักที่เราอยู่ เป็นบ้านของคนฝรั่งเศสที่มาอยู่ที่นี่แล้วเปิดบ้านตัวเองให้เป็นเกสต์เฮาส์ ถึงจะบอกว่าเป็นบ้านก็เถอะ แต่จริงๆ ใหญ่โตเหมือนโรงแรมเล็กๆ เลยทีเดียว มีทั้งห้องอาหาร ห้องนั่งเล่น ห้องปิงปอง ห้องนอนแขกอีกเพียบ เหมือนเป็นโอเอซิสที่ปลอดภัยแห่งเดียวในกลางเมืองเลยล่ะมั้ง เจ้าของบ้านที่เป็นคนฝรั่งเศสก็ออกมาต้อนรับ และอธิบายแผนที่บ้าน (เพราะมันใหญ่จริง) พร้อมเตือนด้วยว่า ตอนกลางคืนอย่าออกไปพ้นเขตกำแพงจะดีที่สุด

ห้องนอนที่นี่ดีมากเลยครับ (ทั้งที่ไม่ใช่โรงแรมนะ) แต่เห็นห้องน้ำแล้วประทับใจยิ่งกว่า เพราะมันใหญ่มากกก ความยาวห้องเกือบเท่าห้องนอนเลยทีเดียว (แต่ลืมถ่ายรูป)
ที่นี่มีเน็ทให้ใช้ด้วยครับ เลยได้เสพเฟสบุ้คเป็นครั้งแรกหลังลงแดงไปสิบกว่าวัน รู้สึกเลยว่าพองดเฟสบุ้คไปสักอาทิตย์นึงนี่ ทำให้เราตามข่าว (หรือที่จริงคือตามอ่านชีวิตชาวบ้าน) ไม่ทันเลยจริงๆ แฮะ 555

ห้องตรงกลางบ้านเขาดัดแปลงให้เป็นห้องอาหาครับ

ข้าวเย็นที่นี่อร่อยมากกกกกกก อร่อยไม่แพ้ที่ทำกินกลางป่าเลย เมนูมีสองอย่างคือสตูเนื้อวัวกับสตูแกะ กับมันบดก้อนเบ้อเริ่ม ยิ่งอากาศหนาวๆ แล้วกินนี่จะสุขสมเป็นที่สุด 
แม่ครัวของที่นี่เป็นผู้หญิงผิวดำตัวกลมๆ ท่าทางใจดี (ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกับเจ้าของบ้านรึเปล่า) แถมทำอาหารเองคนเดียวหมดเลยด้วย ผมลองสั่งแกะมากิน พอกินๆ ไปก็แอบคิดว่ากระดูกมันเยอะไปหน่อยนะ เนื้อจริงๆ มีประมาณครึ่งเดียวของไอ้กองๆ ที่เห็นเอง แต่ซอสมันอร่อยครับเลยพออภัยได้

ไอ้ก้อนๆ เหลี่ยมๆ นี่น่ะกระดูกนะ ไม่ใช่เนื้อ แต่เนื้อก็พอมีครับ
แต่คนที่ไม่ยอมอภัยก็มีเหมือนกัน คือโต๊ะข้างๆ นี่มีลุงฝรั่ง หน้าตาผู้ดีสุดๆ นั่งกินอยู่ ลุงแกก็หยิบส้อมขึ้นมาบรรจงเขี่ยด้วยท่าทางรังเกียจราวกับเจอแมลงสาบครึ่งตัวอยู่ในจานก็ไม่ปาน จากนั้นจึงเรียกเจ๊แม่ครัวมาด่าๆๆๆๆ ยาวเหยียด ผมดูอยู่ก็แอบหมั่นไส้นิดหน่อย (ไปยุ่งเรื่องเขาอีก) คือจริงๆ มันก็ไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้นนน่ะครับ คงเพราะลุงเขามาตรฐานสูงไปหน่อยล่ะมั้ง
พอเก็บจานแล้ว ผมเลยทำเกรียนด้วยการพูดชมเจ๊แม่ครัวดังๆ หน่อย เป็นการให้กำลังใจเขา (เพราะลุงฝรั่งนั่นโหดมาก) และตอบโต้อีตาฝรั่งนั่นไปในตัว 555 เจ๊ก็ดูจะชอบกรุ๊ปเรามากครับ (เพราะพวกเราชมอาหารลูกเดียว ไม่บ่นเรื่องกระดูกเลย) พอเก็บจานเสร็จก็มาทิ้งตัวลงนั่งโต๊ะเดียวกับเราดังโครมมม แล้วก็บ่นใหญ่ว่างานชั้นมันเหนื่อยจริงๆ 

รูปแฟชั่นแอฟริกาบนผนังห้อง 
คืนสุดท้ายในแอฟริกาไม่มีอะไรจะเล่ามากครับ นอนสบายอย่างเดียว เช้าวันรุ่งขึ้นทางบ้านพักก็พาเรามาส่งที่สนามบินกันอีกรอบ
ระหว่างทางขึ้นเครื่องก็เจอของที่ระลึกมาวางล่อเต็มไปหมด แต่พวกเราซื้อแบบที่ถูกกว่าจากตลาดในแซมเบียไว้ก่อนแล้ว เลยถ่ายรูปเฉยๆ พอ


สนามบินโจเบิร์กหรูสุดๆ สมกับที่เป็น hub ของภูมิภาคนี้จริงๆ
อ้อๆ มีเรื่องน่าสนใจอีกนิดนึงครับ คือตอนนั่งกินอะไรจุกจิกก่อนขึ้นเครื่อง ผมหยิบหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของแอฟริกาใต้เขามาเปิดๆ ดู เห็นข่าวคดีลึกลับคดีนึงที่แอบสยองน่าดู เรื่องมีอยู่ว่า มีครอบครัวนึงในแอฟริกาใต้ครับ อยู่ดีๆ กลางดึกแม่เขาก็ลุกขึ้นมา เดินเข้าไปในห้องนอนลูกสาว แล้วเอามีดกระหน่ำแทงจนเละ พอยายของเด็กเห็นแล้ววิ่งเข้ามาห้าม ก็โดนแม่เด็กบังคับให้นั่งสวดมนตร์ซะตรงนั้นเลย น่ากลัวมาก จนตอนท้ายตำรวจมาจับไปได้ นักข่าวสัมภาษณ์ยายของเด็ก เขาบอกว่าคนแม่ไม่ได้มีท่าทางว่าจะทำอะไรแบบนี้มาก่อนเลย แรงจูงใจก็ไม่น่าจะมี (เขาว่างั้นนะ) และสรุปว่าตอนเกิดเหตุ แม่เด็กเหมือนโดนอะไรซักอย่างเข้าสิง!! และชาวบ้านก็เชื่อว่า สาเหตุเป็นคำสาปอะไรซักอย่างด้วย 
ยังไม่ทันได้อ่านละเอียดก็ต้องลุกออกมาซะก่อน แต่เท่าที่อ่านไปก็หลอนแล้วครับ แน่นอนว่าข่าวมันคงเป็น talk of the town แค่ในประเทศของเขาเท่านั้นแหละ คิดแล้วก็น่ากลัวจังนะครับ ว่าในมุมหนึ่งของโลก ที่เราไม่เคยได้ยินข่าวจากเขา ก็มีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นด้วย เป็นอะไรที่เราไม่คิดเลยว่าจะยังมีอยู่ในโลกยุคนี้ (อารมณ์คล้ายๆ ตอนดูคลิปเด็กจีนโดนรถชน แล้วไม่มีใครสนน่ะ คือใครจะไปเชื่อล่ะว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้วประมาณนึง จะยังมีอะไรแบบนี้อยู่ด้วย บรื๋อๆๆๆๆๆๆๆๆๆ)

Mascot บอลโลก ที่โดนทิ้งไว้นานจนเท้าดำซะแล้ว 
บ่นไปเยอะแล้ว ตัดเข้าฉากจบกันเลยละกัน เวลาประมาณบ่ายโมง พวกเราก็เหินฟ้าออกจากโจเบิร์กกันครับ อารมณ์มันเหมือนตอนนั่งเครื่องออกจากแซมเบียเป๊ะเลย คือใจนึงก็แอบใจหายนะที่ทริปจบแล้ว (รู้สึกว่ายังดูความยิ่งใหญ่ของแอฟริกาได้ไม่ถึงเสี้ยวเลย) แต่อีกใจนึงก็อดโล่งอกไม่ได้ที่พ้นโซนอันตรายออกมาซะที
และสำหรับภาพสุดท้ายของทริป เรากลับมาที่ภาพบังคับประจำวันกันอีกครั้ง นั่นคือภาพพระอาทิตย์ขึ้นครับ แต่คราวนี้มิใช่พระอาทิตย์ขึ้นเหนือทุ่งแอฟริกาแต่อย่างใด แต่เป็นพระอาทิตย์ที่ขึ้นเหนือแผ่นดินไทยเรา ไม่กี่นาทีก่อนเครื่องจะลงนี่เอง ดูๆ ไปก็สวยไม่แพ้กันเลยเนอะ 

จบ!!!!
และแล้วการเดินทางที่ยาวนานมาถึง 13 ตอน ก็สิ้นสุดที่ตรงนี้แล้ว แต่ช้าก่อนนน!! สิ่งที่ผมอยากจะพูดยังไม่หมดแค่นี้ครับ ก็อย่างที่ชื่อตอนบอกนั่นแหละ ว่ามัน "เหมือนจะจบแล้วแต่ยังไม่จบ" ดังนั้นไว้พบกันใหม่คราวหน้า กับบทที่ 14 "บทส่งท้าย" ซึ่งจะเป็นบทสุดท้ายจริงๆ ของทริปนี้ครับผม 
ไม่รู้ว่าจะต้องดองอีกนานเท่าไหร่กว่าจะเข็นตอนต่อไปออกมาได้ แต่ยังไงก็ฝากทุกท่านช่วยตามกันต่อไปนะครับ (ตอนนี้ขอตัวกลับไปเม้นบล็อกทุกท่าน เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนก่อน 555) 

มหากาพย์จริงๆ
ว่างๆก็แวะมาระบายในบล็อกบ้างเน้อ พอให้หายคิดถึงกัน
ขำที่บอกว่า ช้อปกระจาย เจออะไรคว้าหมด ตอนเราไปเยอรมันก็แบบนี้เลย อะไรไม่รู้เอามาไว้ก่อน เผื่อคราวหน้าไม่ได้มาทำงานที่เยอระมันอีก (แพง)
ปาดาวส่งท้าย
#1 By เสียงคำรนจากแมวสถ่อย on 2011-12-24 23:14