JapanJourney

คำเตือน: โหลดโหดมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

 

ช่วงปลายๆ กุมภากับต้นมีนา อากาศที่ญี่ปุ่นยังหนาวอยู่พอสมควร แต่ดอกไม้ก็เริ่มมีบานๆ ให้เห็นกันบ้างแล้ว และแน่นอนว่าที่โด่งดังที่สุดของช่วงฤดูนี้ก็คือดอกบ๊วย (อุเมะ) ครับ ถึงจะดังเทียบซากุระไม่ได้ก็เถอะ แต่ถ้าปลูกรวมกันเยอะๆ ตอนดอกบานนี่ความสวยก็ไม่แพ้กันเลยนะ

 

อันนี้คือโปสเตอร์ในสถานีรถไฟ ถ้าดอกบ๊วยบานเต็มที่จริงๆ ภูเขาก็จะกลายเป็นแบบนี้

 

เอ็นทรี่นี้ก็เลยจะพาทุกท่านไปเที่ยวสวนดอกบ๊วยที่ยูกาวาระกันครับ จริงๆ ที่นี่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นจุดดูดอกบ๊วยที่สวยเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศเลยนะ (บ๊วยกว่า 4000 ต้น ปลูกรวมกันจนกินที่ไปครึ่งภูเขา ตอนบานก็เห็นภูเขาเป็นสีชมพูไปเลย) แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยดังในหมู่คนต่างชาติกันเท่าไหร่ ขนาดเว็บเที่ยวญี่ปุ่นเจ้าใหญ่ครอบจักรวาลที่สุดอย่าง japan-guide.com ยังไม่มีเรื่องที่นี่ลงในเว็บเลย Foot in mouth คงเป็นเพราะสถานที่มันค่อนข้างจะไกลอยู่ พวกทัวร์ที่มีตารางแน่นๆ คงไม่มาแวะกันเท่าไหร่ แถมหลังจากนี้ไม่กี่อาทิตย์ซากุระก็จะบานแล้วด้วย ถ้าให้เลือกยังไงคนก็อยากมาดูซากุระกันมากกว่า ดอกบ๊วยเลยโดนแย่งซีนไปหมด (แอบคิดว่าที่นี่น่าจะถือเป็น Unseen Japan เลยก็ได้นะ)

 

วันนี้เสียดายที่ฟ้าครึ้มๆ ไปหน่อย เลยถ่ายได้สีไม่สดเท่าไหร่

ยูกาวาระเป็นเมืองในจังหวัดคานากาวะ ที่เด่นดังในหมู่คนญี่ปุ่นอยู่พอสมควรเรื่องธรรมชาติสวยๆ และออนเซ็นที่มีอยู่เยอะทีเดียว หลายๆ คนเวลาวันหยุดก็จะมาแช่ออนเซ็นกันที่นี่นี่ (ถึงจะไม่ดังเท่าฮาโกเน่ก็เถอะ) และสัญลักษณ์ของที่นี่นอกจากออนเซ็นแล้วก็คือดอกบ๊วยนี่แหละครับ ส่วนใหญ่ช่วงที่สวยจะเป็นต้นถึงกลางเดือนมีนา

 

การเดินทางจากคาวาซากิไปยูกาวาระก็ไม่ลำบาก ขึ้นรถไฟสายตรงดิ่งไปได้เลย ใช่เวลาประมาณ 1 ชม. 20 นาที ถ้างบเยอะหน่อยจะนั่งรถด่วน 50 นาทีก็ได้

 

พอถึงสถานี เขาก็มีรถบัสรับส่งระหว่างสถานีกับสวนบ๊วยให้บริการด้วย ถ้าออกจากสถานีแล้วเห็นลุงที่ถือป้ายรูปดอกบ๊วยก็เข้าไปต่อแถวขึ้นบัสได้เลย

จริงๆ ค่ารถไฟก็ใช่ว่าจะถูก (ราวๆ พันสี่ร้อยเยนต่อเที่ยว) แต่เผอิญว่าตอนนั้นผมรับจ๊อบเขียนบล็อกท่องเที่ยวให้ทางจังหวัดคานากาวะอยู่พอดี (อารมณ์ประมาณว่า เป็นโปรเจ็คทีออกงบให้นักเรียนต่างชาติสิบกว่าคนไปเที่ยวในเขตจังหวัด แล้วช่วยเขียนบล็อกเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อช่วยโปรโมทการท่องเที่ยวให้เขา) ก็เลยได้โอกาสของบค่ารถไฟไปเที่ยวซะเลย ฮี่ๆๆ Cry (แต่ทว่าตอนนี้โปรเจ็คปิดตัวไปแล้วครับ จากนี้ไปเลยอดเที่ยวฟรี เสียดายมากกกก) Tongue out

 

 

นั่งบัสนานหน่อยครับ ราวๆ 15-20 นาที จนเกือบๆ จะหลับ แล้วก็มาถึงในที่สุด

 

จากป้ายรถบัสไปสวนบ๊วยต้องเดินขึ้นเขาอีกนิดนึง ระหว่างทางก็มีของกินขายเพียบ เลยจัดไปอันนึง อารมณ์คล้ายๆ ลูกชิ้นปลาเผ็ดๆ

 

บรรยากาศที่นี่ดีมากกกกครับ อากาศเย็นๆ ชุ่มฉ่ำ มีแต่สีเขียวเต็มไปหมด ป่าไม้ลำธารน้ำตก สมแล้วที่เขาว่ากวีในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหลายๆ คน ก็ประทับใจจนต้องเขียนถึงความงามของที่นี่เหมือนกัน

 

เดินราวๆ ห้านาทีก็จะเห็นภูเขาดอกบ๊วยอยู่ตรงหน้า แอบเสียดายที่มาเร็วไปหน่อย ดอกบ๊วยเลยไม่ได้บานเต็มภูเขาแบบในภาพโปรโมท (จริงๆ ตอนแรกกะจะรออีกสองสามอาทิตย์แล้วค่อยมา แต่ทางศูนย์ท่องเที่ยวเขาบอกมาว่าโปรเจ็คเขียนบล็อกจะจบแล้ว ถ้ามาหลังวันที่ 16 จะไม่ออกค่าเดินทางให้ เลยต้องจำใจมาเร็วกว่าที่คิดเยอะเลย) Foot in mouth

 

 

และแล้วก็มาถึงภูเขาดอกบ๊วยที่ร่ำลือกันในที่สุด เสียดายที่ตอนนี้อยู่ในช่วงบานระดับ 30% เอง สีเลยยังทึมๆ อยู่ แต่ก็มีดอกที่บานเหมือนกันนะ ส่วนใหญ่ใหญ่จะอยู่แถบๆ ตีนเขา

 

 

พอเดินไปใกล้ๆ ภูเขา จนถึงลานขายอาหารตรงหน้าสวน ก็ต้องตะลึงกับพื้นครับ มันออกสีเหลืองๆ ไปหมดเหมือนมีอะไรมาปูไว้ พอลองไปเหยียบดูถึงรู้ว่าเป็นคล้ายๆ เปลือกไม้หรือใบสนแห้งๆ อะไรซักอย่าง (สรุปคือไม่รู้อยู่ดี) Foot in mouth แต่คิดว่าทางเจ้าหน้าที่ดูแลสวนน่าจะกวาดมารวมกันไว้ (เพราะถ้าร่วงตามธรรมชาติคงไม่ได้ออกมาดูเป็นที่เป็นทางแบบนี้แน่)

 

ก็ดูสวยดีนะแถมมีประโยชน์ด้วย เพราะวันก่อนฝนเพิ่งตกไป พื้นดินเลยยังเป็นโคลนๆ อยู่ พอได้ไอ้สีเหลืองๆ นี่มาเป็นพรมรองเลยเดินสะดวกขึ้นเยอะ แถมเปลือกไม้เหลืองๆ นี่ก็ลื่นดีด้วย เวลาเหยียบก็เหมือนเช็ดรองเท้าไปในตัว

 

 

เดินถ่ายรูปนิดหน่อยเสร็จก็ขึ้นเขาก็เลยดีกว่า ดอกบ๊วยยังบานไม่ถึงครึ่งครับ คนที่ไปเที่ยวเลยต้องหามุมกล้องเวลาถ่ายกันหน่อย ถ้าเลือกมุมดีๆ ก็เอาไปหลอกคนอื่นได้นะว่า ตอนนี้มันบานหมดแล้ว 555 Cry (เพราะจุดที่บานแล้วมันก็สวยจริงๆ นั่นแหละ)

 

 

ดอกไม้สีเหลืองๆ นี่ไม่รู้ว่าชื่ออะไรเหมือนกัน แต่ดูเหมือนจะเป็นดอกไม้ประจำฤดูใบไม้ผลิชนิดนึงของญี่ปุ่นเขาด้วย เพราะสังเกตจากพวกรูปถ่ายซากุระตามโปสเตอร์ทัวร์ของที่นี่แล้ว ตรงใต้ต้นซากุระต้องมีดอกสีเหลืองนี่อยู่ด้วยตลอด

 

 

ผมชอบบ๊วยต้นนี้มากเลยนะ ทั้งรูปทรงทั้งตำแหน่งสวยเป๊ะมาก ต้นบ๊วยที่สวยๆ เด่นๆ แบบนี้มีอยู่ไม่กี่ต้น แต่ละต้นก็จะมีคนมารุมถ่ายรูปรอบๆ เต็มไปหมด

 

ช่วงเช้าปีนขึ้นเขาไปสูงพอประมาณ แต่พอขึ้นไปสูงๆ เริ่มหาดอกบ๊วยไม่ค่อยได้แล้ว สุดท้ายเลยเดินวนอยู่โซนล่างๆ ดีกว่า

หากเหนื่อยระหว่างปีนเขา ทางสวนก็มีเก้าอี้ให้นั่งพักเป็นระยะๆ

 

คนญี่ปุ่นบางกลุ่มก็มาฝึกปีนเขากัน

อันนี้กลุ่มลูกเสือที่มาเที่ยว เครื่องแบบคล้ายๆ ของบ้านเราเลยแฮะ

จุดพักกินข้าวพื้นสีเหลืองๆ ที่เพิ่งพูดถึงไป อันนี้เป็นมุมจากด้านบน

รูปนี้จริงๆ มันบานอยู่กระจุกเดียวนะ แต่พอเข้าไปยืนตรงกลางกระจุกนั่นแล้วเลือกมุมถ่ายดีๆ ก็จะได้ภาพแบบนี้

รูปนี้ชอบเป็นพิเศษครับ แสงมันได้พอดีเลย Embarassed

น้องหมาสองตัวใส่ชุดน่ารักมากกกกก Wink หมาที่ญี่ปุ่นนี่เจ้าของเขาจับแต่งตัวแบบจัดเต็มตลอดครับ ไว้เอ็นทรี่ต่อๆ ไป คงจะมีภาพหมาของที่นี่มาให้ดูอีกเรื่อยๆ

 

ตอนเที่ยงกว่าๆ ลงมาพักเติมพลังด้วยอูด้งโรยหน้าแป้งเท็มปุระ ผลิตโดยแรงงานเหล่าคุณป้าในสวนบ๊วย

คุณป้าที่ทำอูด้งนี่อัธยาศัยดีมากครับ คนญี่ปุ่น service mind เค้าเยี่ยมจริง

กินอูด้งอุ่นๆ ตอนหนาวๆ นี่จะอร่อยเป็นพิเศษ แต่เสียอย่างเดียวคือเทมปุระ ไม่รู้ว่าป้าๆ แช่ไว้ในอูด้งตั้งแต่ก่อนลูกค้าจะมารึเปล่า ตอนผมกินเลยกลายสภาพเป็นก้อนแป้งนิ่มๆ เปียกๆ ไปซะแล้ว Foot in mouth

 

กินเสร็จก็ใช้ห้องน้ำของสวนบ๊วยเขาซะหน่อย

ตอนบ่ายก็ยังเดินดูอยู่ในเขตเดิม (เพราะไม่มีที่อื่นให้ไปแล้ว) แต่แล้วสวรรค์ก็โปรดประทานแสงแดดมาให้เป็นเวลาประมาณ 5 นาทีครับ แดดออกแล้ววิวสวยมากกกกก อยากมาที่นี่อีกรอบในวันที่แดดแรงๆ ฟ้าใสๆ จังเลย Surprised

 

 แดดออกแว้วๆๆๆ

 

แดดออกแล้ววิวงามขึ้นเยอะ ยังกับคนละที่กันเลยทีเดียว

ซอฟครีมรสบ๊วยครับ รสชาติก็เหมือนซอฟครีมปกตินะแต่มีกลิ่นบ๊วยนิดหน่อย ถ้าใครเคยมาเที่ยวญี่ปุ่น น่าจะพอรู้ว่าพ่อค้าแม่ค้าประเทศนี้สามารถเอาทุกอย่างมาทำเป็นรสซอฟครีมได้หมดจริงๆ (ที่เคยเจอก็มีตั้งแต่รสไข่ เมลอน องุ่น ลาเวนเดอร์ ไปจนถึงโชยุ)

เหล่าลุงๆ ป้าๆ ที่เพิ่งไปปีนเขามา ก็มาล้างโคลนที่ติดรองเท้าตรงลำธารใกล้ๆ ภูเขา เห็นแล้วรู้สึกว่าธรรมชาติเขาสะอาดบริสุทธิ์จริงๆ

ตอนบ่ายๆ เมฆกลับมาครึ้มอีกรอบ เลยถ่ายภูเขาอำลาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนกลับ

บรรดาของทีระลึกที่ขายตรงทางออกจากสวน ส่วนใหญ่จะเป็นขนมมันจูกับโมจิ และแน่นอนว่าสินค้าเด็ดคือขนมที่มีไส้รสบ๊วย

 

โหลดโหดหน่อยนะครับทริปนี้ เพราะรูปที่ชอบมันเยอะมากกกกก ขนาดคัดออกไปเยอะแล้วก็ยังเฉียดร้อยรูปอยู่ดี แหะๆ

ช่วงนี้ปิดเทอมแล้ว แต่ก็ยังยุ่งอยู่พอสมควร ต้องแบ่งเวลาแต่ละวันอ่านหนังสือเตรียมสอบภาษาญี่ปุ่นระดับ 2 กลางปีนี้ (จนโดนเพื่อนล้อแล้วว่าทำงานเฝ้าห้องสมุดรึเปล่า เพราะไปหมกอยู่ในนั้นตลอด) แล้วปลายเดือนนี้ครอบครัวผมก็จะเดินทางมาเยี่ยมกันด้วย (ส่วนใหญ่ที่มาก็กลุ่มเดียวกับที่ไปทริปแอฟริกากันนั่นแหละ) ตัวผมเลยต้องรับหน้าที่จองโรงแรม จองตั๋วรถไฟ และแพลนทริปทั้งหมดไปโดยปริยาย Foot in mouth

 

เอาเป็นว่า ไว้ถ้ามีเวลาเดี๋ยวจะกลับมาอัพเรื่อยๆ ครับ กะไว้แล้วว่าต่อไปจะเขียนเกี่ยวกับทริปฤดูหนาวตอนต้นเดือนกุมภาซะหน่อย ซึ่งคราวนี้เป็นโปรเจ็คใหญ่เลย เพราะคงต้องใช้เนื้อที่ 6-7 เอ็นทร่ี่ได้กว่าจะหมด (สงสัยไม่เหลือเวลานอนแหง Foot in mouth แต่ก็ยังอยากอัพนา)

ก่อนจากกัน ขอจบด้วยภาพขนมไส้ซากุระที่เพิ่งซื้อจากร้านหน้าสถานีมากินครับ พอเข้าฤดูใบไม้ผลินี่ พวกขนมของกินตามร้านในญี่ปุ่นก็จะเอาซากุระมาเป็นธีมแข่งกันให้เกลื่อนเลย แต่เอาจริงๆ กินมาตั้งเยอะแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจเลยว่ารสซากุระมันเป็นรสยังไง เพราะส่วนใหญ่พวกผลิตภัณฑ์ซากุระทั้งหลายนี่ จะเหมือนซากุระตรงที่มีสีชมพูกับกลิ่นหอมนิดๆ แบบดอกไม้ซะมากกว่า รสชาติก็ไม่ได้ต่างจากอาหารปกติเท่าไหร่ อย่างไอ้ขนมนี่ไส้ก็หวานๆ เหมือนครีมธรรมดาๆ นั่นแหละ แต่สีชมพูแค่นั้นเอง

 

 

ปล. จากเอ็นทรี่ก่อนๆ เลยได้รู้ว่าใน exteen นี่ก็มีศิษย์เก่า CBC อยู่เยอะเหมือนกันนะเนี่ย....ศิษย์เก่าหรือศิษย์ปัจจุบันคนไหนที่เข้ามาอ่านก็ทักทายกันในคอมเม้นท์หน่อยนะครับบบบ Cry

ปล 2. (ของแถม) อันนี้บล็อกเกี่ยวกับยูกาวาระ เวอร์ชั่นอังกฤษที่ผมเขียนให้ทางจังหวัด (แลกกับค่าขนมนิดหน่อย) หลังปิดโปรเจ็คก็กลายเป็นสุสานบล็อกร้างๆ ไปเรียบร้อย แต่เชิญแวะไปชมกันได้ครับ เผื่อยอดวิวเพิ่ม ผมจะได้เอามาใช้เรียกร้องขอทำโปรเจ็คต่อ 555

http://explorejapanfromkanagawa.blogspot.jp/2012/03/yugawara-plum-orchard-by-kwan.html